ข่าว

สูตรเศรษฐี

สูตรเศรษฐี

08 ส.ค. 2557

สูตรเศรษฐี : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

                กับสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เช่นในเวลานี้ - วันก่อนผมได้อ่านคำแนะนำการใช้จ่ายจากหนังสือเล่มหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจจึงขอนำมาเล่าต่อ

                แนะนำประการแรกก็คือ ต้องวางแผนการใช้จ่าย เพื่อให้ทราบว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่จำเป็นจะต้องจ่าย เช่น ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ค่าน้ำมัน ค่ากับข้าว ค่าอาหารกลางวัน เป็นต้น ซึ่งเมื่อนำมาหักจากรายรับประจำเดือน ก็จะทำให้ทราบว่า จะเหลือเงินอยู่เท่าไหร่ หลังจากนั้น ก็มาพิจารณาตัวเลขรายจ่ายอื่นๆ เช่น ค่าความบันเทิง ค่าเสื้อผ้า ค่าท่องเที่ยว ค่าข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯ ซึ่งถึงตอนนี้ เชื่อว่าหลายๆ คน ก็คงจะมีรายจ่ายที่เกินรายรับแล้วละครับ นี่ยังไม่นับรายจ่ายที่ไม่คาดคิด เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ ซ่อมบ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย

                การวางแผนการใช้จ่ายขั้นแรกก็คือ จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายไปก่อน ขั้นที่สองคือ การชะลอรายจ่ายอื่นๆ หรือไม่จ่ายหลายๆ อย่างในคราวเดียวกัน เพราะในปัจจุบันมีการใช้บัตรเครดิตกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งทำให้ไม่ต้องใช้เงินสด แต่ผลที่ตามมาก็คือการขาดความระมัดระวัง และตกเป็นหนี้บัตรเครดิต ซึ่งมีภาระเรื่องดอกเบี้ยตามมา

                ที่น่าคิดอีกประการหนึ่ง ก็คือคนไทยมักจะมีความสุขกับการช็อปปิ้ง ไม่ว่าจะในห้างร้านหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งการช็อปอย่างเพลิดเพลินเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ เพราะทำให้จับจ่ายตามแรงจูงใจในขณะนั้น ซึ่งบางครั้งอาจไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ วิธีที่จะช่วยได้มาก คือการจดรายการของที่จะซื้อไว้ล่วงหน้า และเมื่อไปถึงร้านก็ซื้อเฉพาะของตามรายการ จะทำให้เกิดความระมัดระวังในการใช้เงิน และได้ของเท่าที่จำเป็นและต้องการจริงๆ

                คำแนะนำประการที่สอง ได้แก่การลดรายจ่ายลง โดยเฉพาะของฟุ่มเฟือยหรือเป็นความเคยชิน เช่น เครื่องสำอาง สุรา บุหรี่ การพนัน การเที่ยวเตร่ เป็นต้น ซึ่งถ้าทำได้ จะพบว่าในแต่ละเดือนจะมีรายจ่ายลดลงอย่างชัดเจน

                คำแนะนำประการที่สาม คือการประหยัด เช่น ไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่สักระยะหนึ่ง ไม่เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ เพียงเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ ทั้งๆ ที่ของเดิมก็ยังใช้ได้ดี ไม่รับประทานอาหารตามแฟชั่น เช่นร้านอาหารญี่ปุ่น กาแฟ ฟาสต์ฟู้ด จากต่างประเทศ เป็นต้น

                ประการสุดท้ายได้แก่ การออม และการลงทุน โดยนำเงินที่เหลือจากการวางแผน การลดรายจ่าย และการประหยัด ไปฝากธนาคารเพื่อเป็นเงินสะสมหรือเตรียมไว้สำหรับรายจ่ายที่ไม่ได้คาดคิด หรือลงทุนซื้อหุ้นเล็กๆ น้อยๆ - ซึ่งเรื่องนี้มีลูกศิษย์ผมคนหนึ่ง เล่าว่าเมื่อก่อนเขาก็เคยอยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่วันหนึ่งเขาก็ได้คิดว่า ถ้าไม่แก้ไขพฤติกรรมการใช้เงิน ก็คงจะต้องเป็นหนี้ไปตลอดชาติ ดังนั้นเขาจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ เริ่มด้วยการขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานแทนการขับรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งทำให้ประหยัดค่าน้ำมันได้มาก เขาเลิกสูบบุหรี่ เลิกเที่ยวเตร่ หรือการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย และนำอาหารจากบ้านไปรับประทานมื้อเที่ยง หลังจากนั้นก็นำเงินที่เหลือแม้จะไม่มากนักในแต่ละเดือน ค่อยๆ ลงทุนซื้อหุ้น

                ที่น่าทึ่งคือ ด้วยเวลาไม่ถึงสิบปี ตอนนี้เขามีเงินหลายล้านแล้ว และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหุ้น

                ครับ ถ้าลงมือทำตามคำแนะนำที่ผมนำมาเล่าให้ฟัง คุณก็มีสิทธิที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้านได้เหมือนกัน