
สธ.ฟันคลินิก-2หมอร่วมทำอุ้มบุญน้องแกมมี่
แม่อุ้มบุญ 'แกมมี่'เผย 'สาวจอย' เป็นนายหน้าติดต่อจ้างตั้งครรภ์ ขณะที่ สธ.ฟันคลินิก-2หมอ ร่วมทำอุ้มบุญน้องแกมมี่ เล็งตรวจสถานพยาบาลทั่วประเทศ 45 แห่ง
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ต.ท. ชูศักดิ์ อภัยภักดิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปรามปราบการกระความผิดเกี่ยวกีบการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการอุ้มบุญว่า ชุดสืบสวนของ บก.ปคม.กำลังเร่งตรวจสอบว่า กรณีการอุ้มบุญทั้งกรณี "น้องแกมมี่" และเด็ก 9 คน ที่ตรวจพบในคอนโดมิเนี่ยมย่านลาดพร้าว โดยมีทนายอ้างว่ามีชายชาวญี่ปุ่นอ้างเป็นพ่อ ว่า จะเข้าข่ายการกระทำผิดการค้ามนุษย์หรือไม่ ส่วนความผิด พรบ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและข้อกำหนดของแพทยสภา มีความผิดค่อนข้างชัดเจน
“ชุดสืบสวนของ บก.ปคม. มีข้อมูลแล้วระดับหนึ่งเกี่ยวกับเครือข่ายที่รับอุ้มบุญ อยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกกับแพทยสภาและกระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นอย่างไร" พ.ต.ท.ชูศักดิ์ กล่าว
'จอย'นายหน้าอุ้มบุญเปิดใจแล้ว
น.ส.จอย นายหน้าอุ้มบุญ ได้เปิดใจผ่านทางโทรศัพท์ผ่านรายการทีวีว่า ตอนที่ติดต่อทำอุ้มบุญให้กับพ่อแม่ชาวออสเตรเลียนั้น แม่น้องแกรมมี่ยังอายุไม่ถึงจึงต้องใช้ชื่อปลอม และทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมขึ้นมา พอดำเนินการเรื่องเอกสารเสร็จก็ไปทำอุ้มบุญที่คลินิกย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ระหว่างที่ตั้งครรภ์ก็ได้ตรวจพบว่าเป็นลูกแฝด แต่มีเด็กหนึ่งคนที่ตรวจพบเป็นดาวน์ซินโดรม โดยที่พ่อแม่ชาวออสเตรเลียยืนยันว่าจะไม่เอาเด็กดาวน์ฯ เมื่อรู้ว่าเด็กเป็นดาวน์ฯ ทุกคนเครียด หาทางออกหลายๆทาง เพราะพ่อแม่เด็กไม่อยากได้ แต่แม่น้องแกมมี่ออกปากเองว่า ไม่เป็นไรขอรับเลี้ยงไว้เอง เพราะผูกพันอุ้มท้องกันมา แต่ขอเงินเพิ่มอีก 1.5 แสนบาท จากตอนแรกที่ให้ 3.5 แสนบาท พอคลอดลูกแล้วก็ตรวจดีเอ็นเอว่าเป็นลูกของพ่อแม่ชาวออสเตรเลีย
นายหน้า"จอย"ติดต่อแม่อุ้มบุญ
แหล่งข่าวจากตำรวจชุดตรวจสอบกรณี "น้องแกมมี่" เปิดเผยว่า ล่าสุดได้พูดคุยกับแม่อุ้มบุญรายนี้ โดยหญิงรายนี้อ้างว่าได้รับการติดต่อจาก "จอย" ซึ่งเป็นเอเย่นต์จัดหาผู้หญิงอุ้มบุญให้ชาวต่างชาติ ว่าจ้างให้อุ้มบุญให้แก่สามีภรรยาชาวออสเตรเลีย ซึ่งหลังตกลงกันได้ "จอย" ได้พาไปที่คลินิกแห่งหนึ่งย่านเพลินจิต มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษอักษรนำหน้า SU พบกับนายแพทย์ชื่อย่อ ว. ต่อมาแพทย์รายนี้ได้นัดฝังตัวอ่อนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านพญาไทและส่งไปฝากครรภ์แบบพิเศษกับนายแพทย์ ก. และคลอดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านสามเสน
นอกจากนี้ แม่อุ้มบุญน้องแกมมี่ ยังให้ข้อมูลด้วยว่า หลังคลอด "จอย" ได้พาไปติดต่อที่สถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เพื่อให้เซ็นเอกสารซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ ทราบภายหลังว่าเป็นเอกสารรับรองบุตร โดยได้เซ็นรับรองไปคนเดียวคือเด็กผู้หญิง ทำให้สามารถออกนอกประเทศได้ ส่วนน้องแกมมี่ไม่ได้มอบให้ไปเนื่องจากยังไม่ได้เงิน 7 หมื่นบาท
"เจ้าหน้าที่ได้สอบถามแม่อุ้มบุญรายนี้ว่า ระหว่างคลอดบุตรที่โรงพยาบาล คู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลีย เคยไปเยี่ยมหรือไม่ รวมทั้งมีการสอบถามถึงน้องแกมมี่หรือไม่ แม่อุ้มบุญรายนี้อ้างว่าชาวต่างชาติไม่เคยถามถึงน้องแกมมี่เพียงแต่ถามผ่านจอยว่าทำไมแม่อุ้มบุญฟื้นตัวเร็วทั้งที่เพิ่งผ่าตัดคลอด จึงได้ตอบไปว่าคลอดแบบธรรมชาติ และ "จอย" ซึ่งเป็นเอเย่นต์อุ้มบุญ น่าจะมีความคุ้นเคยกับนายแพทย์ทั้ง 2 คนด้วย" แหล่งข่าวกล่าว
พ่อชาวญี่ปุ่นเผ่นออกนอกประเทศ
ส่วนความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมย่านลาดพร้าว 130 พบเด็กอุ้มบุญ 9 คนจากพ่อชาวญี่ปุ่นที่มาว่าจ้างทำอุ้มบุญกับสาวไทย ล่าสุด พบว่าชายชาวญี่ปุ่นดังกล่าวเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ สน.ลาดพร้าว พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4 พร้อมด้วย พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบก.น.4 พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.ดส. พ.ต.อ.สง่า กรรภิรมย์ ผกก.สส.บก.น.4 พ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ ผกก.สน.ลาดพร้าว เเละเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ร่วมประชุมเพื่อหาเเนวทางการสืบสวนกรณีที่เด็ก 9 คน ท่ามกลางสื่อมวลชนทั้งไทยเเละต่างประเทศที่มารอทำข่าวอย่างหนาเเน่น โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 3 ชั่วโมง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.น.4 นำโดย พ.ต.อ.สง่า กรรภิรมย์ ผกก.สส.บก.น.4 นำทีมติดตามกลุ่มเป้าหมายที่หญิงตั้งครรภ์ 6 เดือนได้ให้การไว้ เพื่อเตรียมเข้าตรวจค้น ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทราบตัวชายชาวญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าของเชื้ออสุจิเเล้ว
ต่อมาเวลา 13.30 น. หลังจากประชุมเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ทุกคนออกจากห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความคืบหน้าคดี แต่ พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผบก.น.4 ได้โบกมือพร้อมตอบสั้นๆ เพียงว่า "ไม่มีข่าวอะไร"
ด้าน พ.ต.อ.วิทวัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของ สน.ลาดพร้าว จะรับผิดชอบหาที่พักในท้องที่คาดว่าจะมีเพิ่มเติมอีก หลังจากทราบเเล้วว่ามีเเหล่งที่พักอยู่ที่ใดบ้าง จะนำเสนอฝ่ายสืบสวนติดตามหาข้อเท็จจริงต่อไป
รายงานจากชุดสอบสวนเปิดเผยว่า ชายชาวญี่ปุ่นที่มาจ้างอุ้มบุญ คือนายชิเกตะ มิตซูโตกิ อายุ 24 ปี และพบว่าเดินทางออกนอกประเทศไทยไปแล้วเมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 7 สิงหาคม โดยเที่ยวบินเอ็นเอ็กซ์ 0079 คาดว่าจะเดินทางไปยังมาเก๊า
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึกพบว่า ชายชาวญี่ปุ่นรายนี้เดินทางเข้าออกประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปี 2557 ในระยะเวลาเพียง 2 ปี เดินทางเข้าออกถึง 65 ครั้ง โดยก่อนหน้านี้ใช้หนังสือเดินทางเลขที่ เอ็มแซท 0646380 ต่อมาได้แจ้งยกเลิกการใช้งานหนังสือเดินทางดังกล่าวโดยระบุว่าสูญหาย ก่อนจะขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ เลขที่ ทีแซท 0852142 ในแต่ละครั้งที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้พำนักตามโรงแรมหรูหลายแห่งกลางกรุงเทพมหานคร
ฟันคลินิก-2หมออุ้มบุญ"แกมมี่"
วันเดียวกัน น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงว่า จากการตรวจสอบคลินิก เอส เอ อาร์ ที คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางสาขาสูตินรีเวช ตั้งอยู่ที่อาคารวานิช 2 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ตามที่มีการระบุว่าเป็นคลินิกที่ทำอุ้มบุญให้แก่น้องแกมมี่ จากการตรวจสอบเวชระเบียน พบว่าแม่น้องแกมมี่มาทำการอุ้มบุญที่นี่จริง แม้จะเปลี่ยนแปลงชื่อหลายครั้งก็ตาม แต่ก็ตรวจสอบแล้วว่าเป็นคนเดียวกัน ดังนั้นคลินิกแห่งนี้และแพทย์ที่ดำเนินการมีความผิดฐานกระทำผิดข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยเรื่องมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ โดยทำการอุ้มบุญให้แก่หญิงที่ไม่ใช่ญาติโดยตรงของคู่สมรสและมีการจ่ายค่าตอบ
ทั้งนี้ ในส่วนคลินิกมีความผิดมาตรา 34 (2) ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยกรมได้แจ้งความเอาผิดแล้ว สำหรับแพทย์ได้ส่งเรื่องให้แพทยสภาพิจารณาจริยธรรม แต่เนื่องจากผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งคลินิกเป็นแพทย์ด้วย จึงส่งรายชื่อแพทย์จำนวน 2 คนให้แพทยสภาดำเนินการ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
เล็งตรวจสอบทั่วประเทศ45แห่ง
“นอกจากนี้ ยังพบว่าคลินิกแห่งนี้มีแพทย์ที่ดำเนินการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อีก 10-20 คน และมีการทำมาแล้วทั้งสิ้นกว่า 100 ครั้ง ซึ่งจะตรวจสอบทุกคนและทุกครั้งว่ามีแพทย์คนใดหรือครั้งไหนที่ทำผิดข้อบังคับแพทยสภาอีกหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบสถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินเรื่องนี้ได้ทั่วประเทศอีก 45 แห่งเฉพาะในกรุงเทพฯ 12 แห่งด้วย” น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าว
อธิบดี สบส.กล่าวถึงกรณีการเข้าช่วยเด็ก 9 คนที่ย่านลาดพร้าว ซึ่งสงสัยว่าจะเกิดจากการอุ้มบุญว่า กรมได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว ทราบว่ากำลังจะเรียกสอบพยานเพิ่มเติมเป็นหญิงที่รับอุ้มบุญ เพื่อจะสืบถึงคลินิกที่ดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ หากพบว่าเด็กเกิดจากการอุ้มบุญจริงแม้จะมีเพียง 1 ราย คลินิกและแพทย์ถือว่าทำผิดตามข้อบังคับ
"การโฆษณาชวนเชื่ออวดอ้างในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญถือว่ามีความผิด โดยเฉพาะแพทย์ถือว่ามีความผิด พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพ ส่วนแม่หรือหญิงที่อุ้มบุญที่ไปประกาศโฆษณาชวนเชื่อก็จะเป็นความผิดในส่วนของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพื่อเอาผิดกับเว็บไซต์ที่ลงประกาศ ส่วนแม่อุ้มบุญยังไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้" นต.นพ.บุญเรือง กล่าว
นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า กรณีนี้จะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภาในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ และคาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบตามกระบวนการต่างๆ ประมาณ 6 เดือน ยืนยันว่าหากทำผิดก็ต้องลงโทษอย่างแน่นอน ส่วนจะรุนแรงถึงขั้นใดนั้นก็ต้องหารือกันก่อน
แพทยสภาเพิ่มเข้มข้อบังคับใหม่
ด้าน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวภายหลังประชุมอนุกรรมการบริหารแพทยสภาในกรณีการอุ้มบุญ ว่า ได้ปรับปรุงข้อบังคับแพทยสภา โดยนอกจากจะห้ามไม่ให้มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้บริจาคเซลล์สืบพันธุ์และหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนตามประกาศฉบับเดิม จะมีส่วนที่แตกต่างคือ 1.ห้ามไม่ให้มีการโฆษณา หรือ ทำขายข่าวให้แพร่หลายด้วยประการใดๆ 2.ห้ามมิให้ดำเนินการเพื่อคู่สมรสที่เป็นเพศเดียวกันหรือไม่มีคู่สมรส 3.ห้ามไม่ให้สถานพยาบาลหรือผู้ให้การรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เป็นคนกลางหรือร่วมกับนายหน้าจัดการ หรือ นำเสนอ จัดหา หรือ นำเข้า/ส่งออกไข่ บริจาค หรือ ตัวอ่อนบริจาค หรือ จัดหาสตรีเพื่อมารับตั้งครรภ์แทน และ 4.หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติโดยสายเลือด เคยมีบุตรมาก่อนแล้วเท่านั้น มีอายุ 20-34 ปี
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่มีการระบุว่า การอุ้มบุญบางราย กระทำเพื่อนำไขสันหลังของทารกไปทำเป็นสเต็มเซลล์เพื่อรักษาโรคพ่อหรือแม่นั้น เป็นเพียงข่าวลือ และยังไม่มีหลักฐาน แต่ตามหลักการแพทย์แล้วตัวอ่อนที่จะสามารถนำมาใช้ในกระบวนการสเต็มเซลล์ได้ เป็นตัวอ่อนที่ไม่เกิน 14 วันเท่านั้น
พม.ส่งร่างพรบ.อุ้มบุญถึงฝ่ายกม.คสช.แล้ว
ที่สโมสรกองทัพบก เทเวศร์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงชี้แจงกรณีข่าว "อุ้มบุญ" ที่ดังเป็นข่าวไปทั่วโลกมาร่วมแถลง ซึ่งการแถลงครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศเข้ามาทำข่าวจำนวนมาก
เมื่อเวลา 13.30 น. นางระรินทิพย์ ศิโรรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กกับองค์การสหประชาชาติ รวมทั้งตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 ก็คำนึงถึงหลักการการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยวิธิที่ไม่ใช่วิธีธรรมชาติ แต่เกิดทางวิธีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการเจริญพันธุ์ จึงมีการศึกษาและร่างกฎหมาย คือ "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.... "ในกรณีที่มีบุตรยาก ที่ภรรยาตั้งท้องเองไม่ได้และต้องใช้เทคโนโลยีด้วยวิธีต่างๆ หรือการให้คนอื่นตั้งครรภ์แทน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ยกร่างเสร็จแล้ว มีการทำประชาพิจารณ์และผ่านความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการนำเข้าสู่สภา และเมื่อมีการยุบสภาก็คืนกฎหมายมาที่หน่วยงาน
"ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเช้านี้วันนี้ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯได้ลงนามเพื่อส่งกฎหมายไปยังพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ของคสช.แล้ว และทราบว่าฝ่ายกฎหมายคสช.จะประชุมพิจารณาในวันที่13สิงหาคมนี้เพื่อส่งเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ต่อไป" นางระรินทิพย์ กล่าว
นางระรินทิพย์ กล่าวอีกว่า เจตนารมณ์ของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อเน้นประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กที่เกิดโดยวิธีที่ไม่ใช่วิธีธรรมชาติ จึงต้องกำหนดสถานะความเป็นพ่อแม่ที่ถูกต้องตามกฎหมายของเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยี ซึ่งหมวด 3 ของร่างพ.ร.บ.ระบุคุณสมบัติของผู้หญิงที่จะตั้งครรภ์แทนว่า ต้องไม่เป็นแม่หรือลูกสาวของคู่สมรส แต่ต้องเคยมีบุตรมาแล้ว และถ้ามีสามีแล้วก็ต้องได้รับการยินยอม และห้ามไม่ให้ตั้งครรรภ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า และห้ามจัดให้มีนายหน้า ห้ามโฆษณาว่ามีผู้หญิงรับตั้งครรภ์แทน และในอีกมาตรหนึ่งระบุว่า กรณีที่พ่อแม่ตามกฎหมายเสียชีวิต เด็กที่เกิดจะต้องได้รับการดูแลจากแม่ที่อุ้มบุญก่อนจะตัดสิน เพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กอีกทางหนึ่ง
"ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์นั้นได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 แต่กระบวนการผ่านมา 2 รัฐบาลเนื่องจากมีการยุบสภาและเกิดรอยต่อ ขณ้เดียวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาส่วนหนึ่งก็จะทำให้การผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น" นางระรินทิพย์ กล่าว
นางระรินทิพย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ยังมีพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมอยู่แล้วที่สามารถรับได้ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในกรณีที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้พ่อและแม่ที่อยู่ต่างประเทศสามารถส่งเรื่องเข้ามาขอเป็นพ่อแม่บุญธรรมได้ แต่เด็กคนนั้นต้องเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีผู้เลี้ยงดู เป็นเด็กกำพร้า เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการของแต่ละประเทศ และจะต้องผ่านคณะกรรมการในการพิจารณาที่จะต้องใช้เวลาในการพิจารณาพอสมควร "เพราะเด็กไม่ใช่สินค้าที่คุณจะมาเลือกซื้อได้"
ส่วนกรณีที่มีการนำเด็กอีกคนที่มีการอุ้มบุญไปอยู่ที่ออสเตรเลียแล้วนั้น นางระรินทิพย์ กล่าวว่า ตนก็ตั้งคำถามว่านำเด็กออกไปได้อย่างไรหรือว่ามีการประสาส่วนไหนของประเทศเขาเราก็ไม่ทราบในส่วนนี้
เมื่อถามว่าคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งกรณีเด็ก 9 คน จากพ่อคนเดียว นั้นเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ นางระรินทิพย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะถ้าเกี่ยวข้องกับกฎหมายค้ามนุษย์จะต้องเกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ สำหรับเด็ก 9 คน ตอนนี้อยู่ในความคุ้มครองที่บ้านปากเกร็ด และยังไม่ได้ดำเนินการตรวจดีเอ็นเอ และยังไม่มีการยืนยันเรื่องของของผู้ที่เป็นพ่อที่แท้จริง ขณะนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังดำเนินการตามขั้นตอนสืบค้นข้อมูล ขณะนี้ยังไม่มีอะไรยืนยันเป็นการบ่งชี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมถึงยังระบุไม่ได้ว่ากรณีเด็ก 9 คนเป็นเรื่องของการอุ้มบุญ ทั้งที่มีการยืนยันว่าผู้เป็นพ่อส่งสเปิร์มเข้ามา นางระรินทิพย์ กล่าวว่า ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการดำเนินการ และยังไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นการค้ามนุษย์
ออสซี่ตามหาตัวพ่อแกมมี่พบแล้ว
ส่วนความเคลื่อนไหวพ่อแม่ชาวออสเตรเลียของน้องแกมมี่ หลังจากพยายามติดต่อ นายเดวิด และเวนดี้ ฟาร์เนล พ่อแม่ของแฝดแกมมี่มาหลายวัน รวมถึงเดินทางไปยังบ้านในเมืองบุนบิวรี ทางใต้ของเมืองเพิร์ธ รัฐออสเตรเลียตะวันตกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่ไม่พบตัว ในที่สุดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม สำนักงานคุ้มครองเด็กในรัฐออสเตรเลียตะวันตก สามารถติดต่อนายฟาร์เนล วัย 56 ปี ศูนย์กลางของกรณีอื้อฉาวอุ้มบุญในประเทศไทยและภรรยาของเขาได้แล้วทางโทรศัพท์
ทางการไม่เปิดเผยรายละเอียดการหารือถึงสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของแฝดเพศหญิงของแกมมี่ ที่เกิดจากการว่าจ้างแม่อุ้มบุญในไทย หลังจากสื่อเปิดโปงต่อมาว่า พ่อของเด็กเคยถูกตัดสินมีความผิดในข้อหาล่วงละเมิดเด็ก 22 ข้อหา รวมถึงเด็กหญิงที่อายุเพียง 7 ขวบ และถูกจำคุก 4 ปี
นายเฮเลน มอร์ตัน รัฐมนตรีกระทรวงคุ้มครองเด็กรัฐออสเตรเลียตะวันตก กล่าวว่า สำนักงานกำลังประเมินเพื่อให้มั่นใจว่า ลูกสาวของนายฟาร์เนลปลอดภัย แต่ระหว่างการประเมิน ครอบครัวนี้สมควรได้รับสิทธิความเป็นส่วนตัว
แฟร์แฟกซ์ มีเดีย ในออสเตรเลีย รายงานว่า พ่อของแฝดอุ้มบุญ มีลูกในวัยผู้ใหญ่แล้ว 3 คน และหนึ่งในนั้นออกมายืนยันว่าบิดาเปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้วหลังจากเคยติดคุกในข้อหาทางเพศ ลูกชายของเขากล่าวว่า พ่อเป็นพ่อที่ดี ให้สิ่งดีที่สุดแก่ลูกทุกคน พ่อของเขาเคยทำผิดพลาดแต่ชดเชยในสิ่งที่ทำ และเรายอมรับ



