ข่าว

กินข้าวเอ็มซีอร่อยดีได้ช่วยชาวนา

กินข้าวเอ็มซีอร่อยดีได้ช่วยชาวนา

08 ส.ค. 2557

ไลฟ์สไตล์ : กินข้าวเอ็มซีอร่อยดีได้ช่วยชาวนา

 
                    ชาวนาไทยปลูกข้าวด้วยวิถีธรรมชาติมาแต่บรรพกาล เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่านวิถีดั้งเดิมจึงแปรเปลี่ยนไป มีการใช้สารเคมีป้องกันศัตรูพืช และเพิ่มผลผลิต ทว่ากลับเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสารพิษตกค้างสู่ผู้บริโภค จนท้ายที่สุดพบว่าไม่มีวิถีใดยั่งยืนเท่าเกษตรอินทรีย์ที่บรรพบุรุษสืบทอดมา และวันนี้จึงได้เกิด "โครงการข้าวเพื่อชาวนา" โดยสหกรณ์ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ จ.ยโสธร ภายใต้มูลนิธิสายใยแผ่นดิน กลุ่มบิ๊กทรี ประสานมือร้าน โบ.ลาน สุขุมวิท 53 พร้อมเปิดตัวในชื่องาน "เราอิ่มชาวนายิ้ม" เชิญชวนผู้บริโภคสนับสนุนผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิคัดพิเศษ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยการซื้อตรงจากชาวนาในรูปแบบสมาชิกรายปี
 
                    ธวัชชัย โตสิตระกูล รองประธานมูลนิธิสายใยแผ่นดิน และผู้บุกเบิกเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย เปิดเผยถึงที่มาของโครงการว่า เนื่องจากวิกฤติจำนำข้าวที่ชาวนาเดือดร้อนจำนวนมาก หลายหน่วยงานคิดหาวิธีช่วยเหลือแบบยั่งยืน มูลนิธิเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง รวมถึงหาตลาดส่งออกให้ด้วย โดยปัญหาหลักของชาวนามี 3 เรื่อง อย่างแรกไม่มีเงินทุน ต้องไปกู้หนี้ยืมสินทั้งในและนอกระบบ ถัดมาเมื่อทำนาแล้วก็เสี่ยงต่อผลผลิตเสียหายจากภัยธรรมชาติ สุดท้ายได้ผลผลิตมาราคาก็ตกต่ำไม่คุ้มทุน
 
                    "โครงการนี้มุ่งตอบโจทย์ปัญหา 3 ข้อ โดยเชิญชวนผู้บริโภคมาซื้อข้าวอินทรีย์โดยตรง รวมถึงชักชวนชาวนาที่เคยทำนาแบบใช้สารเคมี มาปลูกข้าวออร์แกนิก เพื่อให้ขายข้าวราคาดีขึ้น จากนั้นจะนำข้าวไปผลิตภายใต้แบรนด์ข้าวเพื่อชาวนา ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าราคาตลาดถึง 2,000 บาทต่อตัน และช่วยให้ผู้ซื้อสามารถซื้อข้าวอินทรีย์คุณภาพสูงได้ในราคาที่เป็นธรรม ตามแนวคิดเราอิ่มชาวนายิ้ม ข้าวทั้งหมดเป็นข้าวนาปีปลูกในเดือนพฤษภาคม และเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เมื่อสมาชิกผู้ซื้อข้าวในโครงการสั่งข้าวโดยตรง แล้วจ่ายเงินล่วงหน้า รายได้ก็จะถึงชาวนาโดยไม่ต้องกู้เงินลงทุน อีกทั้งทุกๆ 1 กิโลกรัม หรือ 100 บาท โครงการจะนำเงิน 20 บาท เข้ากองทุนประกันความเสี่ยงให้ชาวนา และกองทุนส่งเสริมเกษตรกรยั่งยืน โดยผู้สนใจสามารถสมัครสมาชิกแบบครอบครัวรายปี จะได้รับข้าวปีละ 100 กิโลกรัม เป็นเงิน 1 หมื่นบาท หรือเป็นสมาชิกแบบองค์กร จะได้รับข้าวขั้นต่ำปีละ 1,000 กิโลกรัม เป็นเงิน 1 แสนบาท ทยอยส่งทุกๆ 2 เดือน คาดว่าโครงการนี้สามารถช่วยชาวนา จ.ยโสธร ที่ผลิตข้าวออร์แกนิกได้ประมาณ 100 ครอบครัว คิดเป็นจำนวนข้าว 100 ตัน ปัจจุบันมียอดจำหน่ายแล้ว 30 ตัน" โต้โผโครงการกล่าว
 
                    ด้าน มณี แสงแก้ว เกษตรกรเกษตรอินทรี เล่าว่า เคยทำนามาทั้ง 2 แบบ ไม่ว่าจะใช้สารเคมี และแบบธรรมชาติ โดยการทำนาอินทรีย์นั้น คนตัดสินใจต้องกล้าเสี่ยงทุกเรื่อง เพราะแรกๆ ใช้ต้นทุนสูง อาศัยเวลาอย่างน้อย 3 ปี ถึงได้ผลผลิกออร์แกนิก 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มีความยั่งยืนกว่าการใช้สารเคมีที่ต้องทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ข้อดีของเกษตรอินทรีที่เห็นชัดเจน นอกจากจะได้ข้าวคุณภาพสูงปลอดสารพิษ ทุกอย่างยังสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยได้ด้วย ที่สำคัญชาวนาจะมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น เพราะไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีบ่อยๆ
 
                    ขณะที่ เกรท มหาดำรงค์กุล ในฐานะผู้บริโภคข้าวออร์แกนิก บอกความรู้สึกว่า รับประทานข้าวเป็นประจำอยู่แล้ว จึงอยากหาแหล่งผลิตที่เป็นแหล่งเกษตรอินทรีย์จริงๆ ก่อนหน้านี้เคยสัมผัสชีวิตชาวนาจากการทำรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ได้เรียนรู้การปลูกข้าวที่ยากลำบาก หากสามารถช่วยกันสนับสนุนก็จะช่วยให้ชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งห่างไกลจากสารเคมี จะได้มีเรี่ยวแรงปลูกข้าวอร่อยๆ และปลอดภัยให้ผู้บริโภครับประทานอย่างยั่งยืน
 
                    ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/farmersfriendrice/info