
จ่อตรวจดีเอ็นเอเด็ก9คนพันชาวญี่ปุ่น
06 ส.ค. 2557
จนท.เตรียมนำ ดีเอ็นเอ เด็ก 9 คนพิสูจน์ความเป็นลูกชาวญี่ปุ่น จริงตามที่ทนายความกล่าวอ้างหรือไม่ ปคม.ร่วมสอบ 'จรัญ'ชี้ไทยไร้กฎหมายรับรองอุ้มบุญ
วันที่ 6 ส.ค.57 พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุม ร่วมกับนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิเด็กและสตรี ระบุว่า เจ้าหน้าที่เตรียมนำดีเอ็นเอ ของเด็กทั้ง 9 คน ไปตรวจพิสูจน์ว่า เป็นลูกของชายชาวญี่ปุ่นเจ้าของห้องพักดังกล่าว ซึ่งยอมรับว่าเป็นบิดา ตามที่ทนายความกล่าวอ้างหรือไม่ และขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ และหากพบว่าเป็นพ่อเด็กจริงต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงต้องมีการลูกจำนวนมาก พร้อมสอบปากคำพี่เลี้่ยงเด็กทั้ง 7 คน รวมถึงพยานปากสำคัญ คือ สตรีที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ 6 เดือน
โดยให้พล.ต.ต.ชยุต ธนทวีรัชต์ รองผบช.น. ดูแลการสอบสวน ซึ่งขณะนี้ทราบข้อมูลรายชื่อบุคคลทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย และยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ และหากเด็กทั้ง 9 คนเกิดจากการอุ้มบุญจริง จะต้องหาสถานพยาบาล ที่รับทำเด็กอุ้มบุญเพื่อดำเนินคดี ส่วนเด็กทั้ง 9 คน ขณะนี้อยู่ในความดูแลของบ้านเด็กอ่อนปากเกร็ด
โดยให้พล.ต.ต.ชยุต ธนทวีรัชต์ รองผบช.น. ดูแลการสอบสวน ซึ่งขณะนี้ทราบข้อมูลรายชื่อบุคคลทั้งหมดแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย และยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ และหากเด็กทั้ง 9 คนเกิดจากการอุ้มบุญจริง จะต้องหาสถานพยาบาล ที่รับทำเด็กอุ้มบุญเพื่อดำเนินคดี ส่วนเด็กทั้ง 9 คน ขณะนี้อยู่ในความดูแลของบ้านเด็กอ่อนปากเกร็ด
ปคม.ร่วมสอบคดีเด็ก9ราย
พ.ต.อ.ชิตภพ โตเหมือน ผกก.1 บก.ปคม. กล่าวว่า กรณีดังกล่าวจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน อย่างไรก็ดี ทาง สน.ลาดพร้าว เจ้าของท้องที่จะเป็นฝ่ายดำเนินการเป็นหลัก ส่วนทาง บก.ปคม.จะร่วมสืบสวนสอบสวน และพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมถึงข้อกำหนดและประกาศของแพทยสภา เรื่องมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งมีข้อกำหนดว่า ถ้าจะอุ้มบุญนั้นทำได้ในกรณีใด เช่น ต้องเป็นญาติโดยสายเลือดให้ผู้หญิงที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ และจะต้องไม่มีการเรียกรับค่าตอบแทนใดๆ จากการอุ้มบุญ ส่วนข้อกฎหมายอื่นๆ นั้น คงต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง
แพทยสภา-ราชวิทยาลัยสูติฯเตรียมฟันแพทย์
ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า ในวันที่ 7 ส.ค. 2557 จะนำเรื่องการตรวจจับคลินิกรับทำอุ้มบุญย่านเพชรบุรีตัดใหม่ และกรณีการช่วยเด็กอุ้มบุญ9 คน ที่ย่านลาดพร้าวเข้าที่ประชุมกรรมการแพทยสภา เบื้องต้นเชื่อว่าครั้งนี้จะมีการลงโทษเอาผิดแพทย์จากกรณีการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เป็นรายแรก โดยเมื่อแพทยสภาได้รับรายชื่อแพทย์ที่เข้าข่ายกระทำความผิดจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.)แล้วจะนำเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการจริยธรรม จะมีการไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ากระทำผิดจริงจะมีโทษสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
“ขณะนี้ในเรื่องการทำอุ้มบุญ แพทย์และสถานพยาบาลที่ทำการอุ้มบุญจะมีความผิดแน่นอนตามข้อบังคับแพทยสภา แต่ในส่วนของหญิงที่รับอุ้มบุญยังไม่มีกฎหมายใดกำหนด ดังนั้น เห็นด้วยและสนับสนุนให้มีการออกพรบ.การตั้งครรภ์โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.... ซึ่งมีการยกร่างไว้ตั้งแต่ปี 2551 โดยพรบ.นี้จะทำให้สามารถเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำอุ้มบุญทั้งหมดตั้งแต่หญิงรับทำอุ้มบุญ เอเจนซี่และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะแพทย์ที่ผิดตามข้อบังคับแพทยสภาที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น”ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าว
ด้านนพ.กำธร พฤกษานานนท์ ประธานอนุกรรมการเวชศาสตร์เจริญพันธ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ราชวิทยาลัยสูตินรีฯไม่ได้นิ่งนอนใจเร่งให้ความรู้กับประชาชนเรื่องเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทั้งการทำอุ้มบุญ เด็กหลอดแก้ว โดยยืนยันว่าแพทย์ที่ปฎิบัติจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะตลอดการทำอุ้มบุญทั้งการเก็บไข่ เก็บสเปร์ม และการฉีดตัวอ่อนเพื่ออุ้มบุญ แพทย์จะต้องพบทั้งพ่อแม่ที่แท้จริงและแม่อุ้มบุญอยู่แล้ว หากสงสัยสามารถสอบถามกลับไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพ่อแม่เป็นชาวต่างเชื้อชาติ ภาษา อย่างกรณีน้องแกรมมี่ สามารถสงสัยได้ เพราะตามประกาศแพทยสภากำหนดให้ทำการอุ้มบุญได้เฉพาะกรณีเป็นญาติทางสายเลือดเท่านั้น และกลุ่มราชวิทยาลัยสูตนรีฯ ยืนยัน ตามประกาศแพทยสภาว่าการทำอุ้มบุญต้องทำในเครือญาติ หรือคนสายเลือดเดียวกันเท่านั้น
"จรัญ"ชี้ไทยไร้กฎหมายรับรองอุ้มบุญ
ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงมุมมองในข้อกฎหมายกรณีอุ้มบุญ ภายหลังร่วมการสัมมนา หัวข้อ “การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ มุมมองที่แตกต่างระหว่างไทยและต่างประเทศ ” ว่า ปัจจุบันในประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายรองรับปัญหาการอุ้มบุญ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวถือว่าเป็นการค้ามนุษย์อย่างหนึ่ง โดยแสวงหาผลประโยชน์จากการทำธุรกิจการค้า ดังนั้นจึงควรต้องใช้กฎหมายด้านปราบปรามการค้ามนุษย์ มาดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในขบวนการเหล่านี้
นายจรัญ กล่าวอีกว่า กรณีเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญนั้น ประเทศไทยไม่มีกฎหมายรองรับ ขณะที่ตามกฎหมายแล้ว สิทธิการดูแลเด็กจะเป็นของแม่ผู้ตั้งครรภ์หรือผู้ให้กำเนิด ซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถรับเด็กไปเลี้ยงหรือพาเด็กออกนอกประเทศได้หากแม่อุ้มบุญไม่ยินยอม
อย่างไรก็ดีสำหรับแพทย์ ต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ และไม่ทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ซึ่งการอุ้มบุญ แม้จะมีกฎระเบียบแพทยสภา เข้ามากำกับดูแลจรรยาบรรณของแพทย์ แต่ไม่สามารถดำเนินคดีอาญากับใครได้ แม้ว่าแม่อุ้มบุญจะยินยอมสมัครใจรับว่าจ้างในการตั้งครรภ์ แต่ก็ถือว่าไม่มีความผิดทางอาญาและทางปกครอง ยกเว้นแต่จะต้องเกิดความเสียหายต่อแม่อุ้มบุญ หรือตัวเด็กจนถึงขั้นเสียชีวิต หรือบาดเจ็บเท่านั้น ถึงจะเอาผิดทางอาญาได้โดยสามารถดำเนินคดีได้ก็เพียงแค่ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 เท่านั้น
ขณะที่นายจรัญ กล่าวถึง แนวทางการแก้ปัญหาด้วยว่า รัฐควรจะต้องออกกฎหมายเกี่ยวกับปัญหาการรับตั้งครรภ์แทน เพื่อป้องกันการแสวง หาประโยชน์โดยมิชอบ หรือกฎหมายอุ้มบุญให้ครอบคลุมทุกด้าน รวมทั้งเพื่อให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งที่ไม่สามารถมีบุตรได้และต้องการมีบุตรโดยการอุ้มบุญจะสามารถกระทำได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ตลอดจนการดูแลครอบครอบครัวให้เด็กมีความสมบูรณ์ เมื่อเด็กคลอดมาแล้วบิดาและมารดาจะต้องมีสิทธิ์ในการดูแลเด็ก ซึ่งจะต้องเกิดจากความยินยอมของทุกฝ่ายและต้องไม่มีคนนอกเข้าไปแทรกแซง ซึ่งจะทำให้เด็กที่เกิดมาจึงจะมีความแน่นอนในชีวิตและไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
นอกจากนี้ควรจะต้องมีกฎหมายรอบรับในเรื่องการดูแลแม่อุ้มบุญด้วย ทั้งในด้านการคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตอีกด้วย ซึ่งรัฐควรจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยเท่าที่ทราบกฎหมายฉบับนี้ มีการร่างขึ้นมาแล้วแต่ยังค้างอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภา จึงขอให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้เพื่อนำมาบังคับใช้ให้เร็วที่สุดด้วย
พ.ต.อ.ชิตภพ โตเหมือน ผกก.1 บก.ปคม. กล่าวว่า กรณีดังกล่าวจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน อย่างไรก็ดี ทาง สน.ลาดพร้าว เจ้าของท้องที่จะเป็นฝ่ายดำเนินการเป็นหลัก ส่วนทาง บก.ปคม.จะร่วมสืบสวนสอบสวน และพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมถึงข้อกำหนดและประกาศของแพทยสภา เรื่องมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งมีข้อกำหนดว่า ถ้าจะอุ้มบุญนั้นทำได้ในกรณีใด เช่น ต้องเป็นญาติโดยสายเลือดให้ผู้หญิงที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ และจะต้องไม่มีการเรียกรับค่าตอบแทนใดๆ จากการอุ้มบุญ ส่วนข้อกฎหมายอื่นๆ นั้น คงต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง
แพทยสภา-ราชวิทยาลัยสูติฯเตรียมฟันแพทย์
ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า ในวันที่ 7 ส.ค. 2557 จะนำเรื่องการตรวจจับคลินิกรับทำอุ้มบุญย่านเพชรบุรีตัดใหม่ และกรณีการช่วยเด็กอุ้มบุญ9 คน ที่ย่านลาดพร้าวเข้าที่ประชุมกรรมการแพทยสภา เบื้องต้นเชื่อว่าครั้งนี้จะมีการลงโทษเอาผิดแพทย์จากกรณีการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เป็นรายแรก โดยเมื่อแพทยสภาได้รับรายชื่อแพทย์ที่เข้าข่ายกระทำความผิดจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.)แล้วจะนำเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการจริยธรรม จะมีการไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ากระทำผิดจริงจะมีโทษสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
“ขณะนี้ในเรื่องการทำอุ้มบุญ แพทย์และสถานพยาบาลที่ทำการอุ้มบุญจะมีความผิดแน่นอนตามข้อบังคับแพทยสภา แต่ในส่วนของหญิงที่รับอุ้มบุญยังไม่มีกฎหมายใดกำหนด ดังนั้น เห็นด้วยและสนับสนุนให้มีการออกพรบ.การตั้งครรภ์โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.... ซึ่งมีการยกร่างไว้ตั้งแต่ปี 2551 โดยพรบ.นี้จะทำให้สามารถเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำอุ้มบุญทั้งหมดตั้งแต่หญิงรับทำอุ้มบุญ เอเจนซี่และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะแพทย์ที่ผิดตามข้อบังคับแพทยสภาที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น”ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าว
ด้านนพ.กำธร พฤกษานานนท์ ประธานอนุกรรมการเวชศาสตร์เจริญพันธ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ราชวิทยาลัยสูตินรีฯไม่ได้นิ่งนอนใจเร่งให้ความรู้กับประชาชนเรื่องเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทั้งการทำอุ้มบุญ เด็กหลอดแก้ว โดยยืนยันว่าแพทย์ที่ปฎิบัติจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะตลอดการทำอุ้มบุญทั้งการเก็บไข่ เก็บสเปร์ม และการฉีดตัวอ่อนเพื่ออุ้มบุญ แพทย์จะต้องพบทั้งพ่อแม่ที่แท้จริงและแม่อุ้มบุญอยู่แล้ว หากสงสัยสามารถสอบถามกลับไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพ่อแม่เป็นชาวต่างเชื้อชาติ ภาษา อย่างกรณีน้องแกรมมี่ สามารถสงสัยได้ เพราะตามประกาศแพทยสภากำหนดให้ทำการอุ้มบุญได้เฉพาะกรณีเป็นญาติทางสายเลือดเท่านั้น และกลุ่มราชวิทยาลัยสูตนรีฯ ยืนยัน ตามประกาศแพทยสภาว่าการทำอุ้มบุญต้องทำในเครือญาติ หรือคนสายเลือดเดียวกันเท่านั้น
"จรัญ"ชี้ไทยไร้กฎหมายรับรองอุ้มบุญ
ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงมุมมองในข้อกฎหมายกรณีอุ้มบุญ ภายหลังร่วมการสัมมนา หัวข้อ “การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ มุมมองที่แตกต่างระหว่างไทยและต่างประเทศ ” ว่า ปัจจุบันในประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายรองรับปัญหาการอุ้มบุญ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวถือว่าเป็นการค้ามนุษย์อย่างหนึ่ง โดยแสวงหาผลประโยชน์จากการทำธุรกิจการค้า ดังนั้นจึงควรต้องใช้กฎหมายด้านปราบปรามการค้ามนุษย์ มาดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในขบวนการเหล่านี้
นายจรัญ กล่าวอีกว่า กรณีเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญนั้น ประเทศไทยไม่มีกฎหมายรองรับ ขณะที่ตามกฎหมายแล้ว สิทธิการดูแลเด็กจะเป็นของแม่ผู้ตั้งครรภ์หรือผู้ให้กำเนิด ซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถรับเด็กไปเลี้ยงหรือพาเด็กออกนอกประเทศได้หากแม่อุ้มบุญไม่ยินยอม
อย่างไรก็ดีสำหรับแพทย์ ต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ และไม่ทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ซึ่งการอุ้มบุญ แม้จะมีกฎระเบียบแพทยสภา เข้ามากำกับดูแลจรรยาบรรณของแพทย์ แต่ไม่สามารถดำเนินคดีอาญากับใครได้ แม้ว่าแม่อุ้มบุญจะยินยอมสมัครใจรับว่าจ้างในการตั้งครรภ์ แต่ก็ถือว่าไม่มีความผิดทางอาญาและทางปกครอง ยกเว้นแต่จะต้องเกิดความเสียหายต่อแม่อุ้มบุญ หรือตัวเด็กจนถึงขั้นเสียชีวิต หรือบาดเจ็บเท่านั้น ถึงจะเอาผิดทางอาญาได้โดยสามารถดำเนินคดีได้ก็เพียงแค่ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 เท่านั้น
ขณะที่นายจรัญ กล่าวถึง แนวทางการแก้ปัญหาด้วยว่า รัฐควรจะต้องออกกฎหมายเกี่ยวกับปัญหาการรับตั้งครรภ์แทน เพื่อป้องกันการแสวง หาประโยชน์โดยมิชอบ หรือกฎหมายอุ้มบุญให้ครอบคลุมทุกด้าน รวมทั้งเพื่อให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งที่ไม่สามารถมีบุตรได้และต้องการมีบุตรโดยการอุ้มบุญจะสามารถกระทำได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ตลอดจนการดูแลครอบครอบครัวให้เด็กมีความสมบูรณ์ เมื่อเด็กคลอดมาแล้วบิดาและมารดาจะต้องมีสิทธิ์ในการดูแลเด็ก ซึ่งจะต้องเกิดจากความยินยอมของทุกฝ่ายและต้องไม่มีคนนอกเข้าไปแทรกแซง ซึ่งจะทำให้เด็กที่เกิดมาจึงจะมีความแน่นอนในชีวิตและไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
นอกจากนี้ควรจะต้องมีกฎหมายรอบรับในเรื่องการดูแลแม่อุ้มบุญด้วย ทั้งในด้านการคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตอีกด้วย ซึ่งรัฐควรจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยเท่าที่ทราบกฎหมายฉบับนี้ มีการร่างขึ้นมาแล้วแต่ยังค้างอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภา จึงขอให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้เพื่อนำมาบังคับใช้ให้เร็วที่สุดด้วย



