ข่าว

เงินทองต้องรู้ : วิ่ง 100 เมตร

เงินทองต้องรู้ : วิ่ง 100 เมตร

08 ส.ค. 2557

เงินทองต้องรู้ : วิ่ง 100 เมตร : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                           ในขณะที่กระแส T25 กำลังมาแรง ตัวเองกลับมีความสุขกับการใช้เวลาตอนเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง แล้วออกไปวิ่งเหยาะๆ สลับกับเดินเร็วๆ ในสวนสาธารณะของหมู่บ้าน ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง ให้ร่างกายได้มีโอกาสเคลื่อนที่ ให้ปอดได้มีโอกาสสูดอากาศบริสุทธิ์ตอนเช้า และให้หัวใจได้มีโอกาสเต้นแรงเป็นบางขณะ 
 
                           ทำแบบนี้ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่า ร่างกายแข็งแรงขึ้นหรือไม่ แต่ตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว คุณหมอหัวเราะและบอกว่า “หาที่ติไม่ได้” ขณะเดียวกัน ร่างกายก็เหมือนกับจะห่างจากยารักษาโรคมากขึ้น ถ้าเริ่มมีอาการเจ็บป่วยเล็กๆ ก็เพียงแค่ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ และนอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้น แค่นี้ก็ไม่ต้องรีบแจ้นไปใช้บริการทางการแพทย์เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
 
                           จริงๆ การ “ออกกำลังกาย” ก็อาจจะจัดเป็น “ไลฟ์สไตล์” อีกประเภท ที่แต่ละคนมีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน บางคนชอบวิ่ง บางคนชอบแบดมินตัน หลายคนชอบว่ายน้ำ ผู้ชายหลายคนก็ชอบเตะฟุตบอลกับเพื่อน หรือเล่นกอล์ฟ ผู้หญิงจำนวนมากก็ชอบเข้าคลาสโยคะเป็นชีวิตจิตใจ หลังๆ ที่มาแรง ก็คือ ปั่นจักรยานกับ T25 นี่แหละ ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนหรืออย่างไร จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับเราได้ ก็ล้วนต้องอาศัยความมีวินัย ความสม่ำเสมอ และที่สำคัญก็คือ ต้องเหมาะสมกับสภาพร่างกาย ที่แน่นอนว่า แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
 
                           ที่ขึ้นต้นเรื่องนี้ ก็เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ระหว่างนั่งรอขึ้นเวทีสัมมนาที่จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ชวน คุณสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) สนทนาเรื่องความคาดหวังเกี่ยวกับ “ผลตอบแทนจากการลงทุน” เพราะระยะหลังมีผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” สอบถามเกี่ยวกับการลงทุนที่แต่ละคนก็ต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นและมากขึ้น จนหลายครั้ง อดรู้สึกไม่ได้ว่า เป็นผลตอบแทนเป้าหมายที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงหรือเปล่า
 
                           คุณสุกิจบอกว่า “อย่าเพิ่งรีบบอกว่า เป็นไปได้หรือเป็นไม่ได้ เพราะสิ่งที่นักลงทุนหรือใครก็ตามที่คาดหวังในผลตอบแทนควรจะรู้ ก็คือ มันเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ เพราะอะไร”
 
                           เป็นประโยคที่น่าคิด และเชิญชวนให้สนทนาต่อเนื่อง
 
                           “ถ้าผมถามว่า เราสามารถวิ่งระยะทาง 100 เมตรเท่ากัน ได้ด้วยเวลาเท่ากันมั้ย" คำตอบคือ "ไม่ได้แน่ๆ ดังนั้น ประเด็นคือ แต่ละคนจะวิ่งช้าหรือวิ่งเร็ว มันขึ้นกับอะไร มันก็ขึ้นกับตัวเรา สุขภาพของเรา สมรรถนะของร่างกาย รวมถึงการฝึกซ้อม ซึ่งการแสวงหาผลตอบแทน มันก็เหมือนกันนั่นแหละ เพราะบางคนอาจจะทำได้ถึง 100% ก็มี มากกว่านั้นก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่ทุกคนต้องทำได้เหมือนกันหรือเปล่า ก็ไม่เสมอไป ดังนั้น สิ่งที่ควรทำ ก็คือ พิจารณาพื้นฐานของตัวเองก่อนว่า เรามีพื้นฐานรองรับแค่ไหน แล้วค่อยมองหา "ผลตอบแทนคาดหวัง" ที่มันเป็นไปได้ เมื่อเทียบกับ "พื้นฐานของเรา" ซึ่งทุกคนมีไม่เท่ากัน แต่เป็นเรื่องจริงที่เราต้องทำให้เขายอมรับ”
 
                           ถ้าพื้นฐานดี มีความรู้ มีความเข้าใจในการลงทุน มีเงินทุนเพียงพอที่จะกระจายในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และมีความสามารถในการยอมรับความเสี่ยง ก็ย่อมมีโอกาส “คาดหวัง” ผลตอบแทนที่สูงกว่าคนที่มีพื้นฐานทางด้านการลงทุนน้อยกว่า
 
                           แต่คำถาม คือ บางครั้งเราก็ต้องการผลตอบแทนที่ใช้สำหรับ “อ้างอิง” หรือเป็นผลตอบแทนพื้นฐานที่จะบอกว่า ที่เรา “คาดหวัง” ไว้นั้น มีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหน จำได้ว่า สัปดาห์ก่อนโน้น เคยอ้างอิงผลตอบแทนที่ตลาดหลักทรัพย์ สรุปจากภาวะการซื้อขายหุ้นในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งอยู่ในราว 14% อันนี้ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ภาวะปกติ เพราะในขณะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวายทางการเมือง ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นกลับพุ่งแบบนี้ ซึ่งเรื่องนี้คุณสุกิจอธิบายว่า เป็นการขับเคลื่อนที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของนักลงทุนอย่างแท้จริง
 
                           ดังนั้น ถ้าจะหาผลตอบแทนที่ “อ้างอิง” ได้ ผลตอบแทนของ “ทริกเกอร์ ฟันด์” หรือกองทุนที่เรียกว่า เป็น “ทาร์เก็ต ฟันด์” ที่กำหนดเป้าหมายผลตอบแทนที่ชัดเจน ก็น่าจะใช้อ้างอิงได้
 
                           ใครที่ยังไม่รู้จักหรือคุ้นเคยกับ “ทริกเกอร์ ฟันด์” ขออธิบายแบบนี้ว่า กองทุนประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนระยะสั้นๆ อายุประมาณ 1 ปี มีนโยบายลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ทั้งในและต่างประเทศ กองทุน “ทริกเกอร์” จะกำหนดอายุการลงทุนไว้ชัดเจน และกำหนดเงื่อนไขการเลิกกองทุนไว้ 2 กรณี หนึ่ง - คือ เมื่อกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายก่อนครบกำหนดการลงทุน ก็จะปิดกอง และคืนเงินต้นพร้อมผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุน และสอง - คือ กองทุนจะเลิกกอง เมื่อครบกำหนดเวลา โดยจะคืนผลตอบแทนให้นักลงทุนตามจริง ณ ระยะเวลานั้น ซึ่งแปลว่า ผลตอบแทนที่ได้รับอาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่าเงินต้นก็ได้
 
                           ข้อสังเกต ก็คือ ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็น “ขาขึ้น” บรรดากองทุนรวมก็จะดาหน้ากันออกทริกเกอร์ ฟันด์มาเสนอขาย เพราะโอกาสที่จะเข้าสู่ผลตอบแทนเป้าหมายจะเป็นไปได้ง่าย ในระยะเวลาไม่นาน ยกเว้นว่า ระหว่างทางมีเหตุพลิกผันหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง ทำให้กองทุนไม่สามารถทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย ผู้ลงทุนก็ต้องติดสอยห้อยตามไป ลงทุนไปจนกว่ากองทุนจะครบอายุโครงการ
 
                           และแน่นอนว่า แต่ละกองทุนที่ออกมาเสนอขายให้กับผู้ลงทุน ต้องผ่านกระบวนการ “คิด” อย่างถี่ถ้วนของผู้จัดการกองทุนในการกำหนด “ผลตอบแทน” ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะยิ่งเข้าเป้าหมายได้เร็วที่สุดเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี ยิ่งสะท้อนฝีมือในการบริหารมากเท่านั้น ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากทริกเกอร์ ฟันด์ ที่ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่มั่นใจว่า ทำได้และเป็นเป้าหมายที่ผู้ลงทุนพอใจ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 10% ซึ่งหลายกองทุนทำสำเร็จ ในขณะที่อีกหลายกองทุนทำไม่สำเร็จ
 
                           เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) 2 แห่งที่ออกและเสนอขายกองทุน “ทริกเกอร์” เหมือนกัน แต่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างกัน โดยกองทุนแรก ลงทุนในหุ้นไทยและยุโรป โดยมีผลตอบแทนเป้าหมาย 10% ในระยะเวลา 10 เดือน ส่วนอีกกองทุนจะลงทุนในหุ้นไทย โดยตั้งผลตอบแทนเป้าหมายไว้ (เพียงแค่) 6% แน่นอนว่า ผลตอบแทนระหว่าง 10% ระหว่างการผสมผสานหุ้นไทยกับยุโรป และผลตอบแทน 6% สำหรับหุ้นไทยอย่างเดียว สะท้อนให้เห็นอะไรมากมาย รวมถึงทั้งโอกาสในการเข้าถึงผลตอบแทนเป้าหมายที่ลดลง
 
                           เห็น “ข้อมูลอ้างอิง” แบบนี้แล้ว ทีนี้ ลองพิจารณาสมรรถนะร่างกายของตัวเอง ก่อนกำหนด “สถิติ” ที่คุณอยากทำได้ในการวิ่ง 100 เมตร บนลู่วิ่งของตัวเอง
 
 
 
 
 
 
-------------------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : วิ่ง 100 เมตร : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])