ข่าว

'ขอความสุข'จากคสช.ล้น'1111'

'ขอความสุข'จากคสช.ล้น'1111'

06 ส.ค. 2557

'ขอความสุข'จากคสช.ล้น'1111' : จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

                นับตั้งแต่ "ทำเนียบรัฐบาล" กลับมาเปิดทำการตามปกติอีกครั้งเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา หลังจากข้าราชการระดับสูงลิ่วยันระดับล่างสุดต้องอพยพย้ายที่ทำงานไปตามหน่วยงานต่างๆ ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง อันเนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ที่ทำให้เดินทางมาทำงานลำบาก เกือบ 2 เดือน ที่ผ่านมา สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมทุกยุคของศูนย์บริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยแห่งนี้ก็คือ ความเคลื่อนไหวของการ “ร้องทุกข์”

                มีประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ชาวบ้านตาดำๆ ตาสีตาสาจากต่างจังหวัดในชนบท ไปจนถึงนักธุรกิจการศึกษาสูงดีกรีจบจากเมืองนอกเมืองนา ก็มายื่นเรื่องร้องทุกข์ รวมไปถึง “แจ้งเบาะแส” อยู่ที่ประตู 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์บริการประชาชน” ที่อยู่ใต้สังกัดของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ไม่ขาดสาย

                "ก่อนหน้านี้ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จะเข้ามาบริหารประเทศ ก็มีคนร้องทุกข์ทุกวันเป็นปกติทุกวัน แต่ไม่ได้มีจำนวนมากเท่าทุกวันนี้ ทุกวันนี้จำนวนคนเดินทางมาร้องเรียนที่ศูนย์บริการเพิ่มขึ้นเท่าตัว และแทบทุกคนร้องทุกข์ขอให้ "คสช." ช่วยแก้ปัญหาให้" เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชน ท่านหนึ่งเล่า

                และนอกจากเดินทางมาร้องเรียนด้วยตัวเองที่นี่แล้ว ยังมีการเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแสผ่านทุกช่องทางของศูนย์บริการประชาชน คือ โทรสายด่วนคอลเซ็นเตอร์ 1111 หรือถ้ามีอินเทอร์เน็ตก็สามารถส่งข้อมูลออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.1111.go.th และถ้าไม่สะดวกออนไลน์ก็มีช่องทางส่งจดหมายมาทางตู้ ปณ.1111 หรืออีกช่องทางหนึ่งคือยื่นถึง คสช.ที่หน่วยทหารใกล้บ้านโดยตรงด้วย

                “แต่เฉพาะที่ประตู 4 ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชนต้องรับเรื่องจากชาวบ้านมากขึ้นกว่าช่วงที่มีรัฐบาลปกติถึงเท่าตัว จนต้องมีการ "แจกบัตรคิว" เหมือนกับระบบธนาคารให้แก่ชาวบ้านที่เดินทางมาร้องเรียนที่ทำเนียบ เพื่อให้บริการทุกคนอย่างดี จึงขออภัยในความไม่สะดวกแต่ก็ช่วยให้มีระบบที่ดีขึ้น"

                หากเปรียบเทียบเป็นข้อมูลเชิงสถิติที่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ เก็บข้อมูลไว้ พบว่า เฉพาะช่วงเวลาที่ คสช.เข้ามาทำงาน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม-24 กรกฎาคม มีประชาชนร้องเรียนมากถึง 39,190 ราย โดยช่องทางยอดฮิตคือ สายด่วน 1111 มากถึง 34,132 ราย เว็บไซต์ 2,326 ราย ตู้ปณ.1111 จำนวน 1,054 ราย และเดินทางมาที่ศูนย์บริการ 1,678 ราย หรือ เฉลี่ยวันละ 30 รายต่อวัน และนี่ยังไม่นับถึงการร้องเรียนโดยตรงยัง คสช.อีก 1,194 ราย ซึ่งรวมๆกั นแล้วก็ทะลุ 4 หมื่นราย ในรอบ 2 เดือน

                หากย้อนไปเทียบกับปี 2556 ช่วงที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน คือ 22 พฤษภาคม-24 กรกฎาคม 2556 มีการร้องเรียนจากทุกช่องทางทั้งหมดน้อยกว่าช่วงที่มี คสช.กว่าเท่าตัวคือ มีจำนวน 18,987 ราย

                “10 ลำดับแรก” เรื่องยอดฮิตที่คนแห่มาร้องทุกข์มากที่สุด คือ 1.เรื่องเหตุเดือดร้อนรำคาญ เช่น เด็กแว้นปิดถนนขับรถซิ่งตามถนนต่างๆ 2.ยาเสพติด ที่ส่วนใหญ่เป็นการแจ้งเบาะแสการเสพและจุดจำหน่าย 3.หนี้สินนอกระบบ ที่ถูกกระทำจากเจ้าหนี้ที่ใช้วิธีทวงหนี้โหด 4.บ่อนการพนัน ซึ่งหนักไปทางให้เบาะแสและเจ้าหน้าที่ทลายไม่เคยได้ 5.ไฟฟ้า ส่วนมากเป็นพื้นที่ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงครบทุกหลังคาเรือน

                6.การเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากนโยบายและโครงการของรัฐ ซึ่งล้วนเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยมต่างๆ 7.การบริการขนส่งทางบก ที่หนักที่สุดเป็นเรื่องของรถเมล์ รถตู้ และวินมอเตอร์ไซค์ ที่กำลังแก้ไขกันอยู่ 8.กล่าวโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เป็นการชี้เบาะแสทุจริตในแต่ละหน่วยงาน 9.ถนน และเรื่องที่ 10.การบริการสาธารณะ ที่ส่วนใหญ่ประสบปัญหาจากสาธารณูปโภคทั้งหลาย

                โดยทุกเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาทางศูนย์บริการนอกจากจะทำหน้าที่เป็นต้นทางของการให้ความเป็นธรรมแล้ว ก็ยังมีหน้าที่สรุปส่งเป็นรายงานอัพเดทให้ คสช.รับทราบโดยตรง และส่วนใดที่เป็นการ “แจ้งเบาะแส” ก็จะมีการปิดบังข้อมูลของผู้ให้เป็นความลับชั้นสุดยอด เพื่อไม่ให้ผู้ที่ถูกชี้เบาะแสหวนไปทำมิดีมิร้ายได้ และจากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะกระจายปัญหาทั้งข้อร้องทุกข์และเบาะแสไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่มีหน้าที่ เพื่อ "บังคับใช้กฎหมาย" และแก้ปัญหาให้ตามกลไกที่มีอยู่

                ตัวอย่างการร้องทุกข์จากกว่า 4 หมื่นราย ที่ยื่นเข้ามา เช่น กรณีที่มีกลุ่มมัคคุเทศก์ ในนาม "ชมรมมัคคุเทศก์จีนกลาง" เดินทางมาร้องเรียนกรณี “ไกด์เถื่อน” ที่ทำผิดพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศน์ฯ ที่ทางชมรมยื่นมาแล้วเกือบทุกช่องทาง ทั้งยื่นที่คสช.โดยตรง ก็จะถูกเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชนส่งเรื่องไปหน่วยงานที่แก้ปัญหานี้ได้คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

                หรือกรณีที่มีผู้ชายคนหนึ่งจูงลูกสาววัย 3 ขวบ โดยระบุว่าตัวเองเคยทำธุรกิจสปาและได้รับผลกระทบจากการการเมืองตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันจนนักท่องเที่ยวหดหายทำให้ธุรกิจต้องปิดกิจการ ทำให้ว่างงาน ไม่มีรายได้ และลูกสาวป่วยเป็นโรคหัวใจ ขอให้คสช.ช่วย ก็จะถูกประสานไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้ช่วยดูแล

                หรือปัญหาเรื้อรังนาน 45 ปี อย่างผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ที่มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาร้องเรียนถึง คสช. ให้ช่วยจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ตกหล่น ก็จะถูกส่งให้กระทรวงพลังงานติดตามแก้ปัญหา

                เรียกได้ว่า เรื่อง "สากกะเบือยันเรือรบ" ถูกร้อง "ขอความสุข" มาถึง คสช.เพื่อหวังว่าจะให้ใช้ "อำนาจ" ที่มีอยู่อย่างเด็ดขาด ถอนรากถอนโคน ที่บางปัญหาช่วงที่ผ่านมาแก้ไขอย่างไรก็เจอ "ตอ" จนเจ้าหน้าที่เองก็เกรงใจ ทำให้ไม่สามารถปัญหาได้จริงสักที

                ร้องทุกข์แล้ว รอดูว่า คสช.จะ "คืนความสุข" ให้ได้เพียงใด...

 

-------------------------------------

(หมายเหตุ : 'ขอความสุข'จากคสช.ล้น'1111'  : จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่นรายงาน )