
เมินจับจริง'โทร-แชท'ขณะขับขี่
05 ส.ค. 2557
บก.จร.เผย ปชช.ยังละเลยไม่สนใจ ห้ามโทร-แชทมือถือขณะขับขี่ ชี้ใช้ขณะติดไฟแดงผิดก.ม. เล็งใช้วงจรปิดถ่ายภาพเรียกเสียค่าปรับ
5 ส.ค. 57 พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) รายงานผลปฏิบัติมาตรการจับจริงแชทโทรมือถือขณะขับขี่ ว่า วันนี้มีการตรวจจับตั้งแต่เวลา 09.00 น. ซึ่งที่ผ่านมา มีผลการจับกุมเป็นที่น่าพอใจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมีการตื่นตัวในการทำงาน ขณะที่ประชาชนยังคงเพิกเฉย ละเลยต่อการบังคับใช้กฎหมายจราจร มีการใช้มือถือโทรขณะขับขี่ และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูข้อมูลขณะรถติดจำนวนมากในหลายจุด ทั้งนี้ตำรวจจราจร 88 สน. และตำรวจจราจร บก.จร. ได้บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถอย่างเข้มงวด จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการแจ้งปัญหาอุปสรรคในการทำงานแต่อย่างใด
ผบก.จร. กล่าวอีกว่า ตำรวจจราจร บก.จร. และนครบาล จะบังคับใช้ร่วมกับมาตรการ 5 จริง และจับจริง 5 จอม โดยจะใช้กล้องวงจรปิดในการตรวจจับ ควบคู่กับการใช้กำลังตำรวจจราจรสังเกตการณ์ตรวจจับทางแยก 90 จุดทั่วกทม. รวมถึงตำรวจชุดกล้องจราจรแอบถ่ายบันทึกภาพผู้ขับขี่ทำผิดกฎหมายจราจรในทุกข้อหา โดยเฉพาะโทรแล้วขับ แชทขณะขับ มีโทษปรับ 400 - 1,000 บาท พร้อมใช้กล้อง CCTV และกล้องถ่ายภาพช่วยบันทึกภาพ จากนั้นเรียกมาจ่ายค่าปรับ ซึ่งโทร.ขณะติดไฟแดงก็ผิด
"ขอชี้แจงทำความเข้าใจถึงมาตรการจับกุมผู้ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ว่า ตำรวจจะดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่อง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดก่อนถึงทางแยก 90 จุด ทั่วกทม. และ 109 ทางแยกในต่างจังหวัด สังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนในการใช้โทรศัพท์ จากนั้นเมื่อรถถึงทางแยก ตำรวจจะเข้าจับปรับทันที นอกจากนี้ยังมีกล้อง CCTV ในการจับภาพการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ก่อนจะออกหมายเรียกให้มาเสียค่าปรับ แต่ในกรณีพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย หรือมีการจราจรคับคั่ง จะมีมาตรการเสริม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้กล้องถ่ายภาพ เพื่อบันทึกภาพผู้ขับขี่ที่ใช้โทรศัพท์ จากนั้นจะส่งไปให้เจ้าของรถอีกครั้ง เพื่อเรียกมาเสียค่าปรับ"
กรณีผู้ตั้งคำถามว่า หากรถจอดติดไฟแดง จะสามารถใช้โทรศัพท์ได้หรือไม่ ขอชี้แจงว่า ขณะรถติดไฟแดง ถือว่ายังอยู่ระหว่างการควบคุมรถ จึงไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้เช่นกัน หากจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์จริงๆ ควรจอดรถข้างทาง แล้วจึงใช้โทรศัพท์ จะได้ไม่ผิดกฎหมาย มาตรการพิเศษ จับผู้ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุทางท้องถนนที่จะเกิดกับตัวผู้ใช้รถเอง และผู้อื่นด้วย เนื่องจากสถิติ ปี 2557 พบว่า เกิดอุบัติเหตุจากการใช้โทรศัพท์เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า จากปี 2556 การหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้ขณะกำลังขับขี่เข้าข่ายความผิดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้กด หรือดูข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์ การใช้อินเทอร์เน็ต และการใช้โปรแกรมแชท หากพบการกระทำผิดจะมีโทษปรับตั้งแต่ 400 ถึง 1,000 บาท โดยแต่ละวัน จะมีการรวบรวมข้อมูลการกระทำความผิดรายงานมายังกองบังคับการตำรวจจราจร คาดว่าจะเห็นผลอย่างชัดเจน ซึ่งจะมีการประเมินผลเป็นรายสัปดาห์
จับวันแรก ทะลุ 200 ราย
พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. ดูแลงานจราจร กล่าวว่า จากการสุ่มตรวจลงพื้นที่จับกุมผู้ใช้โทรศัพท์แชท และคุยขณะขับรถทั้งหมด 8 จุด มีผลการจับกุมดังนี้ แยกซังฮี้ พื้นที่ สน.สามเสน 6 ราย , แยกบางลำพู พื้นที่ สน.ชนะสงคราม 8 ราย , แยกประชานุกูล พื้นที่ สน.ประชาชื่น 4 ราย , แยกรัชโยธิน พื้นที่ สน.พหลโยธิน 8 ราย , แยกอโศก พื้นที่ สน.ทองหล่อ 2 ราย , แยกราชประสงค์ พื้นที่ สน.ลุมพินี 6 ราย , แยกสามย่าน พื้นที่ สน.ปทุมวัน 2 ราย และแยกสาทร-สุรศักดิ์ พื้นที่ สน.ยานนาวา 2 ราย รวมที่ตรวจช่วงเช้า จับกุมได้ 38 ราย ส่วนผลจับกุมตลอดทั้งวันของวันนี้ มีการจับกุมได้กว่า 200 ราย โดยจราจร 88 สน. จะรายงานมาที่เว็บไซต์ www.trafficpolice.go.th ต่อไป
พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการ 5 จริง มาตรการ 5 จอม ในการจับกุมผู้กระทำความผิดตามท้องถนน ภายหลังจากที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ ทำให้การจราจรคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดใหญ่ๆ ท้ายแถวสะสมลดลงเฉลี่ย 20-30 นาที อาทิ จาก จ.นนทบุรี เดินทางไปบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ เข้ามาในเมือง ใช้เวลาเร็วที่สุดประมาณเพียงแค่ 30 นาที ส่วนมาตรการจอมแชทนั้น เนื่องจากภายหลังจากที่ดำเนินการตามมาตรการ 5 จอม 5 จริง ตำรวจจราจร พบว่า ผู้ขับขี่รถใช้โทรศัพท์มือถือแชทกันมากขึ้น จึงได้รายงานเข้ามาให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ ทำให้เกิดมาตรการจับจริงจอมแชท หรือโทรศัพท์มือถือขึ้น ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจร ในข้อหาขับขี่รถโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ มีโทษปรับ 400 - 1,000 บาท
"จากการตรวจสอบ 8 จุดที่ผ่านมา ไม่พบปัญหาอุปสรรค หรือไม่มีการถกเถียงแต่อย่างใด ยืนยันว่า ได้กำหนดมาตรการบันทึกภาพไว้ก่อน และเข้าไปขอตรวจสอบด้วยความสุภาพ และทุกรายก็สารภาพ โดยไม่มีการอ้างว่ายังไม่ทราบ ส่วนใหญ่จับกุมได้ตามแยกไฟแดง โดยให้ปรับในอัตราโทษต่ำสุด คือ 400 บาท ซึ่งในวันแรก ให้พนักงานสอบสวนแต่ละสน.ไปประจำจุด เพื่อให้เปรียบเทียบปรับ ในวันถัดไป จะให้ไปเสียค่าปรับที่ สน. แต่จากการสอบถามหลายจุดบริเวณถนนที่มีแยก หรือมีความกว้างของถนนค่อนข้างมาก มีอุปสรรคพอสมควร เพราะต้องเข้าไปบังคับใช้กฎหมาย แต่ไม่สามารถนำรถยนต์ที่กระทำความผิดมาบริเวณข้างทางได้ เพราะมีปริมาณรถค่อนข้างมาก และขณะที่วิ่งอยู่ยังไม่สามารถจับกุมได้ แต่ต่อไปจะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งขอเตือนผู้ขับรถทุกคนว่า ให้ทุกคนเคารพกฎจราจร เพื่อลดอุบัติเหตุ และทำให้การจราจรคล่องตัวขึ้นด้วย ยืนยันว่า ตำรวจไม่ได้ต้องการทำการจับกุมแต่อย่างใด"
---------------------------
(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)



