
ปรับแผน...ผนึกกำลังสู้ !
ยังอยู่ในอาการลิงโลด กับการคว้าชัยชนะ 2 ที่นั่งของพรรคเพื่อไทย ในสนามเลือกตั้งซ่อม จ.สกลนคร และ จ.ศรีสะเกษ ด้วยมนต์โฟนอิน ของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
แม้ว่าการเลือกตั้งเที่ยวนี้จะเป็นเพียงการเลือกตั้งซ่อม ที่ยังไม่สามารถบ่งชี้ชัดได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้นี้
แต่ทว่าในระยะเวลาที่เหลือนับจากนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องเจอศึกหนัก โดยเฉพาะการแย่งชิงมวลชนที่จงรักภักดี "ทักษิณ" ให้หันมาเปิดใจกับรัฐบาลมากขึ้น
นั่นเพราะจากฝีมือการบริหารประเทศ 6 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่สามารถเข้าไปนั่งกลางหัวใจประชาชนทั้งประเทศได้ โดยเฉพาะประชาชนที่มีหัวใจสีแดง
จนทำให้เกิดความพ่ายแพ้ของทั้ง 2 สนามแบบราบคาบ !!!
ปัจจัยสำคัญที่ต้องยอมรับว่าความสำเร็จของพรรคเพื่อไทยเกิดจากการวางกลยุทธ์ที่เหนือกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะการใช้กระแสโฟนอินของ "ทักษิณ" ที่ต่อสายตรงออดอ้อนขอคะแนน
ผ่านตัวแทนหุ่นเชิดของคนในตระกูลชินวัตร ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามนต์ของ "ทักษิณ" ยังขลังอยู่
จนเกิดปรากฏการณ์ "อีสานเอฟเฟกท์" ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยมีกำลังลุกฮือขึ้นมาอีกครั้ง
นั่นจึงหมายความว่า พรรคเพื่อไทยจะใช้แนวยุทธศาสตร์นี้ ผ่านขุมกำลัง และกระสุนดินดำที่มีมากมายมหาศาลในศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ผลการเลือกตั้งทั้ง 2 สนาม สะท้อนให้เห็นได้ชัดว่าพรรคเพื่อไทยยังคงสถานะ "พรรคผีหัวขาด" ต่อไป เพราะไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค ก็คงหนีไม่พ้นเป็นพรรคของ "ทักษิณ" และตระกูลชินวัตร
ทั้งหมดนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ในการต่อสู้เพื่อช่วงชิงมวลชนในพื้นที่ภาคอีสานให้ได้ เพราะเป็นที่ชี้ขาดชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปทุกยุค
เพราะก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์มัวแต่ระแวงพรรคภูมิใจไทย ที่จะลุกขึ้นมาผงาดในภาคอีสานแทนพรรคเพื่อไทย
สถานการณ์วันนี้จึงต้องบีบให้พรรคประชาธิปัตย์ต้อง "ปรับกลยุทธ์ใหม่" เพราะลำพังค่ายสะตอพรรคเดียวไม่สามารถตีพื้นที่ราบสูงได้แน่ๆ
ยิ่งนาทีนี้เพื่อไทย ปรับแนวรบใหม่ ผ่านคนเสื้อแดง ด้วยการเปิดตั้งโต๊ะล่ารายชื่อประชาชนเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ "ทักษิณ"
เพื่อพา "ทักษิณ" กลับบ้านผ่านมวลชนรากหญ้าที่ยังถวิลหา "นายใหญ่" ตลอดเวลา
ช่วงจังหวะนี้แหละ เป็นโอกาสที่ "เพื่อไทย" จะได้ตีปี๊บ และถึงเวลาเคาะกะลา ให้ส.ส.ที่เตรียมปันใจได้ตัดสินใจเร็วขึ้นว่าจะอยู่หรือไป
ด้านประชาธิปัตย์ ก็เตรียมปรับกลยุทธ์ในพื้นที่ภาคอีสานเช่นเดียวกัน โดยเตรียมประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ที่มี บัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน เป็นประธานในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้
เพื่อประเมินสถานการณ์การเลือกตั้งและวิเคราะห์ประเด็นปัญหาทั้งหมด ก่อนกำหนดยุทธศาสตร์เลือกตั้งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน
เป้าหมายหลักคือการรักษาฐานที่มั่นเดิมใน 5 ที่นั่งในระบบส.ส.เขต ประกอบด้วย อุบลราชธานี ยโสธร และอำนาจเจริญ โดยมีเป้าหมายขยายฐานที่นั่งเพิ่มอีก 2-3 เขต
โดยมีการวางขุนพลหลักๆ คือ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี อิสระ สมชัย รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน และ วิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน
หลังจากคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครประเมินสถานการณ์ในพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว พรรคประชาธิปัตย์เตรียมส่งขุนพลลงพื้นที่พร้อมกับนโยบายของรัฐบาลทันที
เพราะขณะนี้เวลาเหลือน้อยในการเก็บแต้มตุนคะแนน
เช่นเดียวกับ "พรรคภูมิใจไทย" ต้องปรับแผนสู้เลือกตั้งทั่วไป ด้วยการส่งขุนพลรัฐมนตรีคุมเข้มลงพื้นที่อีสาน
โดยมอบหมายให้ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรค เป็นเจ้าภาพใหญ่ดูแลภาพรวมทั้งประเทศ
ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม รับผิดชอบ อีสานกลาง ศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบอีสานเหนือ
โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม รับผิดชอบอีสานใต้ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.คมนาคม เป็นฝ่ายตรวจการณ์วัดกระแสในแต่ละพื้นที่ หากพบว่าพื้นที่ไหนเสื่อมความนิยมจะได้เร่งส่งทีมเสริม
รักษาฐานที่มั่นเดิมให้ได้ และเตรียมกรุยพื้นที่เพิ่มอีก
เกมครั้งนี้แม้พื้นที่ภาคอีสานจะไม่ใช่เป้าหมายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ แต่จะส่งผู้สมัครที่มีโอกาสลงรับเลือกตั้งครบทุกเขต
ขณะเดียวกันในเกมนี้ประชาธิปัตย์จะ "ยืมมือ" ภูมิใจไทยในการกรุยพื้นที่อีสาน ที่บางส่วนยังมีฐานที่มั่นเดิม และเตรียมออกแคมเปญโครงการต่างๆ ของภูมิใจไทยในการกรุยพื้นที่อีสานเรียบร้อยแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นโครงการถนนปลอดฝุ่น, โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 ลานกีฬา, โครงการ 1 อบต. 1 โรงสี และโครงการ 1 ตำบล 1 รถพยาบาล ลงทั่วพื้นที่ภาคอีสาน ผ่านงบประมาณของ "แผนไทยเข้มแข็ง"
เป้าหมายเพื่อให้ภูมิใจไทย แข่งกับ เพื่อไทย ในการแย่งชิงเก้าอี้กันเอง ซึ่งจะเป็นการตัดกำลังพรรคเพื่อไทยในอนาคต
ว่ากันว่างานนี้ประชาธิปัตย์ยอม "ทุ่มสุดตัว" เพื่อเป็นการซื้อใจภูมิใจไทย ไม่ให้ตีจาก และหวังกลับมาจับมือกันตั้งรัฐบาลอีกครั้ง
บัญชา แข็งขัน



