ข่าว

'อุ้มบุญ'ทำได้หรือไม่

'อุ้มบุญ'ทำได้หรือไม่

05 ส.ค. 2557

'อุ้มบุญ'ทำได้หรือไม่ : โอภาส บุญล้อมรายงาน

               ในความหมายของคนทั่วไป "อุ้มบุญ" คือการให้คนอื่นตั้งครรภ์แทน

              ทั้งนี้ "อุ้มบุญ" มี 2 แบบ  คือ อุ้มบุญแท้ ( full surrogacy) กับ อุ้มบุญเทียม (partial surrogacy)

              "อุ้มบุญเทียม"  หมายความว่า  ใช้เชื้ออสุจิของคนที่เป็นพ่อกับไข่ของผู้หญิงที่อุ้มบุญ

               "อุ้มบุญแท้" คือ ใช้ไข่ของผู้เป็นแม่แท้ๆ จะเป็นกรณีที่มดลูกของผู้หญิงของคนที่เป็นแม่มีปัญหาหรือว่าไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่รังไข่ยังใช้งานได้ ก็เอาเชื้ออสุจิของผู้เป็นพ่อผสมกับไข่ของผู้เป็นแม่ จนเกิดเป็นตัวอ่อน แล้วนำตัวอ่อนไปฝากใส่ไว้ในครรภ์ของหญิงซึ่งตกลงรับตั้งครรภ์ให้
           
              ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับให้ทำการ "อุ้มบุญ" ได้

              ศ.สิทธิโชค ศรีเจริญ ทนายความชื่อดัง กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการ "อุ้มบุญ" การให้คนอื่นตั้งครรภ์แทน จึงไม่สามารถทำได้ในทุกกรณี  

              แต่การให้คนอื่นตั้งครรภ์แทน ก็ยังไม่มีความผิดตามกฎหมาย เพราะจะเป็นความผิดตามกฎหมายต้องมีการออกกฎหมายพิเศษมาเอาผิดกับการกระทำในลักษณะนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งการให้คนอื่นตั้งครรภ์แทน ไม่เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ เพราะเป็นเรื่องของการเกิดลูก

              "ดังนั้นถ้าให้คนอื่นตั้งครรภ์แทน ก็ให้เด็กที่คลอด เป็นบุตรของหญิงคนที่รับตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ ที่ว่า เด็กที่เกิดจากหญิงคนใด ให้ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงคนนั้น โดยให้ถือเสมือนว่า ไม่มีการ "อุ้มบุญ" เกิดขึ้น เพราะการ "อุ้มบุญ" ทำไม่ได้ 
  
              อย่างไรก็ตามขณะนี้บ้านเรากำลังพยายามผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการตั้งครรภ์โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติร่างฯ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ เสนอต่อสภานิติบัญญัติฯ

              สาระสำคัญของ "ร่าง พ.ร.บ.การตั้งครรภ์โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์" มีหลักการสำคัญ ดังนี้
             
              1.สามีภรรยาที่ต้องการมีบุตรโดยให้หญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาตั้งครรภ์แทน ต้องเป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย
 
              2.หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติกับคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องมิใช่ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสนั้น    
       
              3.หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นหญิงที่เคยมีบุตรมาก่อนแล้วเท่านั้น และถ้าหญิงนั้นมีสามี ต้องได้รับความยินยอมจากสามีด้วย แต่ในกรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์  ให้ผู้ประสงค์จะให้มีการตั้งครรภ์แทนเสนอเรื่องขออนุญาตต่อ "คณะกรรมการควบคุมการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์" หากคณะกรรมการฯพิจารณาเห็นสมควร จะอนุญาตเป็นการเฉพาะรายก็ได้

              4.ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการเป็นคนกลาง นายหน้า เรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดในลักษณะที่เป็นการค้าหรือหากำไรจากการอุ้มบุญ และห้ามมิให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมกระทำการด้วยวิธีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์เพื่อให้หญิงใดตั้งครรภ์ โดยรู้หรือมีเหตุควรรู้ว่าหญิงนั้นรับตั้งครรภ์แทนผู้อื่นเพื่อความประสงค์แห่งการค้า

              5.ในกรณีเด็กที่เกิดโดยการผสมเทียมหรือโดยอาศัยเทคโนโลยี ซึ่งใช้เซลล์สืบพันธุ์จากผู้บริจาคเพื่อการปฏิสนธิ ให้หญิงที่เป็นผู้ตั้งครรภ์เป็นมารดาและให้สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงผู้ตั้งครรภ์ เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กนั้น ชายหรือหญิงที่เป็นเจ้าของเซลล์สืบพันธุ์ที่นำมาใช้ปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนเพื่อการตั้งครรภ์ ไม่มีสิทธิใดๆในตัวเด็ก

              6.ในกรณีเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน ไม่ว่าจะใช้เซลล์สืบพันธุ์ของสามีภริยาที่ประสงค์จะให้ตั้งครรภ์แทน หรือบุคคลอื่นก็ตาม ให้สามีภริยาคู่นั้นเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็ก แต่ต้องให้โอกาสเด็กได้รับน้ำนมจากหญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน

              ในกรณีที่เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดูโดยมิชอบหรือตกอยู่ในสภาวะยากลำบากตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กให้ผู้รับตั้งครรภ์แทนมีอำนาจฟ้องหรือร้องขอเกี่ยวกับอำนาจปกครองเด็กที่เกิดจากการรับตั้งครรภ์แทนได้ โดยให้ศาลคำนึกถึงความผาสุกและประโยชน์ของเด็กนั้นเป็นสำคัญ
           
              ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทในการเกี่ยงกันซึ่งหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กระหว่างสามีภริยาที่ประสงค์ให้ตั้งครรภ์แทนกับหญิงที่เป็นผู้รับตั้งครรภ์แทน ให้ทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กร่วมกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ยอมร่วมอุปการะเลี้ยงดู ให้อีกฝ่ายหนึ่งร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งให้ฝ่ายที่ปฏิเสธไม่ยอมร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูเด็ก ร่วมอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ 
            
              เมื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นกฎหมายที่ท้าทายความคิดของปัจเจกบุคคลในเรื่อง สิทธิในร่างกาย สิทธิส่วนบุคคล และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลรองรับ         

              ฝ่ายสนับสนุน มองว่า การรับตั้งครรภ์แทนอ้างสิทธิในความเป็นส่วนตัวในอันที่จะกีดกันไม่ให้รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำของตนเองที่ปราศจากอันตรายต่อผู้อื่น การรับตั้งครรภ์แทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของคู่สมรสที่ต้องการมีบุตรและหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน ป้องกันการลักพาหรือซื้อขายเด็ก

              ส่วนฝ่ายที่คัดค้าน กลับเห็นว่า การตั้งครรภ์แทนเป็นกิจกรรมที่ฝ่าฝืนธรรมชาติของมนุษย์  แสวงหาประโยชน์จากเนื้อตัวร่างกายโดยมิชอบ ก่อให้เกิดอาชีพรับจ้างตั้งครรภ์ เป็นการกระทำที่ไม่ต่างกับการซื้อขายเด็ก  ผิดศีลธรรม และมีผลกระทบต่อเด็กและสังคมโดยรวม  หากกรณีเด็กคลอดก่อนกำหนด, เด็กพิการ หรือตั้งครรภ์ไปแล้วเกิดสามีภรรยาที่ต้องการให้คนอื่นตั้งครรภ์แทนเปลี่ยนใจภายหลังจะทำอย่างไร, เกิดแฝดหลายคน แต่สามีภรรยาที่ให้คนอื่นตั้งครรภ์แทน ต้องการเพียงคนเดียว แฝดที่เหลือใครจะดูแล
   
              ดังนั้น ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องมีกฎหมาย "อุ้มบุญ" ได้แล้วหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องเกิดออกมาและเติบโตต่อไปในสังคม

------------------------------------------

(หมายเหตุ : 'อุ้มบุญ'ทำได้หรือไม่  : โอภาส บุญล้อมรายงาน)