
'สมชัย'ปัดตอบตัวแทนร่วม'สปช.'
04 ส.ค. 2557
'ศุภชัย-บุญส่ง' ปัดร่วม 'สปช.' ชี้ กกต.ที่เหลือเหมาะสมทุกคน 'สมชัย' ไร้ความเห็นหากไม่ถูกที่ประชุมเลือกเป็นตัวแทน คาดถก 5 ส.ค.นี้
4 ส.ค. 57 เมื่อเวลา 12.00 น. นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่สำนักงาน กกต.จะใช้สิทธิ์ในฐานะองค์กรนิติบุคคล เสนอชื่อบุคคล 2 คน เป็นผู้เหมาะสมเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้คณะกรรมการสรรหาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้พิจารณาคัดเลือกเป็น สปช. ว่า กกต.ยังไม่ได้มีการหารือพูดคุยในเรื่องนี้ และยังกำหนดไม่ได้ว่าจะพูดคุยกันเมื่อใด อาจต้องรอประกาศของ คสช.ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเสียก่อน ซึ่งทางสำนักงานก็คงเสนอ จำนวน 2 คน ตามที่มีการเปิดโอกาส โดยจะเป็นการเสนอคนของกกต.เอง แต่ส่วนตัวหากมีการเสนอชื่อ คงไม่รับ ซึ่ง กกต.ที่เหลืออีก 4 คน ถือว่ามีความรู้ ความสามารถ เหมาะสมทุกคน และจะมีการเสนอชื่อในสัดส่วนของด้านใดใน 11 ด้าน สื่อก็น่าจะทราบอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเห็นว่า หากเสนอชื่อไปแล้ว ทางคณะกรรมการสรรหาไม่เลือก ก็ไม่ได้กระทบกับความน่าเชื่อถือของ กกต. เพราะทุกอย่างอยู่ที่คณะกรรมการสรรหา และ คสช.จะพิจารณาว่าใครเหมาะสม
ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีมีชื่อเป็น 1 ในบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อไปเป็น สปช. ว่า คิดว่า กกต.คงใช้สิทธิ์ในฐานะนิติบุคคลหนึ่งเสนอผู้แทนเข้ารับการสรรหาเท่านั้น ส่วนจะเสนอชื่อใคร ขึ้นอยู่กับที่ประชุม กกต.จะพิจารณา ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกัน ไม่มีความแตกแยก และ กกต.ท่านใดได้รับการเสนอชื่อ ก็จะไปเสนอประเด็นในเรื่องของการปฏิรูปการเลือกตั้ง ส่วน กกต.ที่เหลือ ก็จะมีบทบาทในฐานะผู้สนับสนุน รวมทั้งอาจไปเป็นกรรมาธิการในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในอนาคตได้
เมื่อถามว่า หากที่ประชุม กกต.เสนอชื่อให้เป็นผู้รับการสรรหา จะรับหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า เอาไว้สัมภาษณ์ตน หลังที่ประชุมมีความเห็นแล้วดีกว่า แต่เท่าที่ทราบ ตัวประธานกกต.คงอยู่ที่ กกต.เพื่อทำหน้าที่บริหารงานของสำนักงาน และอีกคนที่มีท่าทีไม่ประสงค์จะไปเป็น สปช. คือ นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ซึ่งอาจเป็นเพราะอยากทำงานด้านการปฏิรูปงานสืบสวนสอบสวนของ กกต.ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยงานดังกล่าว ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน ส่วน กกต.ที่เหลืออีก 3 คน มีความรู้ ความสามารถเท่าเทียมกัน เช่น นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ก็มีประสบการณ์ด้านการมีส่วนร่วม และประสบการณ์ทางการเมือง ขณะที่นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านพรรคการเมือง ก็มีประสบการณ์ด้านพรรคการเมือง หากเข้าไปใน สปช.ก็จะสามารถเสนอในการเรื่องของการปฏิรูปพรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็งเป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง ส่วนตนก็มีประสบการณ์ด้านการจัดการเลือกตั้ง เห็นปัญหาการจัดการเลือกตั้งเป็นอย่างดี ถ้าเข้าไปก็จะช่วยออกแบบจัดการเลือกตั้งของประเทศได้
นายสมชัย ยังกล่าวอีกว่า หากมีการเสนอชื่อไปแล้ว ทางคณะกรรมการสรรหา และ คสช.ไม่เลือกตัวแทนของ กกต.เข้าไปเป็น สปช. ก็ไม่น่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของ กกต. เพราะในช่วงที่ไม่มีสภาปฏิรูป กกต.ก็ต้องทำหน้าที่ในการเสนอแนะ แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งไปยังสภาอยู่แล้ว แต่เมื่อมี สปช.ก็ถือเป็นโอกาสพิเศษ ซึ่งส่วนตัวแล้วคิดว่า เราต้องแยกในเรื่องอำนาจ 3 อำนาจ และองค์กรอิสระ ออกจากกัน โดยองค์กรอิสระ ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจนิติบัญญัติ แต่ในเรื่องนี้ ถือเป็นโอกาสพิเศษที่เราต้องช่วยกัน ถ้าเราไม่ได้เข้าไปทำหน้าที่ ก็คงไม่เป็นไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากไม่ได้รับเลือกจะน้อยใจหรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่า นายประวิช และนายธีรวัฒน์ จะได้รับการเสนอชื่อ เพราะมีประสบการณ์ และมีอาวุโสมากกว่า นายสมชัย กล่าวว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็น แล้วแต่ที่ประชุม กกต. ซึ่งคาดว่าจะพูดคุยกันในวันพรุ่งนี้ (5 ส.ค.)
ขณะที่นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ก็ปัดที่จะตอบคำถามของสื่อมวลชน ที่ถามว่า พร้อมจะรับตำแหน่ง สปช.หรือไม่ เพราะมีชื่อเป็นแคนดิเดต ซึ่งนายประวิทย์ ได้กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ขอให้ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องนี้ก่อน
'ปธ.กกต.' ชี้ กกต.จังหวัดยังจำเป็น
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดโครงการสัมมนา กกต.ประจำจังหวัด กรณีครบวาระ 14 จังหวัด พ.ศ. 2557 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญ กกต.จังหวัด จำนวน 14 จังหวัด ซึ่งครบวาระไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มาร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ประจำจังหวัด และแสดงความรู้สึกในการปฏิบัติหน้าที่
โดยนายศุภชัย กล่าวว่า แม้จะมีข้อเสนอว่า ไม่ควรมี กกต.จังหวัด หรือให้ กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งเฉพาะการเลือกตั้งระดับชาติเท่านั้น ส่วนตัวเห็นว่า การเลือกตั้ง ยังไงก็เป็นหน้าที่ของ กกต. ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับใด และการจัดการเลือกตั้ง ก็ไม่ใช่หน้าที่เฉพาะของหน่วยงานใด แต่เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย การที่ กกต.ต้องไปพึ่งพิงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็เพราะเขามีกำลังพลกระจายทั่วประเทศ ขณะที่ กกต.มีเจ้าหน้าที่เพียงแค่ 2 พันกว่าคน แต่ละจังหวัดก็แค่ 20 กว่า ไม่เพียงพอด้วยซ้ำ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.จังหวัดที่ผ่านมา ตนก็ยังเห็นว่า ทำหน้าที่ได้สุจริต และเที่ยงธรรม
ขณะที่นายสมชัย ระบุว่า ต้องนำสิ่งที่ กกต.จังหวัดเสนอมาปรับปรุงให้องค์กร กกต.มีความเข้มแข็ง ยิ่งช่วงนี้ กกต.ไม่ได้จัดการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 1 ปีนับจากนี้ ดังนั้น กกต.ทุกส่วน ต้องใช้โอกาสตรงนี้ปรับปรุงพัฒนากลไกในการจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันทุจริต กระบวนการสืบสวนที่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา การส่งเสริมการมีส่วนร่วม ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ และการพัฒนาพรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็งด้วย หากถึงเวลาแล้วทำไม่ได้ กกต.อาจตกเป็นจำเลยสังคม



