
สื่อแห่ทำข่าวเด็กอุ้มบุญรพ.ต้องงดเยี่ยม
สื่อแห่ทำข่าวเด็กอุ้มบุญรพ.ต้องงดเยี่ยม สธ.สอบรพ.-หมอมีใบอนุญาตหรือไม่ ขณะเดียวกันตั้ง กก.เข้มบริษัทนายหน้า เผยมูลค่าอุ้มบุญในไทยสูงถึงปีละ 4,000 ล้าน
4ส.ค.2557 ความคืบหน้ากรณีหญิงชาวไทยอุ้มบุญให้คู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลีย โดยให้กำเนิดลูกฝาแฝด แต่ชาวออสเตรเลียรับเด็กไปเลี้ยงดูเฉพาะแฝดหญิงที่สมบูรณ์ แต่ไม่รับแฝดชาย หรือ "น้องแกรมมี่" เนื่องจากมีอาการดาวน์ซินโดรม (เด็กบกพร่องทางสมอง) ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขเตรียมสอบสวนสถานพยาบาลและแพทย์ที่ร่วมในการทำอุ้มบุญเนื่องจากอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย
ทพ.อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สบส.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามดูข้อมูลการกระทำดังกล่าวแล้ว โดยทราบว่าเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในพื้นที่ปริมณฑล ซึ่งขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่าแพทย์ที่ดำเนินการให้เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีแพทย์หรือไม่ และได้ขึ้นทะเบียนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับราชวิทยาลัยสูติฯ หรือไม่ และคาดว่าจะได้ผลการตรวจสอบภายในสัปดาห์นี้ หากไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็จะถูกดำเนินคดี มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 ในข้อหาให้บริการผิดประเภท นอกจากนี้จะส่งเรื่องให้แพทยสภาพิจารณาด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพด้วย ซึ่งมีโทษหนักสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
“กรณีอื่นๆ สบส.กำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลทั้งในอินเทอร์เน็ต และสถานพยาบาลอีก 12 แห่ง ที่พบว่ามีการเปิดให้บริการอย่างถูกกฎหมาย 7 แห่ง ส่วนอีก 5 แห่งเปิดสถานพยาบาลอย่างผิดกฎหมาย ส่วนแพทย์ที่กระทำยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าได้รับอนุญาตจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ หรือไม่ หากพบว่าฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามกฎหมายต่อไป” ทพ.อาคม กล่าว
สำหรับเอเจนซี หรือตัวกลางในการประสานผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้าง และหาสถานพยาบาลดำเนินการนั้น ทพ.อาคม กล่าวว่า มีความผิดฐานค้ามนุษย์ แต่คงไม่สามารถเอาผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 ได้ เนื่องจากไม่ครอบคลุม หากจะเอาผิดต้องอาศัยกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในเรื่องการโฆษณา เพราะปัจจุบันมีการโฆษณาเรื่องการรับจ้างอุ้มบุญตามอินเทอร์เน็ตมาก เอเยนซีมีจำนวนมากมายหลายชาติ เพราะต่างชาติถือว่าประเทศไทยเป็นแดนสวรรค์ของการทำอุ้มบุญ ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลในส่วนของเอเยนซี โดยเชิญ สคบ.เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย และเท่าที่มีข้อมูลขณะนี้มีเอเยนซีหลักๆ ประมาณ 20 ราย มูลค่าการรับจ้างอุ้มบุญปีหนึ่งประมาณ 4,000 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดำเนินการกับแม่เด็กที่ออกมายอมรับว่ารับจ้างอุ้มบุญหรือไม่ เพราะถือว่าผิดกฎหมาย ทพ.อาคม กล่าวว่า กรณีที่แม่เด็กออกมายอมรับว่ารับจ้างอุ้มบุญก็ถือว่าทำผิดจริง แต่คงไม่สามารถเอาผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาลได้ เนื่องจากกฎหมายดูแลเฉพาะส่วนสถานพยาบาลเท่านั้น อาจจะต้องอาศัยกฎหมายอื่นในการเอาผิด เช่น แพทยสภา กฎหมายค้ามนุษย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น
ด้าน นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขเน้นให้การดูแลเรื่องของสุขภาพเด็กอุ้มบุญ เนื่องจากเด็กมีอาการดาวน์ซินโดรม บกพร่องทางสมอง และติดเชื้อทางลมหายใจ โดยให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประสานดูแลในเรื่องการส่งต่อมาดูแลรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือโรงพยาบาลเด็ก หากเด็กมีอาการหนักขึ้นหรือแม่ต้องการ รวมถึงมอบให้ สบส. แพทยสภา ลงไปดูในรายละเอียดแล้วว่า การอุ้มบุญดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและจริยธรรมหรือไม่
ขณะที่ นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า แพทยสภาจะเร่งประสานขอข้อมูลของแพทย์ที่เป็นผู้ดำเนินการไปยังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและกรมการกงสุลว่ามีแพทย์รายใดบ้างที่ให้บริการอุ้มบุญ นอกเหนือจากแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ที่มีอยู่ 45 คน เพื่อเชิญตัวมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการแพทยสภา หากพบกระทำผิดจริงจะถูกลงโทษทางวินัย โดยภาคทัณฑ์หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และหากกระทำผิดซ้ำจะมีโทษหนักสุดคือ เพิกถอนใบอนุญาตทันที
ทั้งนี้ ตามประกาศแพทยสภา ที่ 21/2545 เรื่อง มาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ฉบับที่ 2) กำหนดไว้ว่า กรณีที่คู่สมรสต้องการมีบุตรโดยให้หญิงอื่นซึ่งมิใช่ภรรยาตั้งครรภ์แทน หรืออุ้มบุญ ผู้ประกอบวิชาชีพที่ดำเนินการต้องใช้ตัวอ่อนที่มาจากเซลล์สืบพันธุ์ของคู่สมรสเท่านั้น ไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่หญิงที่ตั้งครรภ์แทนในลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการรับจ้างตั้งครรภ์ และหญิงที่ตั้งครรภ์แทนจะต้องเป็นญาติโดยสายเลือดของคู่สมรสของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
พญ.วิบูลพรรณ ฐิตะดิลก ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจ้างผู้อื่นท้องแทน หรืออุ้มบุญ ในประเทศไทยถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ที่ระบุเกณฑ์ไว้ว่า ห้ามมีการซื้อ-ขาย ไข่ น้ำเชื้อ ตัวอ่อน ซึ่งในกรณีแม่อุ้มบุญที่ จ.ชลบุรี ที่ตกเป็นข่าวนั้น เราจะต้องตรวจสอบเอาผิดสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับหญิงสาวที่อุ้มบุญที่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ส่วนกรณีพบสถานพยาบาล 12 แห่ง เข้าข่ายกระทำความผิดทั้งอุ้มบุญ ซื้อ-ขายไข่ น้ำเชื้อ ตัวอ่อน ความจริงอาจมีมากกว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการอุ้มบุญ ซื้อ-ขายไข่ น้ำเชื้อ และตัวอ่อน ทางแพทยสภาได้เชิญสถานพยาบาลทั้งที่จดทะเบียนถูกต้องและไม่ได้จดทะเบียนมาตักเตือนแล้ว หากยังทำผิดกฎหมายจะดำเนินการตามขั้นตอนลงโทษ ถึงขั้นปิดสถานพยาบาล และถอนใบประกอบวิชาชีพต่อไป
ขณะเดียวกันสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโทนี แอบบอตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และว่า "นี่คือเรื่องเหลือเชื่อที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงข้อผิดพลาดและปัญหาในธุรกิจอุ้มบุญ"
ส่วนอาการของ "น้องแกรมมี่" ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กรณี น.ส.ภัทรมล บัวจันทร์ อายุ 21 ปี แม่อุ้มบุญของน้องแกรมมี่ อายุ 7 เดือน ที่รับจ้างตั้งครรภ์ให้แก่สามีชาวออสเตรเลียและภรรยาชาวจีน ต่อมาคลอดลูกแฝดชายหญิง แต่ทารกชายเป็นดาวน์ซินโดรม สุดท้ายผู้ว่าจ้างรับตัวทารกหญิงไปเลี้ยงที่ประเทศออสเตรเลีย ทิ้งทารกชายไว้ให้เลี้ยงจนเกิดปัญหาในการเลี้ยงดูและค่ารักษาที่สูงมาก ต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิแฮนด์ อะครอส เดอะ วอเตอร์ ของประเทศออสเตรเลีย
ล่าสุด นายวิจิตร พนายิ่งไพศาล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา และน.ส.ภัทรมล จันทร์บัว แม่อุ้มบุญของน้องแกรมมี่ ร่วมกันแถลงอาการของน้องแกรมมี่ แต่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อโรงพยาบาลที่ทำการฝังตัวอ่อนหรือทำกิฟท์แต่อย่างใด
น.ส.ภัทรมล กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถบอกคลินิกหรือโรงพยาบาลที่ทำอุ้มบุญได้ ส่วนเงินช่วยเหลือที่บริจาคผ่านมายังมูลนิธิก็มีการใช้ชื่อบัญชีว่า "เพื่อน้องแกรมมี่" เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาและให้เกิดประโยชน์ต่อน้องแกรมมี่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการใช้จ่ายของตนและครอบครัวแต่อย่างใด ส่วนค่าใช้จ่ายขณะนี้ทางมูลนิธิรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และตัวแทนมูลนิธิรับปากจะเดินทางมาเยี่ยมโดยเร็วที่สุด ส่วนสุขภาพของตนก็ถือว่าย่ำแย่ เนื่องจากหลังคลอดน้องแกรมมี่ก็ไม่ได้อยู่ไฟ เนื่องจากต้องวิ่งรอกเข้ากรุงเทพฯ ร้องขอความช่วยเหลือไปตามมูลนิธิและสื่อมวลชน
"อยากฝากถึงผู้ที่ออกกฎหมายในเรื่องนี้ ควรดูแลผู้เป็นแม่ให้มากกว่าผู้ว่าจ้างให้มากกว่านี้ ถ้าแม่ไม่รับผิดชอบลูกก็อาจเป็นภาระต่อสังคมได้" น.ส.ภัทรมล ระบุ
ด้าน นายวิจิตร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา น้องแกรมมี่มีอาการป่วย เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา เนื่องจากมีอาการไอ หายใจไม่สะดวก แพทย์เจ้าของไข้รักษาจนอาการดีขึ้นมาก หลังจากนี้ต้องประสานกับทางญาติเพื่อตรวจวินิจฉัยโรคอื่น เพราะเด็กที่ป่วยเป็นดาวน์ซินโดรมจะมีโรคอื่นแทรกซ้อน เช่น การพัฒนาการ การทำงานของต่อมไร้ท่อ และหัวใจโต ซึ่งจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อแก้ปัญหาต่อไป
"ตอนนี้ทางญาติไม่ต้องเป็นห่วง เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอยู่แล้ว หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที" นายวิจิตร กล่าว และว่า
ขณะนี้ต้องการให้น้องพักผ่อนเต็มที่ โดยโรงพยาบาลสั่งห้ามเยี่ยมหรือพบน้องบนห้องแล้ว เพราะตั้งแต่เป็นข่าวออกไปทำให้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงองค์กร มูลนิธิ ทั้งไทยและต่างประเทศ ต่างเข้ามาทำข่าวเป็นจำนวนมาก ทำให้ทั้งแม่และลูกไม่มีเวลาพักผ่อน การรักษาน้องอาจจะมีผลไม่เป็นที่น่าพอใจ หลังจากนี้ทางโรงพยาบาลขอชี้แจงอาการล่าสุดของน้องเพียง 2 รอบ คือ ช่วงเช้า และช่วงบ่าย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายทางโรงพยาบาลยังไม่ได้คิด เพราะอยู่ระหว่างการประสานงานกับมูลนิธิแฮนด์ อะครอส เดอะ วอเตอร์ และทางมูลนิธิประทีป อึ้งทรงธรรม ที่จะออกค่าใช้จ่ายให้น้องแกรมมี่



