
การเมืองวิปริต เศรษฐกิจพินาศ
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ท่านที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ นายราชันย์ วีระพันธ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวของเชียงใหม่อยู่ในภาวะวิกฤติเป็นอย่างยิ่ง โดยตัวปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวทรุดหนักอย่างรวดเร็วคือ ปัญหาทางด้
สิ่งที่ท่านที่ปรึกษาของหอการค้าเชียงใหม่ออกมาพูดนั้น ควรจะนำมาเป็นบทเรียนอันสำคัญยิ่งของบรรดานักธุรกิจทั้งหลาย เพราะเชียงใหม่ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวของคนไทยเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนรู้จักกันทั่วโลก นักท่องเที่ยวชาติต่างๆ รู้จักประเพณีสงกรานต์ และลอยกระทงอันยิ่งใหญ่อลังการของเชียงใหม่เป็นอย่างดี
แต่ด้วยความที่เชียงใหม่เป็นฐานคะแนนอันยิ่งใหญ่ของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ลี้ภัยหนีโทษไปแดนไกล ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นดินแดนที่มีการกระทบกระทั่งกัน ระหว่างกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และยังมีการประท้วงต่อผู้บริหารของประเทศระดับรัฐมนตรีอย่างรุนแรง
และรูปแบบการประท้วงที่นำมาใช้ ก็ไม่ใช่รูปแบบและวิธีการของการประท้วงในลักษณะที่ประเทศที่เจริญใช้กัน แต่เป็นการประท้วงด้วยวิธีป่าเถื่อน เช่น ขว้างปาและคว้าอาวุธเข้าปะทะ จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นข่าวไปทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นที่เชียงใหม่เป็นครั้งแรก แต่การเลือกเอาวิธีการที่ผู้อื่นหรือฝ่ายตรงข้ามเคยกระทำ และอ้างว่าฝ่ายตนเองก็สามารถทำได้นั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ทำลายเศรษฐกิจของเชียงใหม่อย่างแท้จริง เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองที่อาศัยธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นเส้นเลือดสำคัญ
ดังนั้นภาพลักษณ์ใดๆ ก็ตามที่แสดงให้เห็นถึงการเกิดขึ้นของความรุนแรง ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวทั้งสิ้น ผลรับที่เกิดขึ้นต่อเชียงใหม่และพัทยา จึงต่างไปจากผลรับที่เกิดขึ้นกับจังหวัดอย่างชัยนาทหรือนครสวรรค์ ในลักษณะและวิธีของการกระทำเยี่ยงเดียวกัน การเลือกเอาวิธีการมาใช้ในการประท้วงของคนผู้เป็นแกนนำ จึงส่อให้เห็นถึงสติและวุฒิภาวะของความเป็นผู้นำในการประท้วงที่ไม่นำพาหรือไม่ยอมคาดคิดถึงผลที่จะตามมา
การประท้วงในตัวเมืองที่คนทั่วโลกจับตามอง ในฐานะแหล่งพักผ่อนหย่อนใจด้วยวิธีการอันรุนแรง ย่อมเปรียบได้กับการเปิดสนามรบในบ้านตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักปกครองและผู้นำที่ชาญฉลาดพึงหลีกเลี่ยง เพราะแม้จะกำชัยชนะในการรบพุ่งในบ้านตนเองได้ ข้าศึกอย่างดีก็เพียงทิ้งศพไพร่ราบทหารเกณฑ์เอาไว้ แล้วก็ถอยทัพกลับไปโดยทัพหลวงไม่ได้เสียหายไปด้วย
ในขณะที่ฝ่ายผู้ชนะซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ แน่นอนว่าย่อมมีความเสียหายเกิดขึ้นทั้งด้านไพร่พลและอาคารบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างทั้งหลาย เท่ากับว่าเป็นชัยชนะบนซากศพและซากหักปรักของทรัพย์สินแห่งตน ซึ่งหากเป็นชัยชนะที่ต้านยันข้าศึกผู้บุกรุกเข้ามา ก็ยังถือว่าเพียงพอต่อการศึกในระดับที่อาจจะบอกได้ว่าคุ้มค่า
แต่หากเป็นชัยชนะที่ขุนทหารระดับผู้นำเป็นผู้กวักมือท้าทายชักธงรบ ให้ข้าศึกบุกเข้ามารบในบ้านของตนเอง ก็ต้องบอกว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาของผู้นำเป็นอย่างยิ่ง บทเรียนนี้ควรที่นักธุรกิจทั้งหลายจะจดจำเอาไว้ ไม่ว่าท่านจะยืนหยัดเห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ถือว่าเป็นสิทธิ์ของท่านโดยชอบธรรม
แต่การสนับสนุนให้เปิดการศึกขั้นแตกหักนั้น พึงระวังซากปรักหักพังจากการศึก จะกลายเป็นทรัพย์สินของท่านเองเอาไว้ด้วย นักการเมืองที่วิปริตเท่านั้น จึงหวังได้ชัยชนะทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของคนในชุมชนครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



