
เลบานอนไนเซชั่นกับไทยแลนด์
เลบานอนไนเซชั่นกับไทยแลนด์ : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น
รัฐชาติเป็นรูปแบบการปกครองที่มีมายาวนานตั้งแต่ที่ยุโรปตกลงกันได้ด้วยสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลียปี 1648 หลังสงครามสามสิบปีในยุโรป นับจากนั้นโลกค่อยๆ เปลี่ยนจากระบบแคว้นของผู้ครองอำนาจเป็นรัฐรูปแบบปัจจุบันซึ่งก็กินเวลาหลายร้อยปีอยู่ มาสำเร็จได้ด้วยกระแสต้านการล่าอาณานิคม ซึ่งต่อมาเมื่อกระบวนการนี้หมดไปโลกก็ได้เห็นว่าในแต่ละดินแดนของโลกใบนี้ล้วนแต่แบ่งกันอยู่ใต้การปกครองของรัฐชาติทั้งนั้น จะแตกต่างกันบ้างด้วยระบอบการปกครอง แต่รัฐบาลหลักก็มีรัฐบาลเดียว อย่างไรก็ตามมีปรากฏการปกครองอยู่รูปแบบหนึ่งที่ชักจะกลายเป็นเทรนด์ของประเทศล้มเหลว นั่นคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเลบานอนไนเซชั่น
“การทำให้เป็นเลบานอน” ไม่เชิงเป็นระบอบที่ยอมรับกันอย่างเป็นทางการอย่างสหพันธรัฐ สาธารณรัฐ หรือคอมมิวนิสต์ แต่เป็นความกระอักกระอ่วนใจของผู้ที่ได้ชื่อว่ามีอำนาจปกครองประเทศ แต่ปล่อยให้เกิดอำนาจซ้อนในประเทศ ประเภทที่ว่าใครก็ได้ที่มีอิทธิพลก็เป็นใหญ่ในประเทศเป็นบางส่วนได้ อย่างที่เลบานอนกำลังเป็น เพียงแต่ในปารีสตะวันออกที่เคยผ่านศึกหนักสงครามกลางเมืองมาแล้วในยุค 80 นั้น ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นมาก กระนั้นก็ตามกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ อยากทำอะไรก็ทำ วันดีคืนดียิงจรวดใส่อิสราเอลล่อให้ยิวบุกโจมตีประเทศของตนก็มี แต่ละกลุ่มที่ประกอบกันบริหารประเทศนั้นก็มีกองกำลังตนเองหนุนหลังกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มดรูซ กลุ่มมุสลิม หรือคริสเตียน
ที่ว่ากำลังเป็นเทรนด์นั้น ก็เพราะว่าในหลายประเทศในโลกกำลังจำต้องยอมรับระบบนี้ อิรักที่กบฏกำลังจะยึดเมืองหลวงได้ ทหารรัฐบาลกลางทิ้งทัพ ทำให้ฝ่ายชีอะห์ตั้งกองกำลังสู้ ดูท่าทางทั้งกองกำลังทั้งชีอะห์และสุหนี่คงเป็นอย่างนี้กันอีกนาน เคิร์ดซึ่งแยกเป็นอิสระแล้วตามพฤตินัย แต่ยังมีส่วนในการปกครองอิรักอยู่ด้วยเช่นเป็นประธานาธิบดีนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ประเทศมีเสถียรภาพและบูรณาการคนหลากกลุ่มแต่อย่างใด ปากีสถานซึ่งทหารเป็นใหญ่นั้น ก็ต้องปวดหัวกับนักการเมืองท้องถิ่นที่เล่นบทสองหน้าทั้งจะแยกประเทศและเป็นมาเฟียในแคว้นของตน ซีเรีย ลิเบีย ซูดาน ที่รัฐบาลกลางไม่สามารถปกครองประเทศได้อย่างสมบูรณ์ทุกตารางนิ้วก็คล้ายจะเป็นแบบนี้
ไทยนั้นก็เกือบไปครับ ช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางสีที่ผ่านมาก็เหมือนกับมีกองกำลังทำอะไรก็ไม่มีใครกล้าแตะในหลายพื้นที่ สถานการณ์หากเป็นเช่นนั้นต่อไปสงครามวาทะและเดินเท้าก็อาจจะกลายเป็นแบ่งขั้วแบ่งภาครบกันในหลายจุด เพราะต่างฝ่ายต่างไม่พอใจที่อีกฝ่ายเหิมเกริมเหลือเกิน แต่ตอนนี้กองทัพโดดเข้าออกโรงขวางและพยายามสลายสีเสื้อ ถือว่าคุมสถานการณ์ไม่ให้เป็นอย่างเลบานอนได้แล้ว โอกาสของการสร้างมวลชนขนานใหญ่แบบปี 50 ถึงกลางปี 57 คงไม่มีอีก มีแต่คลื่นใต้น้ำที่เป็นปฏิกิริยาโดยตรงกับความเจริญหรือย่ำแย่ทางเศรษฐกิจ แต่ที่ยังน่าห่วงใยคือสถานการณ์จังหวัดชายแดนที่ต้องทุ่มลงจัดการให้สงบเหมือนที่เคยทำได้เมื่อช่วงยี่สิบปีที่แล้ว ไม่เช่นนั้นในอนาคตอาจวุ่นมากกว่านี้ เพราะดูทรงแล้วว่ากองกำลังติดอาวุธของพวกศาสนานำหน้านั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยเหลือส่งกำลังบำรุงได้รวดเร็วขึ้น และปฏิบัติการห้าวหาญมากขึ้น



