ข่าว

เปิดใจแม่อุ้มบุญ'ยันจะรัก-เลี้ยงดูอย่างดี'

เปิดใจแม่อุ้มบุญ'ยันจะรัก-เลี้ยงดูอย่างดี'

03 ส.ค. 2557

เปิดใจแม่อุ้มบุญ'ยันจะรัก-เลี้ยงดูอย่างดี' เตือนสาวไทยควรตระหนักถึงผลกระทบ ออสซี่จี้หา'ความรับผิดชอบ'จากพ่อแม่เด็ก

                ความคืบหน้ากรณีพ่อแม่ชาวออสเตรเลียจ้าง น.ส.ภัทรมล จันทร์บัว หญิงสาวชาวไทย ให้อุ้มบุญลูกแฝด แต่เมื่อเด็กเกิดมาพ่อแม่ชาวต่างชาติได้รับลูกสาวกลับไปเลี้ยงดู แต่ทิ้งเด็กชายไว้กับแม่อุ้มบุญวัย 21 ปี ในประเทศไทย เนื่องจากเด็กคลอดออกมามีภาวะผิดปกติป่วยเป็นดาวน์ซินโดรม ซึ่งขณะนี้เด็กคนดังกล่าวอายุ 7 เดือน ชื่อ น้องแกมมี่ มีอาการป่วย ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
    
                ล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 สิงหาคม ที่ห้อง 619 ผู้ป่วยเด็ก ชั้น 6 โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้เข้าเยี่ยม น.ส.ภัทรมล  แม่อุ้มบุญน้องแกมมี่ เพื่อให้การช่วยเหลือ จากนั้น น.ส.ภัทรมล เปิดใจว่า หญิงชาวไทยควรคิดให้ดี หากใครจะคิดอุ้มบุญ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาในกรณีเช่นนี้ คนที่รับผิดชอบต่อตัวเด็กคือตัวแม่อุ้มบุญเอง และหากแม่อุ้มบุญไม่มีความสามารถในการดูแลเด็กก็จะเป็นภาระต่อสังคม และไม่มีใครโชคดีเหมือนน้องแกมมี่ เพราะน้อยคนที่จะโชคดีเช่นนี้ แต่หากเลือกได้ไม่ควรทำดีกว่า เนื่องจากจะเกิดผลกระทบในหลายๆ ด้าน เช่น จิตใจของเด็ก เพราะเมื่อเด็กเกิดขึ้นมาแล้วก็อยากรู้ว่าแม่และพ่อที่แท้จริงเป็นใคร
    
                "ตอนนั้นต้องการเงินใช้หนี้ จึงตกลงโดยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมา ฝากบอกผู้ที่หาหญิงไทยให้เป็นแม่อุ้มบุญ เมื่อเด็กทุกคนที่เกิดขึ้นมามีเลือดเนื้อ มีชีวิต และความรู้สึกเหมือนเราทุกๆ คน แม้จะไม่สมประกอบ หรือพิการ แต่เป็นเชื้อของคุณ และเป็นเลือดเนื้อของคุณ คุณทำเหมือนมาเลือกซื้อสิ่งของว่าชิ้นนั้นดีเอาไว้ ส่วนชิ้นไม่ดีทิ้งไว้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก” น.ส.ภัทรมล กล่าว
    
                น.ส.ภัทรมล กล่าวต่อว่า ก่อนที่จะมารับอุ้มนั้น ได้เล่นเฟซบุ๊ก และเห็นโฆษณาว่ามีงานให้ทำรายได้ดี ซึ่งทางบ้านฐานะไม่ดี จึงสนใจ เพราะปัจจุบันมีบุตรแล้ว 2 คน จึงอยากได้เงินมาช่วยเหลือครอบครัว ทำให้รับอุ้มบุญกับครอบครัวชาวออสเตรเลีย ซึ่งมีอายุมากแล้ว โดยผ่านเอเยนซี ชื่อ "จอย" โดยตกลงราคาค่าจ้างกันไว้ที่ 3 แสนบาท และหากได้ลูกแฝดจะเพิ่มให้เป็น 3.5 แสนบาท จากนั้นครอบครัวชาวออสเตรเลียได้รับไปอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อมาเป็นแม่อุ้มบุญให้ โดยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีมาโดยตลอด
    
                "ในช่วง 4 เดือนที่ตั้งครรภ์แฝดหญิงและชายนั้น แพทย์เจาะเลือดตรวจสอบ ตอนนั้นครอบครัวชาวออสเตรเลียทราบเรื่อง แต่ไม่ได้แจ้งให้ทราบว่าเด็กแฝดคนหนึ่งเป็นดาวน์ซินโดรม กระทั่งผ่านมา 7 เดือนกว่า ทางครอบครัวชาวออสเตรเลียโทรศัพท์แจ้งให้เอาเด็กออก แต่ไม่ยอม กระทั่งเด็กคลอดออกมาที่โรงพยาบาลวชิรปราการ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล มีบัตร 30 บาท ตอนนั้นเด็กที่คลอดออกมาตัวเล็ก และตัวเหลือง ต้องอยู่ในตู้อบตลอดทั้ง 2 คน โดยลูกผู้หญิงอยู่ในตู้อบไม่ถึงเดือน จากนั้นครอบครัวชาวออสเตรเลียได้นำเด็กหญิงไป ส่วนเด็กผู้ชายไม่ได้เอาไปด้วย โดยบอกว่า ถ้านำไปด้วยก็ต้องนำไปไว้ที่มูลนิธิ เนื่องจากไม่สามารถดูแลได้" น.ส.ภัทรมล กล่าว
    
                น.ส.ภัทรมล กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นจึงเลี้ยงเด็กผู้ชายไว้ เพราะมูลนิธิคงดูแลได้ไม่เหมือนพ่อแม่ และที่สำคัญรู้สึกสงสารเด็กมากที่คลอดมาแล้วเป็นเช่นนี้ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับเด็กเลย เป็นความผิดพลาดจากผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ทำไมเด็กต้องมารับกรรม ดังนั้นจึงรับดูแล แม้จะลำบากก็ยินดี จึงตั้งชื่อว่า น้องแกมมี่ ยืนยันว่าจะดูแลน้องแกมมี่อย่างดี และพร้อมจะรักษาให้หายเป็นปกติ แม้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ได้อุ้มบุญเกิดขึ้นมาก็เหมือนลูก
    
                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังข่าวแม่อุ้มบุญไพร่ออกไป มีหลายหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือ เช่น มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ หรือ 3178 มูลนิธิประทีป อึ้งทรงธรรม โดยช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาพยาบาลน้องแกมมี่ที่ต้องรักษาต่อเนื่อง เพราะมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีไข้ และมีน้ำในช่องท้อง นอกจากนี้ยังมีผู้ใจบุญเข้ามาช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก ทำให้ขณะนี้ น.ส.ภัทรมล ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาอีกต่อไป
    
                ด้าน นายวิจิตร พนายิ่งไพศาล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลพร้อมให้การดูแลอย่างเต็มที่ เพราะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการดูแลเด็กดาวน์ซินโดรมอยู่แล้ว ในช่วงแรกที่เด็กเข้ามารักษาตัวมีเสมหะเป็นจำนวนมาก หายใจไม่ค่อยสะดวก และมีไข้ โดยแพทย์ให้การช่วยเหลือ ทำให้อาการดีขึ้น ไม่มีไข้แล้ว
    
                อย่างไรก็ตาม เด็กยังต้องนอนที่โรงพยาบาล เพื่อดูแลอาการต่อไป ซึ่งทางโรงพยาบาลจะดูแลอาการอย่างต่อเนื่อง และพร้อมให้การช่วยเหลือตามที่แม่ร้องขอ โดยขณะนี้มีมูลนิธิหลายมูลนิธิเข้ามาประสาน เพื่อให้การช่วยเหลือด้านรักษาพยาบาลแล้ว จึงขอแจ้งให้เจ้าของคนไข้ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
    
                วันเดียวกัน ที่ประเทศออสเตรเลีย นายสกอตต์ มอร์ริสัน รัฐมนตรีกระทรวงผู้อพยพออสเตรเลีย ได้ตั้งคำถามถึงพ่อแม่ชาวออสเตรเลียที่ทิ้งลูกชายไว้ในประเทศไทย ว่า พ่อแม่เด็กมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างที่สุด และแสดงให้เห็นถึงความไร้ความรับผิดชอบทางจริยธรรมที่เกิดขึ้น ด.ช.แกมมี่ และ น.ส.ภัทรมล ส่วนตัวขอเชิดชูแม่อุ้มบุญว่า ควรได้รับความเคารพอย่างที่สุด
    
                ด้าน นายปีเตอร์ เบนส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อการกุศล แฮนด์ อะครอส เดอะ วอเตอร์ ผู้จัดการเงินบริจาคสำหรับ ด.ช.แกมมี่ เปิดเผยว่า ด.ช.แกมมี่ ยังรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพราะยังป่วยหนักจากอาการปอดติดเชื้อในเวลานี้ โดยสัปดาห์นี้จะเดินทางมาพบแม่อุ้มบุญชาวไทย เพื่อชี้แจงวิธีการให้ความช่วยเหลือและจัดการด้านการเงินจากการบริจาคให้ครอบครัวของ ด.ช.แกมมี่
    
                ขณะที่นางพิชญา แม่ของ น.ส.ภัทรมล เปิดเผยสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ด.ช.แกมมี่ เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี มีอาการดีขึ้น โดยทางครอบครัวใช้สิทธิ์การรักษา 30 บาทรักษาทุกโรค แต่สิทธิ์การรักษาตัวในระบบนี้ไม่ครอบคลุมการรักษาทุกอย่างที่จำเป็น