
ซิ่งหนีตาย!ตร.จับยายิงผิดตัว
02 ส.ค. 2557
นิสิตสาวจุฬาฯ หนีตายระทึก ขับรถชนดะหนี 4 ชายฉกรรจ์ รัวปืนใส่ไม่ยั้ง สุดท้ายเป็น ตร.ตรวจค้นยา รอง ผบก.น.4 ยอมรับจับผิดคัน
2 ส.ค. 57 เมื่อเวลา 14.00 น. ร.ต.ท.กันตภณ สักขาพรม พนักงานสอบสวน สน.บางชัน รับแจ้งเหตุรถชนกันหลายคันจากเหตุต่อเนื่องเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่สกัดจับรถต้องสงสัยในซอยรามคำแหง 118 แยก 33-8 จนไปถึงซอยรามคำแหง 118 แยก 44-5 แขวงและเขตสะพานสูง จึงเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางชัน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่ทหารจาก ร.21 พัน.1 รอ.
พบรถเก๋ง สีเทาดำ ทะเบียน กรุงเทพมหานคร สภาพท้ายรถถูกชนเสียหาย กระจกหลังแตก ยางรถฝั่งขวาแตกทั้งล้อหน้าและหลัง โดยมีนิสิตสาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ อายุ 21 ปี ยืนให้การด้วยท่าทางตกใจ ว่า พักอาศัยอยู่หมู่บ้านภายในซอยรามคำแหง 118 ได้ขับรถออกจากบ้านพัก เพื่อจะไปหาเพื่อนที่จุฬาฯ โดยใช้เส้นทางลัดภายในซอยรามคำแหง 118 แยก 33 เพื่อไปออกถนนกาญจนาภิเษก ขณะขับอยู่ในซอย สังเกตเห็นรถกระบะสีบรอนซ์เงิน ขับแซงขึ้นมา ก็ไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งไปถึงทางสามแยก บริเวณซอยรามคำแหง 118 แยก 33-8 ขณะรถจอดติดอยู่เพื่อรอเลี้ยว พบเห็นชายฉกรรจ์ 4 คน เดินลงมาจากรถกระบะตรงมาที่รถ โดยชายทั้ง 4 ล้อมรถไว้ทั้ง 4 ประตู โดยหนึ่งในชายฉกรรจ์ได้เคาะกระจกและบังคับให้ลงจากรถ
นิสิตสาว กล่าวต่อว่า ตอนนั้นตกใจมาก จึงปีนไปยังเบาะหลัง พร้อมทั้งพยายามโทรศัพท์ติดต่อแม่ แต่แม่ยังไม่ทันรับโทรศัพท์ เห็นท่าไม่ดีจึงกลับไปยังที่นั่งคนขับ พร้อมทั้งเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งที่ยืนติดกับประตูฝั่งคนขับมีปืนเหน็บอยู่ที่เอว ด้วยความตกใจจึงถอยรถหนีไปชนรถเบนซ์ด้านหลัง จากนั้นชายฉกรรจ์ 3 คน ก็กลับเข้าไปยังรถกระบะ ส่วนชายอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาหา พร้อมทั้งใช้อาวุธปืนยิงใส่ยางรถยนต์ด้านล้อหน้าฝั่งคนขับ จึงถอยรถหนีอย่างไม่คิดชีวิต ทำให้รถไปชนคันอื่น จากนั้นเมื่อรถมาถึงปากซอยรามคำแหง 118 แยก 33 ก็ตั้งหลักหันหัวรถได้ จึงรีบขับกลับมายังซอยรามคำแหง 118 แยก 44 แต่รถเสียการทรงตัวเพราะยางแตกจึงจอดรถข้างทาง
นิสิตสาว ให้การว่า กลุ่มชายฉกรรจ์เดินลงมาจากรถ โดยห้อยบัตรแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนจะบอกให้ลงจากรถ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทั้ง 4 นาย ก็ค้นรถแต่ไม่เจออะไร ระหว่างนั้นญาติมาถึงที่เกิดเหตุพอดี หลังจากเจ้าหน้าที่ค้นรถเสร็จจะเข้าจับกุม แต่ญาติสอบถามว่าเกิดเรื่องอะไร ทำไมถึงทำแบบนี้ ทางเจ้าหน้าที่ทั้ง 4 คน จึงขับรถออกไปจากที่เกิดเหตุทันที
"เจ้าหน้าที่มาในรูปแบบชายฉกรรจ์ ไม่มีแสดงตัวหรือโชว์บัตร ถึงแม้จะโชว์บัตรก็ไม่น่าไว้วางใจ เนื่องจากฉันกับแม่เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน แต่ไม่รุนแรงเท่านี้ โดยเหตุเกิดเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา ช่วงเวลา 3-4 ทุ่ม นั่งรถยนต์จะกลับเข้าบ้าน เมื่อขับมาถึงซอยรามคำแหง 118 แยก 46-8 ใกล้กับสโมสรกสิกร มีรถกระบะสีดำ มีชายฉกรรจ์ลงมา 3-4 คน ทำทีมาขออนุญาตตรวจค้น พอค้นไม่เจออะไรก็ไป จากนั้นได้ให้ญาติที่รู้จักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางชัน สอบถามว่ามีชุดทำงานลงพื้นที่มาตรวจรถต้องสงสัยจับยาเสพติดหรือไม่ ได้รับยืนยันว่าไม่มี จึงมั่นใจว่าน่าจะเป็นพวกตำรวจปลอม และมาเกิดเหตุการณ์วันนี้ คิดว่าต้องเสียชีวิตไปแล้ว"
นิสิตสาว เรียกร้องด้วยว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ยึดหลัก ระเบียบ กฎเกณฑ์ คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริสุทธิ์ การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการทำเกินกว่าเหตุ ปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสม ทำให้ประชาชนรู้สึกแย่ เสียขวัญ และกำลังใจ ทำให้รู้สึกว่าประชาชนพึ่งพาไม่ได้ กลับต้องมาได้รับอันตรายจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียเอง
ด้านเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนขนาด 9 มม. 5 ปลอก นอกจากนั้นยังพบร่องรอยการเฉี่ยวชน ทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้เก็บรวมรวมหลักฐานทั้งหมด
พ.ต.อ.สาโรจน์ ซุ่นทรัพย์ รอง ผบก.น.4 กล่าวว่า ได้รับรายงานว่า เป็นงานทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สน.บางชัน ได้ลงพื้นที่ตรวจรถต้องสงสัย เพื่อจับกุมยาเสพติด แต่เกิดเหตุเข้าใจผิดคิดว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถผู้ต้องสงสัย จึงเกิดการจับกุม และตรวจสอบ ขณะนี้ให้ผู้เสียหายไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ส่วนจะเรียกร้อง หรือว่าเอาผิดอย่างไร ก็ว่ากันอีกที อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้ รอง ผกก.สส.สน.บางชัน ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหรือไม่ ต้องรอดูผลการชี้แจงของผู้บังคับบัญชาในสายงานก่อน ซึ่งจะตรงตามมาตรา 157 เจ้าหน้าที่กระทำการเกินกว่าเหตุ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ต้องตรวจสอบอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารที่มาดูที่เกิดเหตุ ก็จะทำบันทึกรายงานถึง คสช. ขณะเดียวกันมีการพูดคุยระหว่างทหารกับญาติผู้เสียหายว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมีสองแนวทางแบบสั้นกับแบบยาว แบบสั้นคือให้ผู้เสียหายไกล่เกลี่ยแล้วรับชดเชยค่าเสียหายทุกด้าน ส่วนแบบยาวคือฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา รวมถึงความผิดทางวินัยด้วย โดยฝ่ายญาติผู้เสียหายเห็นว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุและยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดตามกระบวนการ



