
เลือดเตือนสัญญาณการฆ่าตัวตาย
03 ส.ค. 2557
เปิดโลกวันอาทิตย์ : เลือดเตือนสัญญาณการฆ่าตัวตาย
การทำอัตนิวิบาตกรรม หรือการฆ่าตัวตาย ถือเป็นบาปมหันต์ในพุทธศาสนา เพราะถือเป็นการทำลายประโยชน์ของการเป็นมนุษย์ สัตว์ประเสริฐที่มีโอกาสที่จะได้ทำบุญทำกุศลเพื่อดำเนินไปสู่นิพพาน ที่เป็นจุดหมายปลายทางของทุกสรรพสิ่ง ขณะที่คริสตศาสนาก็มีข้อห้ามไม่ให้ผู้ที่นับถือกระทำอัตนิวิบาตกรรมเนื่องจากผู้กระทำความรุนแรงต่อชีวิตเช่นนี้จะไม่ได้มีโอกาสพบพระผู้เป็นเจ้าในชีวิตหลังความตาย เพื่อให้พระองค์ตัดสินบาปบุญคุณโทษ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญในการนับถือศาสนาคริสต์
แต่การฆ่าตัวตายในโลกใบนี้ กลับมีอัตราสูงอย่างไม่น่าเชื่อ ถึง 1 คนในทุก 40 วินาที !! หรือราว 8 แสนคนต่อปีตามที่องค์การอนามัยโลก (ฮู) เก็บสถิติไว้ โดยช่วงอายุที่ตัดสินใจคิดสั้นมากที่สุดอยู่ระหว่าง 15-44 ปี รองลงมาคือ กลุ่มวัย 10-24 ปี ที่น่าตกใจคือตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายน้อยกว่าจำนวนผู้ที่พยายามทำลายชีวิตตัวเองแต่ไม่สำเร็จกว่า 20 เท่า
สาเหตุหลักของการฆ่าตัวตายที่ฮูระบุไว้คือความผิดปกติทางจิตใจ อันเกิดจากความเครียดสะสม หรือการดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งแรงกระตุ้นชั่วครั้งชั่วคราวที่เป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างที่สุด
นอกจากนั้นยังมีองค์ประกอบอื่นเช่น สภาพสังคม สภาพจิตใจ สภาพทางชีวิวิทยา วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นแรงกดดันให้ผู้คนตัดสินใจทำอัตนิวิบาตกรรมในที่สุดด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกายังค้นพบด้วยว่า พันธุกรรม เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้คนตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยผู้ที่มียีน เอสเคเอ ทู (SKA 2) นั้นมีความเสี่ยงต่อการคิดสั้นมากกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน
ผลการวิจัยของนักวิทยาศาตร์แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ ระบุว่า ยีนเอสเคเอทู นั้นทำหน้าที่สำคัญในระบบประสาทส่วนการรับความเครียด ซึ่งหากเกิดการกลายพันธุ์ของยีนตัวนี้ ที่จะทำให้ระบบประสาทในส่วนการรับความเครียดทำงานผิดปกติ เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเส้นประสาทส่วนตัวรับ (Receptor) ที่จะเชื่อมเข้าด้วยกันเป็นแผง ทำให้กระแสความเครียดพุ่งเข้ายังระบบประสาทกลางอย่างรวดเร็ว ผลก็คือ คนที่มีความผิดปกติเช่นนี้จะทนรับความเครียดได้น้อยกว่าคนปกติ
ทางออกที่ชัดเจนในการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะความผิดปกติของระบบประสาทอันเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเอสเคเอทูนั้น คงยังทำไม่ได้ แต่สามารถตรวจรู้ได้ด้วยการตรวจเลือดเพื่อค้นหาสารกลุ่มเมทิล อันเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบประสาทที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้ โดยการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สารเมทิลยิ่งมีปริมาณมากก็ยิ่งเกี่ยวข้องกับเหตุฆ่าตัวตายมากขึ้นตามไปด้วย
การวิจัยนี้ทำให้กองทัพ และภาครัฐ มีเครื่องมือคัดกรองว่าที่ทหารใหม่ หรือกลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย เพื่อการป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นในสังคมหรือในหน่วยงานของกองทัพ ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับอาวุธร้ายแรง



