
'นวดไทย' ยังไปได้สวย...ในตลาดโลก
03 ส.ค. 2557
คุยนอกกรอบ : 'นวดไทย' ยังไปได้สวย...ในตลาดโลก : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์
ระหว่างเดินเล่นบนถนนอารบัต ย่านท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองมอสโก ประเทศรัสเซีย เพื่อนร่วมทริปคนหนึ่งชี้ให้ดูป้ายร้านนวดแผนไทย อีกวันหนึ่งเราเดินตัดเข้าซอยเล็กๆ เพื่อนอีกคนบอกว่ามีร้านนวดไทยอยู่ที่นี่ด้วย เราไม่ได้แวะทั้งสองร้าน เพราะลำพังต้องเก็บสถานที่ท่องเที่ยวในมอสโก ก็แทบไม่มีเวลาแล้ว
อีกคราวหนึ่งได้คุยกับชาวต่างชาติ จำไม่ได้ว่าเป็นรัสเซียหรือชาติอื่น พอตอบว่ามาจากประเทศไทย เขาบอกเคยมาเมืองไทย และชอบ ‘นวดไทย’ มาก
‘คม ชัด ลึก’ สัปดาห์นี้จึงขอชวนไปคุยกับ ปรีดา ตั้งตรงจิตร ที่ปรึกษาศูนย์สุขภาพเชตวัน ทายาทรุ่นสอง ที่ดำเนินกิจการโรงเรียนต่อจาก ‘กำธร ตั้งตรงจิตร’ ผู้เป็นบิดา ผู้บุกเบิกวงการวิชานวดแผนไทย และทำให้ ‘นวดวัดโพธิ์’ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก มีชาวต่างชาติเรือนหมื่นเดินทางมาร่ำเรียนวิชานวดไทยที่ ‘โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ’ (วัดโพธิ์)
‘ปรีดา’ ร่ำเรียนมาด้านเภสัชกรรม เป็นเภสัชศาสตรบัณฑิตเมื่อปี 2507 และทำงานกับบริษัทขายยาของต่างชาติมาตลอด โดยมีหน้าที่ขายยาให้แก่โรงพยาบาลและคลินิก ต่อมาศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยลองไอส์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และกลับมาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท เวชภัณฑ์ไบเออร์ จำกัด ทำได้สามสี่ปีจึงออกมาตั้ง หจก.ไทยเมดิแคร์ ตั้งโรงงานผลิตเครื่องสำอางในชื่อบริษัท เมดิคอส จำกัด และ บริษัท บีนาควิน จำกัด ตามลำดับ
กระทั่งปี 2532 ‘กำธร’ ผู้เป็นบิดาล้มป่วย ประกอบกับโรงเรียนมีปัญหา จึงเข้ามาสานงานต่อ ขณะนั้นโรงเรียนเปิดสอนในสี่สาขา ประกอบด้วย เภสัชกรรมไทย ผดุงครรภ์ไทย เวชกรรมไทย และนวดไทย ในห้วงเวลานั้น อาชีพ ‘หมอนวด’ ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยนัก เพราะสถานบริการแบบ ‘อาบอบนวด’ กำลังเฟื่องฟู ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน
“อย่าว่าแต่ชวนคนมาเรียนเลย การหาหมอนวดมาเป็นพนักงานยังยาก เพราะคำว่าหมอนวดนี้แหละ...ผมใช้แผนเดินทางไปโปรโมทงานนวดไทยยังต่างประเทศ เพราะนอกจากได้เป็นสินค้านอกแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าด้วย แรกๆ ฝรั่งเมื่อได้ยินคำว่านวดไทยก็สับสน ต้องเชิญมาทดลองนวดเอง เพื่อจะได้รับคำอธิบายและชี้แจงแบบสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าทำเอง
2-3 ปีแรกเครียดมาก เพราะลงทุนไปมากพอสมควร ผลลัพธ์ยังไม่ตอบกลับให้เห็นเด่นชัดนัก กระทั่ง 3 ปีผ่านไปโลกเริ่มรู้จักและเข้าใจนวดไทยมากขึ้น จึงมาใช้บริการและมีผู้มาเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเสริมให้การนวดไทยเป็นสินค้าบริการเพื่อส่งออก ได้เริ่มสนับสนุนและส่งเสริมจริงจัง” (สาธิตา โสรัสสะ, นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 15 พฤศจิกายน 2551)
โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2498 ตามดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริ) เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณ ทั้งวิชาเภสัชกรรม, เวชกรรม และการผดุงครรภ์ไทย ต่อมาปี 2505 ได้เปิดสอนวิชาการนวดแผนโบราณ ตามกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงถามกับคณะครูว่า “โรงเรียนมีการสอนนวดด้วย หรือไม่”
จากกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวเป็นผลให้มีการรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการนวดมาจัดทำเป็นหลักสูตร และเริ่มเปิดสอนตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2505 โดย กำธร ตั้งตรงจิตร อดีตนายกสมาคมแพทย์แผนโบราณ ได้จัดทำตำราการนวดฉบับมาตรฐานขึ้น โดยเชิญอาจารย์สอนนวดในวัดโพธิ์เข้าร่วมประชุมสัมมนา จัดวางแนว จัดผัง และลำดับการนวดให้ผ่านจุดแนวเส้นประธานทั้งสิบ เพื่อใช้เป็นท่านวดมาตรฐานสำหรับการเรียนการสอน ซึ่งตำราการนวดนี้ยังคงใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการเรียนการสอนอยู่จนถึงปัจจุบัน
นับถึงปัจจุบัน ‘นวดวัดโพธิ์’ มีอายุได้ 50 ปีเศษแล้ว และได้ขยายสาขาออกไปในชื่อของ โรงเรียนนวดแผนโบราณและโรงเรียนสุขภาพเชตวัน โดยเปิดให้บริการด้านการเรียน การสอน เกี่ยวกับการนวดไทย นวดเท้า นวดบำบัดรักษาโรคมาตั้งแต่ ปี 2536 ต่อมาได้เพิ่มหลักสูตรนวดน้ำมันและนวด น้ำมันหอมระเหย นวดเด็ก นวดผู้หญิง และหลักสูตรเพื่อทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับ 1 และระดับ 2
ในวัย 72 ปี ปรีดาได้วางตัวเป็น ‘ที่ปรึกษา’ และส่งต่อกิจการให้แก่บุตรชายซึ่งเป็นทายาทรุ่นสามของตระกูล ประกอบด้วย เสรัชย์-สาริส-ชาญพจน์ ตั้งตรงจิตร ที่ดูแลงานบริหาร ศูนย์สุขภาพเชตวัน เวชสำอาง/โรงงาน และโรงเรียน/วิชาการ ตามลำดับ
ปี 2549 เปิด ‘ศูนย์สุขภาพเชตวัน-รีทรีท รีสอร์ท’ ที่ศาลายา และในปั๊มน้ำมันบางแห่งเพื่อเปิดตลาดใหม่ สำหรับแผนงานโครงการล่าสุดที่คาดว่าจะดำเนินการในปี 2558 คือศูนย์สุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ
“เราทำนวดมาก็กลุ้มใจ สปาก็เข้ามานวดของเขาสามพันบาท ของเราสองร้อยห้าสิบบาท ยังโดนบ่น เรานั่งศึกษาดูว่าเพราะอะไร เป็นเพราะสถานที่ บุคลากร ดูว่าจะปรับอย่างไร ถามลูกว่าจะเอาอย่างไร พ่อมีเงินเท่าไรลงให้หมด เราลองทำสักที ลูกก็โอเคเอาธุรกิจ เพราะตอนทำนี่ไม่มีตังค์ ค่อยๆ เอาเงินเก่ามาใช้หมด..คนแถวศาลายาบอกสร้างอะไรใหญ่โตขนาดนั้น”
แม้นวดวัดโพธิ์จะมีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ แต่ปรีดาบอกว่าทางโรงเรียนยังต้องปรับตัวตลอดเวลา หากเทียบกับในอดีตที่เน้นความชำนาญเป็นหลัก ปัจจุบันต้องเพิ่มความรู้อื่นๆ เช่น กายวิภาคศาสตร์ จุลชีววิทยา แพทย์แผนไทยโดยตรง เป็นการประยุกต์ใหม่ คนมาเรียนมีความรู้ดีขึ้น เดิมแค่อ่านออกเขียนได้ก็เรียนได้แล้ว
“ประเทศฝรั่งเศสยอมรับวิชานี้เป็นวิชาชีพแล้ว แคนาดาก็โอเค อเมริกาบางรัฐ นวดไทยเป็นศาสตร์ที่ใช้มานาน มีประโยชน์ แล้วคนทั่วโลกเขาจะไม่มีบ้างหรือ ถ้าเราไม่ทำตัวให้ดูดี ก็อยู่แบบนี้ เวลานี้มีมหาวิทยาลัย 11 แห่งเปิดสอน ตัวเราก็พร้อมเป็นวิทยาลัยแล้ว แต่ต้องค่อยๆ ไปเพราะมีน้อยคณะ...
ต่างประเทศเวลามาตรวจสอบเรา เขาสมัครเรียนและลงทะเบียนเรียนด้วย เหมือนเป็นนักเรียนทุกอย่าง จนเรียนจบคอร์สแล้วถึงบอกว่ามาจากหน่วยงานไหน เสร็จแล้วขออนุญาตคอมเมนต์ เสนอความคิดเห็น แต่ส่วนมากเป็นเชิงบวก”
ถามถึงจำนวนนักเรียน ปรีดาบอกว่าไม่ทราบตัวเลขแน่นอน แต่เคยนับสัญชาติชาวต่างชาติที่มาเรียนมี 130 สัญชาติ ระยะหลังอเมริกาใต้มาเรียนเยอะ หลักสูตร 1 เดือน
“เราถือเกณฑ์แคนาดาเป็นหลัก เพราะเกณฑ์สูงกว่ายุโรป อเมริกา ต้องยึดหลักสูงไว้ก่อน ชาวต่างชาติที่มาเรียนเขาบอกต่อกันมา เราใช้วิธีการโบราณของไทย ทำเป็นกรุ๊ปเล็กๆ ครู 1 คน นักเรียน 4 คน”
“คอนเทนต์มีการปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อย เช่น ตอนนี้คนเป็นออฟฟิศซินโดรม สมาร์ทโฟนซินโดรม เราต้องมาจัดใหม่ ออกแบบคอร์ส ปรับว่านวดตรงไหนสำคัญกว่า คล้ายๆ กับการแต่งเพลงๆ หนึ่ง และมีให้บริการเพิ่มในการดูแลคนสูงอายุ ผู้หญิงหลังคลอด”
แนวโน้มธุรกิจด้านนี้?
“ดีครับ เพราะเป็นวิธีการธรรมชาติบำบัด เรามีวิธีการดูแลอาการใหม่ๆ ออกมา ที่กำลังเร่งทำปีหน้าคือการดูแลคนสูงอายุ และผู้ป่วยวาระสุดท้าย เริ่มจากผู้สูงอายุก่อน มันต้องค่อยๆ ทำไป ปีหน้า-อาจได้ความร่วมมือจากโรงพยาบาล ทำคลินิกในโรงพยาบาล”
ส่วนโปรเจกท์ศูนย์สุขภาพเชตวันที่เชียงใหม่ รูปแบบเหมือนกับสาขาแจ้งวัฒนะ
อีกเช่นกัน ทั้งหมดนี้ใช้ “เงินสด”
“เป็นเงินออมน่ะ (พูดเบาๆ) ทำไปเรื่อยๆ มีเล็กทำเล็ก มีน้อยทำน้อย ถ้าคิดขยายงานเร็ว หากมีอุปสรรคปัญหาแก้หมดไหม ทำเล็กๆ ค่อยแก้ปัญหาไป บางทีทุกคนเก่ง แต่ไม่มีประสบการณ์จัดการการเงิน”
แบงก์ไม่มาจีบบ้างเลยหรือ? คำตอบคือ
“มาประจำ (เน้นเสียง) ผมบอกว่า ผมไม่มีเครดิต (หัวเราะเสียงดัง)...ในบรรดาพี่น้องผมจนที่สุด เพราะไม่กระตือรือร้น ผมถือว่าครอบครัวสำคัญที่สุด ลูกเต้าทำงาน ไม่เกเร ก็พอใจแล้ว ถ้ามีเยอะแล้วลูกหลานไม่ทำมาหากิน หรือทะเลาะกัน ผมไม่มีความสุข กรอบเราชัดเจน ธุรกิจ ครอบครัว สังคม มันต้องสมดุล อยู่ที่บางโอกาสว่าให้น้ำหนักอะไรมากกว่า ผมให้สังคมเป็นเบอร์สามตลอด คนสมัยใหม่พอรวยแล้วมีปัญหาเยอะ ถ้าเรามัวแต่แสวงหาสิ่งที่ดีกว่าตลอด เราลืมมองสิ่งที่มีอยู่ พอกลับไปมอง สิ่งที่อยู่กับเราก็หายไปแล้ว...
“ผมอายุ 70 กว่าปี ยังสนุก ตื่นเต้น ต้อง (มีชีวิต) อยู่ต่อนะ ทำไปเรื่อยๆ ในช่วงชีวิตเป็นโอกาสดีที่ได้ทำประโยชน์ให้กับคนอื่น มากน้อยก็สุดแล้วแต่คนอื่นจะคิด”
------------------------------
นอกจากการเป็นที่ปรึกษาให้แก่ลูกๆ ในการทำโรงเรียนนวดวัดโพธิ์และศูนย์สุขภาพเชตวันแล้ว ล่าสุด ปรีดาเพิ่งทำร้านอาหารเล็กๆ ในชื่อ PREEDA R/D อ่านว่า 'ปรีดา อา (ร์) หาร ดี' ในตึกสามชั้นย่านท่าเตียน โดยชั้นบนทำเป็นที่พักสำหรับนักเรียนที่มาเรียนนวด
“มีร้านอาหาร เวลาเพื่อนมาหา ก็ได้เพื่อนกินข้าว ลูกค้ามาก็ได้ตังค์”
เมนูทั้งหมด ผ่านการเทสต์โดยเจ้าตัว ซึ่งเขาบอกว่าไม่จำกัด ขึ้นกับว่าลูกน้องทำอาหารประเภทใดเก่ง มีข้อแม้นิดเดียวว่าต้องเทสต์ก่อน หากผ่านจึงจะบรรจุลงเมนูของร้านได้ อาหารที่นี่ไม่ใส่สารปรุงรส ผักที่ใช้แม้จะไม่ใช่ผักปลอดสาร แต่ก็เน้นความปลอดภัยด้วย “เราอยากสร้างต้นแบบ อาหารทุกอย่างจัดให้พอดีๆ ไม่มากไป อย่างสลัด 1 ที่ ซุป 1 ถ้วยจบด้วยผลไม้สองชิ้น อยากให้คนไทยทานแบบนี้ ไม่มากเกิน โดยมากทานข้าวแล้วลืมนึกถึงผลไม้ ตรงนี้เดิมเป็นร้านเก่า เขาให้เช่าก็เช่า ข้างบนทำที่พัก ตึกสามชั้นเดินขึ้นเดินลงได้ ราคาที่พักประมาณ 300-500 บาท คนพักเป็นนักเรียนที่มาเรียน มีอาหารเช้าให้ง่ายๆ ตอนนี้กำลังปั้นเมนูอาหารเช้าที่ศาลายา ให้ดูดีหน่อย ทำให้มัน สนุก ก็สนุก...
“ผมมีตำราจารึกวัดโพธิ์ ตอนนี้กระทรวงพยายามเร่งให้ออก ผมบอกไว้ออกในงานศพ ตั้งใจทำหนังสือเป็นเล่ม ทำไฟล์เรียบร้อย เหลือแค่จัดหน้า
ลูกไม่ถือที่เตรียมทำหนังสือสำหรับงานศพตนเอง?
“ทุกเช้าตื่นขึ้นมาก็ดีใจแล้ว (หัวเราะ) มีอะไรทำก็รีบๆ ทำซะ..เราเองอยากให้ลูกหลานเรียนรู้ ถ้าเผื่อยังไม่ตายก็โชคดี ถ้าตายก็หมด มีหลานสิบคน อายุตั้งแต่ 4 ขวบถึง 20 ปี แต่ดีใจนะ หลานๆ ไม่เคยทะเลาะกัน รู้จักให้อภัย..ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของเขา เราแค่ดูๆ ไว้ ตรงนี้ที่ผมได้เปรียบคือทำใจได้ บอกแฟนว่ายังไงต้องให้เขา แต่ให้ช้าหน่อย ให้รู้จักคุณค่า อย่างแฟนอยากให้ขายที่ดิน ผมบอกไม่ขาย ในชั่วชีวิตจะไม่ขายทรัพย์สิน ผมเก็บเงินสดไม่เป็น ก็เลยเก็บเป็นที่ดิน”
------------------------------
(คุยนอกกรอบ : 'นวดไทย' ยังไปได้สวย...ในตลาดโลก : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์)



