
ป.ป.ช.จ่อชง'อสส.'ฟ้องอาญา'ปู'คดีข้าว
01 ส.ค. 2557
ป.ป.ช.เตรียมส่งสำนวนชี้มูลอาญา 'ยิ่งลักษณ์' คดีจำนำข้าว ให้อัยการสูงสุด ภายใน 4 ส.ค.นี้ ยัน เดินหน้านโยบายปราบโกง ให้คุ้มค่างบฯปี 58 ที่ได้รับกว่า 1,500 ล้านบาท
1 ส.ค. 57 เมื่อเวลา 10.45 น. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งสำนวนคดีอาญากรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ละเลยเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว จนก่อให้เกิดความเสียหาย ให้อัยการสูงสุด (อสส.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ได้มีมติรับรองสำนวนคดีอาญาโครงการรับจำนำข้าวในส่วนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่คณะทำงานได้มีการปรับแก้ไขถ้อยคำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทุกคน ลงนามรับรองท้ายสำนวน เพื่อส่งไปยัง อสส. ซึ่งคาดว่าอย่างช้าภายในวันจันทร์ที่ 4 ส.ค. 57 นี้ จะสามารถส่งสำนวนไปให้ได้
ยันเดินหน้าปราบโกง ให้คุ้มค่างบฯ 1.5 พันล.
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นประธานการประชุมโครงการสัมมนาจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนการใช้งบประมาณประจำปี พ.ศ. 2558 โดยนายปานเทพ ให้สัมภาษณ์ว่า ทาง ป.ป.ช.ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 58 มาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราได้มา 1,500 กว่าล้านบาท จึงต้องมาประชุมทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติภายใน ป.ป.ช.ทั้งหมดว่า ต้องมีแผนรองรับอย่างไร ซึ่งงบบูรณาการเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ถือเป็นนโยบายของ ป.ป.ช.ที่จะเร่งดำเนินการปราบปรามทุจริต ซึ่ง ป.ป.ช.จะใช้งบประมาณดังกล่าวขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นให้เป็นไปอย่างดี ตามที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานกลางของทั้ง 19 หน่วยงานทั่วประเทศ
ในการปราบปรามทุจริต ป.ป.ช.จะต้องดูเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้น ป.ป.ช.ต้องดูทั้ง 2 ส่วน คือ งบประมาณในภาพรวมทั้งหมด และงบประมาณที่สำนักงาน ซึ่งส่วนหนึ่งจะต้องนำมาใช้ในเรื่องอัตรากำลังของ ป.ป.ช. 800 กว่าอัตรา ที่ได้รับการอนุมัติเพิ่มมาแล้ว โดยมุ่งการทำงานของ ป.ป.ช.เพื่อลดคดีการไต่สวนที่ค้างให้ลดลง ตามเป้าหมายการบริหารคดี รวมถึงงานด้านการป้องกัน ตามนโยบายที่เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้ลดน้อยลง เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยต่อนานาประเทศ ให้มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงขึ้น ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2560 จะต้องได้ค่าดัชนีชี้วัดความโปร่งใสจากระดับ 35 เพิ่มขึ้นเป็น 50 ดังนั้นจึงต้องระดมเจ้าหน้าที่มาทำความเข้าใจเรื่องการจัดทำแผนการใช้งบประมาณปี 58 เพื่อให้ได้ผลอย่างดีที่สุด
"การใช้งบประมาณจะคุ้มค่าหรือไม่ อยู่ที่เราต้องพยายามทำงานให้ดีที่สุด ต้องทำให้งบประมาณที่ได้มาครั้งนี้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยดูตามแผนการใช้งบประมาณเป็นรายไตรมาส โดยจะมีการการตรวจสอบการรั่วไหลของงบประมาณ และตรวจสอบการใช้จ่ายให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด โดยจะมีการติดตามเป็นระยะ และรายงานผลต่อสำนักงบประมาณ และ คสช.ต่อไป"



