
WHOร่วมมือแอฟริกาตะวันตกยับยั้ง'อีโบลา'
01 ส.ค. 2557
องค์การอนามัยโลกร่วมมือแอฟริกาตะวันตกยับยั้ง 'อีโบลา' ขณะที่สหรัฐเตือนพลเมืองเลี่ยงไปชาติที่ไวรัสมรณะระบาด
1 ส.ค.57 องค์การอนามัยโลก (WHO) และผู้นำชาติแอฟริกาตะวันตกเตรียมจัดสรรงบ 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของอีโบลาครั้งร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หลังทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 730 รายแล้ว แต่ยังไม่แนะนำให้ระงับเที่ยวบินไปภูมิภาคนี้
องค์การอนามัยโลกและผู้นำชาติแอฟริกาตะวันตกได้แก่ เซียร์ราลีโอน ไลบีเรีย กินี และไอวอรี โคสต์ จะประชุมร่วมกันที่กรุงโกนากรีในวันนี้ เพื่อหามาตรการยับยั้งการแพร่ระบาดของอีโบลา ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้ว 1,323 คน ซึ่งมีเสียชีวิตแล้ว 729 คนในกินี ไลบีเรียและเซียร์ราลีโอน
มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก แถลงผ่านทางเวบไซต์เมื่อวานว่าการระบาดของอีโบลาที่ขยายวงกว้างทำให้อนามัยโลกและอีก 3 ชาติที่มีการระบาดจะต้องเพิ่มการรับมือขึ้นอีกระดับ และWHO ได้ร้องขอให้ประชาคมโลกร่วมสนับสนุนแผนการต่อสู้กับโรคนี้ และในการประชุมที่กินี คาดว่า WHO และผู้นำชาติแอฟริกาตะวันตกจะประกาศแผนการรับมือการระบาดที่ใช้งบ 100 ล้านดอลลาร์
WHO ระบุว่า มาตรการสำคัญ คือ หยุดการแพร่เชื้อในประเทศที่ระบาดอยู่แล้ว และป้องกันการแพร่เชื้อสู่ชาติเพื่อนบ้านที่เสี่ยง โดยการป้องกัน การตรวจคัดครองและการรายงานเมื่อพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ และการรักษาผู้ติดเชื้อเป็นสิ่งสำคัญในการยับยั้งการระบาด
ส่วนประธานาธิบดีเออร์เนสต์ ไบ โคโรมา ของเซียร์ราลีโอน ที่กำลังกลายเป็นจุดระบาดรุนแรง แทน กินี ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินที่มีผลบังคับใช้เบื้องต้น 60-90 วัน โดยกำหนดพื้นที่กักกันโรค ห้ามการชุมนุมสังสรรค์ ค้นหาผู้ต้องสงสัยติดเชื้อตามบ้าน รวมทั้งห้ามรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่รัฐบาลไปต่างประเทศ และประกาศให้วันที่ 4 ส.ค.เป็นวันหยุดเพื่อให้ทุกคนอยู่กับบ้าน
และแม้นานาชาติกำลังตื่้นตระหนกว่าเชื้ออาจแพร่ออกนอกทวีป แต่โฆษกเลขาธิการสหประชาชาติแถลงเมื่อวานว่า อนามัยโลกยังไม่มีการแนะนำใดๆให้ห้ามเที่ยวบินไปยังประเทศที่มีการระบาด แต่ก็หารืออย่างใกล้ชิดกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ซึ่ง ICAO เผยว่ากำลังพิจารณาว่าจะกำหนดให้ต้องมีการคัดกรองผู้โดยสารหรือไม่
ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐประกาศเตือนให้ชาวอเมริกันทั้งหมดหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่มีกิจจำเป็นไปยัง 3 ชาติที่มีการระบาดหนักของอีโบลาแล้ว หลังจากมีแพทย์และมิชชันนารีชาวอเมริกันรวมสองคนติดเชื้อขณะทำงานช่วยเหลือผู้ติดเชื้อในไลบีเรีย
นอกจากนี้จีนเริ่มมีมาตรการเฝ้าระวังที่เมืองกวางโจวทางภาคใต้เพื่อป้องกันเชื้ออีโบลา โดยที่สนามบินไป่หยุน มีการติดเครื่องวัดอุณหภูมิใกล้ประตูทางเข้าเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิของผู้โดยสาร ซึ่งหากใครมีไข้สูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียสจะต้องได้รับการตรวจเลือดหาเชื้อ นอกจากนี้มีการแนะนำประชาชนให้เตรียมตัวป้องกันก่อนเดินทางไปต่างประเทศด้วย
ก่อนหน้านี้สายการบิน เอ-สกายของรัฐบาลชาติแอฟริกาตะวันตกหลายชาติได้ประกาศระงับเที่ยวบินไปยังเมืองหลวงของไลบีเรียและเซียร์ราลีโอนแล้ว และไนจีเรียสั่งคัดกรองผู้โดยสารด้วยการวัดไข้ที่สนามบินแล้ว
แพทย์-จนท.บรรเทาทุกข์อเมริกันอาการแย่ลง เตรียมส่งกลับไปรักษาที่สหรัฐฯ
องค์กรการกุศล ซามาริแทน'ส เพิร์ส ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในรัฐนอร์ธ แคโรไลน่า ของสหรัฐ แถลงว่า ดร.เคนท์ แบรนท์ลีย์ แพทย์ชาวอเมริกัน ที่ติดเชื้อไวรัสมรณะอีโบล่าในไลบีเรีย ขณะเข้าไปช่วยรับมือกับการระบาดอย่างเหนือความคาดหมายของโรค มีอาการค่อย ๆ แย่ลง
ซามาริแทน'ส เพิร์ส ระบุว่า ดร.แบรนท์ลีย์และแนนซี ไรท์โบล มิชชันนารีชาวอเมริกัน ที่ติดเชื้อไวรัสอีโบลาเช่นกัน ต่างอาการทรงตัวแต่อยู่ในขั้นร้ายแรง และได้เตรียมอพยพบุคลากรที่ไม่มีภารกิจที่จำเป็นออกจากไลบีเรีย ภายในสุดสัปดาห์นี้ เนื่องจากสถานการณ์เลวร้ายลง แต่คนที่จะได้รับการอพยพไม่มีคนที่เจ็บป่วยแต่อย่างใด เมื่อวันพุธ หน่วยสันติภาพอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มอาสาสมัคร ได้ถอนอาสาสมัคร 340 คน ออกจากไลบีเรีย, เซียร่า เลโอนและกินี
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า การแพร่ระบาดของอีโบล่า ทำให้มีผู้ติดเชื้อ 1,323 คน และในจำนวนนี้ เสียชีวิตไปแล้ว 729 คน นับตั้งแต่เริ่มระบาดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการระบาดที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
ซามาริแทน'ส เพิร์ส ระบุด้วยว่า เซรุ่มทดลอง ได้ไปถึงไลบีเรียแล้วเมื่อวานนี้ แต่มีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยเพียงคนเดียว และดร.แบรนท์ลีย์ ได้ขอให้นำไปช่วยไรท์โบลก่อน ส่วนตัวเขาได้รับการถ่ายเลือดที่ได้รับบริจาคโดยเด็กชายวัย 14 ปี ที่รอดชีวิตจากอีโบล่า ซึ่งเด็กและครอบครัวต้องการช่วยเหลือ ดร.แบรนท์ลีย์ที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ด้วยความหวังว่าอาจจะช่วยชีวิตเขาได้ ขณะที่แพทย์ ก็ไม่สามารถบอกได้เช่นกันว่า เหตุใดผู้ติดเชื้อบางคนถึงรอดและบางคนไม่รอด ซามาริแทน'ส เพิร์ส บอกด้วยว่า ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเซรุ่ม โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า เหตุใดจึงมีเพียงหลอดเดียวเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวของ CNN รายงานว่า เห็นเครื่องบินเช่าเหมาลำ เดินทางออกจากคาร์เตอร์วิลล์ เมื่อเย็นวานนี้ ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อนำดร.แบรนท์ลีย์และไรท์โบล ออกจากกรุงมอนโรเวีย ของไลบีเรีย กลับไปเข้ารับการรักษาที่สหรัฐ แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ทั้งสองคนจะไปถึงสหรัฐเมื่อใด หรือ เครื่องบินจะไปลงจอดที่ไหน แต่มีรายงานว่า คนใดคนหนึ่ง จะถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอมอรี่ ในนครแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย ที่อยู่ใกล้กับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค หรือ CDC ด้านโรงพยาบาลเอมอรี่ แถลงว่า ยังไม่ทราบเช่นกันว่า ผู้ป่วยจะเดินทางไปถึงเมื่อใด แต่ทางโรงพยาบาล ได้สร้างแผนกพิเศษเพื่อเอาไว้รองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคร้ายแรงต่าง ๆ เอาไว้ ภายใต้ความร่วมมือของ CDC โดยแผนกพิเศษนี้ ได้แยกออกจากแผนกผู้ป่วยอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง และยังได้ชื่อว่าโรงพยาบาล 1 ใน 4 แห่งของประเทศ ที่มีแผนกผู้ป่วยติดเชื้อร้ายแรงแบบนี้
ผู้เชี่ยวชาญอีโบล่าของ CDC ย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องวิตกว่า ไวรัสมรณะชนิดนี้ จะระบาดไปวังทวีปอื่น โดยเฉพาะในสหรัฐ ขณะที่เป็นที่ทราบกันดีว่า ยังไม่มีวิธีการรักษาหรือวัคซีนสำหรับอีโบล่า และอาจต้าองใช้เวลา 3 - 6 เดือน ในการยับยั้งการระบาดในแอฟริกาตะวันตก พร้อมกับเตือนว่าไม่ควรเดินทางเข้าไปยังพื้นที่การระบาดโดยไม่จำเป็น
มีรายงานว่า การแพร่ระบาดเริ่มชะลอตัวลงแล้วในกินี แต่กลับเพิ่มขึ้นในเซียร่า เลโอน และไลบีเรีย ทำให้กลุ่มบรรเทาทุกข์บางกลุ่มต้องถอนตัวออกไปเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะซามาริทัน'ส เพิร์ส และกลุ่มมิชชันนารี เซิร์ฟวิ่ง อิน มิชชั่น หรือ SIM ได้แจ้งให้บุคคลากรที่ไม่มีภารกิจจำเป็นออกจากไลบีเรียแล้ว
มีรายงานด้วยว่า ประธานาธิบดีเออร์เนสต์ โคโรม่า ของเซียร่า เลโอน และประธานาธิบดีเอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ ไลบีเรีย ได้ยกเลิกแผนการเดินทางไปสหรัฐ เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการรับมือกับการระบาดของอีโบล่าอย่างเต็มที่ โดยผู้นำเซียร่า เลโอน ยังได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน และแผนการทำลายอุปสรรค ที่เจ้าหน้าที่การแพทย์นานาชาติ ระบุว่า ขัดขวางการต่อสู้กับไวรัสมรณะ ที่รวมถึงการที่ชาวบ้านไม่เข้าใจและโทษว่า เจ้าหน้าที่นานาชาติเป็นคนนำโรคร้ายไปให้พวกเขา และพากันปิดเมืองไม่ให้แพทย์เข้าถึงผู้ป่วย ซึ่งประธานาธิบดีโคโรม่า บอกว่า จะส่งกำลังตำรวจและทหารไปช่วยเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ให้ทำงานสะดวกขึ้น
-------------------------------------------
(ภาพ : AFP)



