
เปิดศึก...ใครโดนยึด'ลอตเตอรี่42ล้านฉบับ'
เปิดศึก...ใครโดนยึด'ลอตเตอรี่42ล้านฉบับ' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
เช้าตรู่วันที่ 25 กรกฎาคม ผู้ค้าลอตเตอรี่หลายร้อยคนนัดรวมตัวประท้วงหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนบริเวณสนามบินน้ำถูกปิดกั้นไม่ให้รถเข้าออก ถือเป็นม็อบแรกที่กล้าท้าทายคำสั่งห้ามชุมนุมของ "คสช." ทำให้ตัวแทนทหารรีบเข้าไปเจรจาอย่างรวดเร็ว ไม่กี่ชั่วโมงผู้ชุมนุมก็ยอมสลายตัว...
ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ค้าลอตเตอรี่นั้น มี 2 ประเด็นใหญ่ คือ 1.ต้องการให้ลดราคาสลากกินแบ่งที่ "ยี่ปั๊ว" ขายคู่ละ 83 บาทลงไปอีก เพราะตอนนี้ผู้ค้ารายย่อยถูกกำหนดให้ขายได้ไม่เกิน 90 บาท ขณะที่ยี่ปั๊วรับมาในต้นทุนประมาณ 74 บาทเท่านั้น หลังเจรจาฝ่าย 3 ฝ่ายระหว่างยี่ปั๊ว ผู้ขายรายย่อย และทหาร สรุปเบื้องต้นว่าผู้ค้ารายย่อยสามารถขายลอตเตอรี่ได้ในราคาสูงกว่า 80 บาท แต่ต้องเป็นราคาที่เหมาะสมไม่ค้ากำไรเกินควร
ส่วนประเด็นที่ 2 หลังจาก คสช.สั่งยกเลิกโควตา 42 ล้านฉบับที่ทยอยหมดสัญญาไปตั้งแต่เดือนมิถุนายนนั้น อยากให้มีการจัดสรรโควตาใหม่ให้ชัดเจน ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ เพราะไม่เช่นนั้นผู้ที่ได้โควตาเดิมกว่า 3 หมื่นคนจะไม่รู้ชะตากรรมชีวิตในอนาคต
ประเด็นที่ 2 นั้น เป็นเหมือนภูเขาบนยอดน้ำแข็ง เพราะกระบวนการขายลอตเตอรี่นั้น ต้องใช้เงินสดไปซื้อล่วงหน้า และต้องมีธนาคารหรือหลักทรัพย์ไปการันตีว่ามีเงินจ่ายแน่นอน หลังจากประมูลได้โควตาสลากไปแล้ว ที่ผ่านมาเป็นระบบจ่ายก่อน 1 งวด เช่นกรณี งวด 16 สิงหาคม ต้องจ่ายตั้งแต่ 29 กรกฎาคม ดังนั้น งวดที่กำลังมีปัญหาหลังจากยึดคืน 42 ล้านฉบับ คือ สลากงวด "1 กันยายน 2557" เพราะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ ต้องเตรียมทำใบนำฝากเงิน หรือ "ใบเปย์อิน" ไว้ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเขียนชื่อผู้จ่ายในใบเปย์อินว่าเป็นใคร ทุกอย่างจึงสับสนวุ่นวาย...
"ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าผู้บริหารจะกำหนดมาตรฐานผู้มาขอยื่นประมูลสลาก 42 ล้านฉบับรอบใหม่อย่างไร เพราะที่ผ่านมาผู้ที่เคยได้โควตาทั้งคนพิการ มูลนิธิหรือรายย่อย จะเป็นการต่ออายุสืบเนื่องมาเรื่อยๆ บางคนตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่เป็น 20-30 ปี เวลาใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว คงกลุ้มใจกัน ไม่รู้จะเอายังไง" เจ้าหน้าที่สำนักงานสลากฯ รายหนึ่งแสดงความเห็น
ปัจจุบัน มีการพิมพ์สลากในแต่ละงวดจำนวน 74 ล้านฉบับ แบ่งเป็น "สลากกินแบ่งรัฐบาล 50 ล้านฉบับ" "สลากบำรุงการกุศล 22 ล้านฉบับ" และตั้งแต่งวด 1 สิงหาคม 2557 มีการพิมพ์เพิ่ม "สลากผู้พิการ 2 ล้านฉบับ" เพื่อจัดสรรให้แก่คนพิการที่แจ้งความประสงค์ไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ที่ผ่านมา สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมด 50 ล้านฉบับ ถูกแบ่งเป็น 5 ส่วน คือ 1.สมาคมคนพิการ 15.3 ล้านฉบับ (32%) 2.ผู้ค้ารายย่อย 14.4 ล้านฉบับ (28%) และ 3.นิติบุคคล 1.2 ล้านฉบับ (2%) สำหรับส่วนที่ 4 กับ 5 นั้น เป็นส่วนแบ่งสรรให้ภูมิภาคต่างๆ โดยผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด 16 ล้านฉบับ (31%) และสุดท้ายคือคลังจังหวัด 3 ล้านฉบับ (6%)
ทั้งนี้ โควตาสลากที่ถูกยึดคืน 42 ล้านฉบับนั้น เป็นสัดส่วนจาก 50 ล้านฉบับข้างต้นนั่นเอง โดยยึดคืนจาก ภูมิภาคทั้งหมด 19 ล้านฉบับ จากผู้ค้ารายย่อย 14.4 ล้านฉบับ และจากสมาคมคนพิการ 8.6 ล้านฉบับ แสดงว่าผู้โดนยึดโควตาคืนนั้น มีทั้ง ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป และคนพิการ
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริหารกองสลากประกาศออกมาแล้วว่า จะยึดคืนทั้งหมด 72 ล้านฉบับภายในปี 2558
"สมชัย สัจจพงษ์" อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หากเปิดจัดสรรโควตาใหม่ อยากเน้นให้ผู้ขายรายใหม่ ส่วนรายเดิมต้องเป็นรายย่อยที่ต้องการลอตเตอรี่ไปขายจริงๆ เท่านั้น ช่วงนี้จะต่ออายุชั่วคราวครั้งละ 3-6 งวด เพื่อรอโควตาส่วนที่เหลืออีก 30 ล้านฉบับของนิติบุคคลและสมาคมกับองค์การต่างๆ ที่จะทยอยหมดสัญญาในช่วงปลายปี 2557-2558 เมื่อได้คืนครบ 72 ล้านฉบับแล้ว จะมีการปฏิรูปจัดสรรโควตาใหม่ให้ยั่งยืนตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
หากพิจารณาสัดส่วนผู้ที่ได้โควตาในปัจจุบันนั้น สัดส่วนที่มีผู้สงสัยมากที่สุดคือส่วนของ "นิติบุคคลทั่วไป" จำนวน 2,518 ราย ที่ได้รับโควตา 16.2 ล้านฉบับ ในจำนวนสลากบำรุงการกุศลทั้งหมด 22 ล้านฉบับ ขณะที่มูลนิธิหรือองค์การกุศล 1,030 ราย ได้รับเพียง 5.8 ล้านฉบับ
"ธนากร คมกฤส" ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลาก แนะนำว่า หากมีการยึดโควตาคืนหมด ถือเป็นเรื่องดีเพราะจะได้จัดสรรใหม่ และต้องเน้นมาตรการไม่ให้มีผู้ขายส่งรายใหญ่ หรือยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เข้ามาหากินกับผู้ขายรายย่อย นอกจากนี้ยังเสนอให้ผู้มีสิทธิได้โควตาไม่ใช่ผู้พิการอย่างเดียว ควรให้คนด้อยโอกาสในสังคมกลุ่มอื่นๆ ด้วย เช่น คนชราอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่ไม่มีช่องทางทำมาหากินได้เหมือนคนปกติทั่วไป
หลายฝ่ายกำลังเฝ้าจับตาดู ลอตเตอรี่งวด "1 กันยายน 2557" เพราะอยากรู้ว่า "ใคร" จะได้โควตาที่ยึดมา 42 ล้านฉบับบ้าง ?
....................
(หมายเหตุ : เปิดศึก...ใครโดนยึด'ลอตเตอรี่42ล้านฉบับ" : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



