ข่าว

โควตาเหล่าทัพพรึ่บ'สนช.'มุ่งเน้น'เอกภาพ'

โควตาเหล่าทัพพรึ่บ'สนช.'มุ่งเน้น'เอกภาพ'

01 ส.ค. 2557

โควตาเหล่าทัพพรึ่บ'สนช.' มุ่งเน้น'เอกภาพ'ในสภา : ทีมข่าวความมั่นคง

               ทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2557 ก็เท่ากับว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ก้าวเข้าสู่การดำเนินการตามโรดแม็พ ระยะที่ 2 อย่างเป็นทางการ เหลือเพียงการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รวมทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็จะครบองค์ประกอบในการทำงานบริหาร นิติบัญญัติ และการปฏิรูปประเทศทั้งระบบ

               สำหรับความคืบหน้าในการสรรหา สนช. ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวพ.ศ.2557 ระบุไว้ว่า มีจำนวนไม่เกิน 220 คน หลังจากนั้น สนช.ก็มีหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนที่จะเดินหน้าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 250 คน ซึ่งจะถือเป็นการเดินหน้าโรดแม็พในระยะที่ 3 คือ การ "ปฏิรูปประเทศ" ควบคู่ไปกับการ "ยกร่างรัฐธรรมนูญ" ต่อไป

               โดยขณะนี้การคัดเลือก สนช. อยู่ระหว่างการพิจารณาในรอบสุดท้ายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเป็นการตรวจสอบประวัติตามรายชื่อที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) รับผิดชอบดูแลกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย ที่เป็นคนรวบรวมรายชื่อจากสาขาต่างๆ

               ทั้งนี้ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาในรอบสุดท้ายเรียบร้อยแล้วจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ในระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม-3 สิงหาคม นี้ เพื่อให้ สนช.ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ทันการเปิดการประชุมนัดแรกกลางเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนที่จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อเข้ามาบริหารประเทศควบคู่ไปกับการทำงานของคสช.

               ด้านคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง สนช.นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กำหนดไว้ว่า ต้องสามารถปฏิบัติงานได้ทั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และสมาชิกรัฐสภา โดยมีหน้าที่สำคัญ คือ การพิจารณาผ่านกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายพิเศษจากสาขาอาชีพต่างๆ อาทิ ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ กลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มภาคธุรกิจ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา

               ส่วนรายชื่อที่คาดว่าจะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็น สนช. มีการแบ่งโควตาคร่าวๆ ตามสัดส่วนของแต่ละเหล่าทัพ ดังนี้ กองทัพบก 60 คน กองบัญชาการกองทัพไทย 20-30 คน กองทัพเรือ 20 คน กองทัพอากาศ 20 คน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 5-10 คน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 5-10 คน ส่วนโควตาที่เหลือจะมาจากนักวิชาการ เอ็นจีโอ นักธุรกิจ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา

               โดยโควตากองทัพจะมาจากสมาชิกสภากลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นายทหารระดับคุมกำลังและผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงแต่ละเหล่าทัพ อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และรองปลัดกระทรวงกลาโหมอีก 3 คน, กองบัญชาการกองทัพไทย อาทิ รอง ผบ.ทหารสูงสุด เสนาธิการทหาร ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.)

               ขณะที่โควตากองทัพบกจะมีมากกว่าเหล่าทัพอื่น เนื่องจากเป็นหน่วยหลักในการเข้ามาควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม จึงต้องเสนอชื่อนายทหารที่เข้ามาปฏิบัติงานร่วมกับ คสช.มาพิจารณา อาทิ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ. พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก และรองเสนาธิการทหารบก, ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายต่างๆ ที่ปรึกษาพิเศษ ทบ.

               รวมถึงนายทหารระดับแม่ทัพภาคทั้ง 4 กองทัพภาค และรองแม่ทัพภาค นอกจากนี้ ยังมีนายทหารระดับคุมกำลังตั้งแต่ระดับผู้บัญชาการกองพลทั้ง 20 กองพล, ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.),ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (นปอ.), ผบ.ศูนย์บัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (ศปภอ.ทบ.) ผบ.มณฑลทหารบก (มทบ.) ในแต่ละกองทัพภาคอีก 13 หน่วย

               กองทัพเรือ อาทิ รอง ผบ.ทร. ผู้ช่วย ผบ.ทร. เสนาธิการทหารเรือ และที่ปรึกษา ผบ.ทร. ผู้บัญชาการกองเรือภาคต่างๆ กองทัพอากาศ อาทิ รอง ผบ.ทอ. ผู้ช่วย ผบ.ทอ. เสนาธิการทหารอากาศ และทีมปรึกษา ผบ.ทอ. ตลอดจนนายทหารระดับสูงที่กองทัพอากาศเสนอไป จำนวน 20 คน

               สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีนายตำรวจระดับสูงราวๆ 10 นาย อาทิ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาการ ผบ.ตร. พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผช.ผบ.ตร. พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

               ในส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. คาดการณ์ว่าจะดำรงตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากทีมรองหัวหน้า คสช. และหน้าฝ่ายต่างๆ คือ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ในฐานะรองหัวหน้า คสช.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก รวมทั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผบ.ตร. ที่คาดว่าจะได้เข้าร่วมใน ครม.ด้วย

               เมื่อมีการจัดตั้ง สนช.เรียบร้อยแล้วจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในเดือนกันยายน 2557 หลังจากนั้นจะมีการเลือกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยใช้กระบวนการสรรหาเพื่อให้ได้ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีประสบการณ์จากทุกภาคส่วน และจากทุกจังหวัดมาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

               สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในต้นเดือนตุลาคม 2557 พร้อมเดินหน้าปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน เช่น ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พลังงาน กระบวนการยุติธรรม ซึ่งสปช.จะจัดทำข้อเสนอแนะต่อ "คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ" ซึ่งจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้แล้วเสร็จ โดยใช้เวลาประมาณ 10 เดือนนับจากการเข้าปฏิบัติงาน

               ทั้งนี้ หากพิจารณาจากโครงสร้าง สนช. 2557 จะพบว่า มีโควตาของกองทัพในสัดส่วนที่สูงมาก และใกล้เคียงกับโครงสร้าง สนช.เมื่อปี 2502 ที่มีโควตาจากกองทัพบก 104 คน กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวม 28 คน รวมทั้งสิ้น 132 คน จากจำนวน สนช.ทั้งหมด 240 คน

               ขณะที่โครงสร้าง สนช.ปี 2549 ภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มีโควตานายทหารประจำการ 41 คน แบ่งเป็น กองทัพบก 23 คน กองทัพเรือ 9 คน และกองทัพอากาศ 9 คน โดยมีนายทหารนอกประจำการ (เกษียณอายุราชการ) 24 คน รวมทั้งสิ้น 65 คน จากจำนวน สนช.ทั้งหมด 242 คน

               เมื่อเทียบกับโครงสร้างของ (ว่าที่) สนช.ปี 2557 ที่คาดว่าจะมีโควตาจากกองทัพประมาณ 140 นาย จากจำนวน สนช.ทั้งสิ้นที่คาดว่าจะมียอดรวม 200-220 คน

               สัดส่วน สนช.ในโควตา "กองทัพ" จึงถือว่าสูงอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ คสช.ที่ต้องการให้การทำงานของ สนช.มี "เอกภาพ" ในการผ่านกฎหมายสำคัญเร่งด่วนต่างๆ ทั้งกฎหมายความมั่นคง, กฎหมายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาปากท้อง, กฎหมายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ฯลฯ ที่ต้องเร่งผ่านให้เร็ว และให้มากที่สุดภายใต้ระยะเวลาอันจำกัด

               คสช.มองเห็น "บทเรียน" จากการทำหน้าที่ของ สนช.เมื่อปี 2550 และไม่ต้องการให้ "เสียของ" ซ้ำรอยอีก จึงต้องเซตโครงสร้าง สนช. ที่มีแนวคิดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งคงไม่มีใครที่จะเข้าใจมิติความคิด และสไตล์การบริหารของคนในกองทัพได้เท่ากับคนในกองทัพด้วยกันเอง


....................


(หมายเหตุ : โควตาเหล่าทัพพรึ่บ'สนช.' มุ่งเน้น'เอกภาพ'ในสภา : ทีมข่าวความมั่นคง)