ข่าว

ยกฟ้อง!'มูจาฮีดีน'สะสมอาวุธ-แยกดินแดน

ยกฟ้อง!'มูจาฮีดีน'สะสมอาวุธ-แยกดินแดน

31 ก.ค. 2557

ยกฟ้อง 'ชาวยะลา' ไม่ผิดคดีสะสมอาวุธ ร่วมมูจาฮีดีน ก่อเหตุวุ่นวายปี 45 แบ่งแยกดินแดน ศาลชี้ไม่มีประจักษ์พยาน น้ำหนักน้อย ยกประโยชน์ความสงสัยให้จำเลย

 
                          31 ก.ค. 57  เมื่อเวลา 09.30 น.  ที่ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.4208/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายมาหามะสกรี มาหะมะอูเซ็ง หรือ นายอาหามะ มะอูเซ็ง อายุ 31 ปี ชาวจังหวัดยะลา เป็นจำเลย ในความผิดฐานสะสมกำลังพล หรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ , ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อกระทำการอันเป็นอั้งยี่ , ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กระทำผิดฐานซ่องโจร , ผู้ใดร่วมประชุมกันของอั้งยี่ หรือซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 114 , 209 , 210 , 211 และมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หรือสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7 , 8 , 55 , 72 และ 78 
 
                          ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 55 บรรยายพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อเดือน มิ.ย. - ส.ค. 45 จำเลยเป็นสมาชิก มูจาฮีดีน อิสลามปัตตานี เพื่อแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากการข่มขู่ กรรโชกทรัพย์ และมีอาวุธปืนเล็กกล HK 33 ขนาด .223 (5.56 คูณ 45 มม.) หลายกระบอก และอาวุธปืนเล็กกล อาก้า AK 47 ขนาด 7.62 มม. RUSSSIAN (7.62 คูณ 39 มม.) และกระสุนปืนจำนวนมาก ติดตัวไปในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ ต.บุดี อ.เมือง และ ต.โกตาบารู อ.รามัน จ.ยะลา และ ตำบล-อำเภอใด ไม่ปรากฏชัด ในเขตจังหวัด จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เกี่ยวพันกัน ซึ่งจำเลยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตาม จับกุมตัวได้ เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 55 โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และถูกคุมขังโดยไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี
 
                          ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ - จำเลย นำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่าโจทก์ มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนหาข่าว และพนักงานสอบสวน 4 นาย เบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อเดือน ก.พ. 49 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทราบว่า นายมาหามะสกรี จำเลยเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จ.นราธิวาส โดยมีการร่วมประชุมเพื่อวางแผนก่อเหตุถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกวางแผนยิงรถบดถนนเมื่อเดือน มิ.ย. 45 ที่ จ.ยะลา ครั้งที่สองร่วมวางแผนกับนายอาหามะ แมเร๊าะ หัวหน้ากลุ่มมูจาฮีดีน เมื่อเดือน ก.ค. 45 เพื่อยิงรถบรรทุกไม้ยางพารา หลังจากนั้นอีก 10 วัน วางแผนยิงรถบรรทุกหิน เพื่อเรียกค่าคุ้มครอง ขณะที่ระหว่างเกิดเหตุเมื่อไปตามหาจำเลย และนายซูเบร์ มาหามะอูเซ็ง พี่ชายต่างมารดา ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มของจำเลย และสอนจำเลยประกอบระเบิด ที่บ้านพัก แต่ไม่พบ 
 
                          นอกจากนี้ พยานโจทก์ยังอ้างบันทึกคำให้การของนายมะหะรง เต๊ะมาลอ พ่อเลี้ยงของจำเลย ระบุว่า ได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการวางแผนก่อเหตุที่ได้ประชุมกันที่บ้าน แต่เมื่อพิจารณาจากบันทึกคำให้การดังกล่าว เห็นว่านายมะหะรง พยานได้ให้การหลังที่มีการอ้างว่าจำเลยได้ก่อเหตุแล้วถึง 2 ปี ขณะที่ในบันทึกคำให้การ มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ-สกุลของผู้ที่เข้าร่วมประชุมหลายคน ร่วมทั้งรายละเอียดสถานที่วางแผน และก่อเหตุ ที่มีรายละเอียดมาก ซึ่งยังสงสัยว่าพยานจะจำได้ทั้งหมดหรือไม่ อีกทั้งในชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณา ก็ต้องมีล่ามแปลภาษาสอบถามพยานในการเบิกความ จึงน่าเชื่อว่า พยานอาจจะไม่รู้ภาษาไทย หรือเข้าใจเพียงแค่บางส่วน โดยพยานได้ตอบคำถามการซักค้านของจำเลยด้วยว่า ได้ลงชื่อในเอกสารบันทึกคำให้การของจำเลยจริง แต่ไม่มีใครแปลให้ฟัง ขณะที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า ก่อนเกิดเหตุ พยานขโมยรถจักรยานยนต์ไปใช้ในช่วงที่จำเลยต้องเดินทางไปศึกษา และตัวพยานยังเคยแจ้งความให้มาตรวจสิ่งผิดกฎหมายที่บ้าน แต่ตรวจแล้วไม่พบ 
 
                          เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ คงมีเพียงบันทึกคำให้การ ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าของนายมะหะรง และพยานอื่นที่เป็นพยานบอกเล่าเช่นกัน จึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟังมาลงโทษจำเลยได้ พยานโจทก์ยังมีเหตุความสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์
 
                          ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว ครอบครัวของจำเลย ซึ่งมีพี่สาวเดินทางมาเพียงคนเดียว ได้หลั่งน้ำตาแสดงความดีใจ พร้อมกับเข้าสวมกอดนายมะหะมาสกรี โดยพี่สาวนายมะหะมาสกรี ระบุว่า ยังไม่ได้เตรียมหลักทรัพย์มาเพื่อขอปล่อยชั่วคราว ขณะที่ทนายความติดว่าความคดีอื่นที่ จ.นครปฐม