ข่าว

'ระเบิดไม่กลัว...กลัวอด'กลิ่นทุเรียนกู้เบตง

'ระเบิดไม่กลัว...กลัวอด'กลิ่นทุเรียนกู้เบตง

31 ก.ค. 2557

'ระเบิดไม่กลัว...กลัวอด' กลิ่นทุเรียนกู้เบตง : สุพิชฌาย์ รัตนะ ภาพ- จรูญ ทองนวล

              ตะวันโพล้เพล้ใกล้ลาลับขอบฟ้าเข้ามาทุกขณะ...

               ค่ำคืนนี้...ที่เบตง ยังมีแง่มุมอันซ่อนเร้นชวนศึกษาวิถีและมิติอย่างอเนกอนันต์

               ผู้คนหลายชีวิต หลากที่มา ต่างเดินลัดเลาะถนน ขวักไขว่ไม่ไยไพต่ออันตราย หรือคนรอบข้างใดๆ

               บรรยากาศท่ามกลางเจ้าหน้าที่ชาย-หญิง ซึ่งแต่งกายด้วยเครื่องแบบเต็มยศ มีอาวุธประจำกายครบมือดูน่าเกรงขาม ต่างเข้าประจำตามจุด "เฝ้าระวัง" สำคัญทั่วเมือง

               โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุร้าย “คาร์บอมบ์” ครั้งแรกในรอบทศวรรษนี้ อันมีผลให้ทุกคนตกอยู่ในภวังค์แห่งความสูญเสีย

               "ภาพมวลชนอันคลาคล่ำ เดินขวักไขว่เต็มเมือง คือกรุ๊ปทัวร์นักท่องเที่ยวมาเลเซีย และสิงคโปร์ ต่างเข้ามา "ชิม ชม ช็อป" และร่วมชิมทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านของเบตง"

               นี่คือคำชี้แจงจากกูรูลูกหม้อแห่งเมืองเบตง “สกุล เล็งลัคน์กุล” ในฐานะรองประธานหอการค้าจังหวัดยะลา

               “สกุล” บอกว่า  ในความโชคร้ายวันที่เบตงเผชิญกับเหตุการณ์ระเบิดคาร์บอมบ์ลูกใหญ่ โดยไม่ทันตั้งตัวในรอบ 10 ปีไม่นับรวมเหตุระเบิดธนาคารเมื่อปี 2549 ซึ่งครั้งนั้นนับว่าสะเทือนหนักแล้ว แต่เทียบไม่ได้กับครั้งนี้ที่ร่องรอยความเสียหายทิ้งไว้เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองเบตงอีกครั้ง โดยเฉพาะห้วงที่แผลสดย่อมต้องเจ็บปวดเสมอ

               “เบตง” ครั้งนี้ก็เฉกเช่นกัน...ความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น ต่างต้องรีบตั้งสติเพื่อแก้ไขปัญหาหาทางออก ด้วยข้อจำกัดเมืองเล็กขี้หนูแห่งนี้ เข้าทำนอง "ยิ่งล่าช้ายิ่งแย่ลง" 

               บนวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ !!

               สังเกตได้ว่า สิ่งที่พลิกความแตกต่างได้อย่างทันท่วงที เหนือความคาดหมายของวิกฤติครั้งนี้ ต้องยกให้ฮีโร่พันธุ์ไทยอย่าง “ทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน” มรดกตกทอดทางธรรมชาติที่เข้ามากอบกู้สีสันเมืองเบตง แซงเบียดขึ้นนำมังคุดราชินีแห่งผลไม้ไทยชนิดไม่เห็นฝุ่น แม้กระทั่ง "หมอนทอง" และ "ก้านยาว" ทุเรียนพันธุ์ลือเลื่องก็ถูกทิ้งให้อยู่ในตะกร้าท้ายรถขนส่งออกนอกพื้นที่เมืองเบตง

               ประธานหอการค้าจังหวัดยะลา บอกว่า ปกติช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม คือสองเดือนแห่งเทศกาลผลไม้อร่อย โดยเฉพาะทุเรียนจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียและสิงคโปร์เข้ามาเที่ยวชิม กินทุเรียนจนโรงแรม 27 แห่ง ห้องพักประมาณ 3,000 ห้อง เต็มจนล้นทะลักไปตามห้องเช่าขนาดเล็ก

               ใช่แล้ว...อานิสงส์จากทุเรียนนี่เอง คือ ผู้กอบกู้วิกฤติ หลังเสียงระเบิดกึกก้องเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

               กลุ่มนักท่องเที่ยวมีอัตราส่วนที่หายไปเพียง 10% ทว่าในกลุ่มที่จ่ายเงินแล้วเกิดอาการถอดใจไม่กล้าเข้ามาเที่ยวดังเดิมแต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ส่วนกลุ่มที่จองล่วงหน้าในช่วง 1-2 สัปดาห์อาจยกเลิกประมาณ 30% คือจุดที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ช่วงนี้ผู้ประกอบการ ชาวบ้านเบตงทุกคนจึงต้อง "งัดโปรแรงๆ" จัดเต็มดึงความมั่นใจนักท่องเที่ยวกลับมาให้ได้โดยเร็ว

               มองในมุมบวก จึงไม่แปลกใจที่คืนค่ำหลัง "ฝันร้าย" จากคาร์บอมบ์ไม่ถึง 24 ชั่วโมง พื้นที่เมืองเบตงกลับคึกคักด้วยทัพนักท่องเที่ยวเดินกันปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

               ที่สำคัญต่างอิ่มสุขกับการตระเวนกินและชิม “ทุเรียน” ในสัดส่วนที่ลงตัวไม่เบียดยัดทะนานมากนัก

               “วินาทีนี้ทุเรียนคือ ความอร่อยที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่ให้ละทิ้งเมืองเบตง เพราะปกติช่วงนี้ ถือเป็นช่วงที่บูมที่สุดของการท่องเที่ยว สังเกตได้จากขบวนรถบัสเต็มเมือง โรงแรมเต็ม 100% ทั้งที่ขึ้นราคา นักท่องเที่ยวก็ยังล้นทะลักทุกหัวระแหง เพราะผลจากทริปพิเศษที่เช่าเหมารถบัสมากินทุเรียน” สกุลยืนยัน

               "อานนท์ ฟ้าอรุณ" พ่อค้าทุเรียนชาวเบตง ส่งยิ้มพลางบอกว่า ไม่คิดว่าเบตงจะมีคาร์บอมบ์เกิดขึ้น เพราะเป็นเมืองเล็กๆ เข้า-ออกเส้นทางเดียวเท่านั้น แต่ลึกสุดใจแล้วยอมรับว่า แอบหวั่นอยู่บ้างว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจต้องเจอ เพราะเบตงยังคงเป็นหนึ่งเดียวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเสี่ยงที่จะต้องเผชิญเหตุฉุกเฉินอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยๆ เมื่อต้องเจอวิกฤติเราก็ฟื้นตัวได้เร็ว เพราะมีของดีอยู่ในเมืองเรา

               “ช่วงฤดูทุเรียนพื้นบ้านให้ผลผลิต คือช่วงนาทีทองของคนเบตง ที่ต้องเตรียมพร้อมรับคาราวานนักท่องเที่ยวมาเลย์และสิงคโปร์ที่จะทะลักเข้ามากินทุเรียนทั้งกลางวันกลางคืน โดยเฉพาะทุเรียนพื้นบ้านที่กำลังส่งกลิ่นหอมคือ สินค้าขายดีที่มาเลย์ชอบ ไม่ใช่เฉพาะราคาที่ถูกกิโลกรัมละ 20 บาท แต่เป็นรสชาติที่โดดเด่น”

               ส่วนทุเรียนพันธุ์ดีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชะนี ก้านยาว หมอนทองและพวงมณี ซึ่งราคาไม่ได้แพงแถมรสชาติกลมกล่อมกลับไม่ใช่เป้าหมายของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์

               "ผมวัดจากประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะพ่อค้าทุเรียน ยอมรับว่า เหตุที่ทุเรียนพันธุ์อื่นขายไม่ดี มาเลย์ไม่ชอบเพราะกลิ่นไม่แรงเท่าทุเรียนพื้นบ้าน" พ่อค้าทุเรียนกล่าวตอกย้ำ

               "โตหว่อง" นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียขาประจำที่เดินทางมาพร้อมครอบครัว  บอกว่า เข้ามาเที่ยวเบตงเป็นประจำจนสื่อสารภาษาไทยได้พอรู้เรื่อง ยืนยันว่าเฉพาะช่วงทุเรียนออกสู่ตลาดจะมากันทั้งครอบครัว เพื่อตั้งใจมากินทุเรียนโดยตรงเพราะที่เบตงทุเรียนอร่อย แถมยังราคาถูกด้วยราคากิโลกรัม 15-20 บาท หากไปกินที่มาเลย์จะตกกิโลกรัมละ 50-80 บาท กินแล้วไม่ถูกใจเท่ากับมากินถึงถิ่น

               เมื่อถามว่ากลัวระเบิดไหม?? คำตอบที่ได้คือ ไม่กลัว...แต่กลัวไม่ได้กินทุเรียนมากกว่า

               โอเค เบตง !!
...............

(หมายเหตุ : 'ระเบิดไม่กลัว...กลัวอด'  กลิ่นทุเรียนกู้เบตง : สุพิชฌาย์ รัตนะ ภาพ- จรูญ ทองนวล)