
กกต.ขยายเวลา'ปู'แจงทัวร์นกขมิ้น
กกต.ขยายเวลา'ปู'แจงทัวร์นกขมิ้น ขณะที่ ป.ป.ช. ลุ้นเสนอชื่อ 'วิชา-ภักดี-วิชัย-สรรเสริญ' เป็น สปช. มาร์คเชื่อ'ปรองดอง-สามัคคี'ต้องอยู่กับสังคมอีกนาน
30ก.ค.2557 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงกรณีที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนของกกต.มีมติเอกฉันท์แจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 9 คน ว่า กระทำการขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งจากการที่เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่ต่างๆ ระหว่างมีพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง 2 ก.พ. มีการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในเลือกตั้ง ว่า ภายหลังที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนมีมติดังกล่าวก็ได้ส่งหนังสือไปยังผู้ถูกร้องเพื่อให้ทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งสามารถเข้ามาชี้แจงด้วยตนเองหรือทำเป็นเอกสาร โดยขณะนี้ทนายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ทำหนังสือมายังคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อขอขยายเวลาในการชี้แจง เนื่องจากน.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปต่างประเทศและจะเดินทางกลับมาในวันที่ 10 ส.ค. ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้อนุมัติให้ขยายเวลาครั้งแรก 15 วัน นับจากวันที่ 10 ส.ค. เพื่อให้ผู้ถูกร้องมีเวลาเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ จึงเท่ากับว่าการขยายเวลาครั้งแรกจะไปสิ้นสุดในวันที่ 25 ส.ค.
อย่างไรก็ตามการสืบสวนสอบสวนได้มีมาตรการในการป้องกันในกรณีที่ผู้ถูกร้องอาจประวิงเวลาโดยให้สามารถขยายเวลาชี้แจงได้ 2 ครั้ง ถ้าเกินกว่านั้นคณะกรรมการสืบสวนาสอบสวนก็ต้องพิจารณาความเหมาะสมว่าจะอนุมัติให้ขยายเวลาหรือไม่ หรือกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ความร่วมมือก็จะถือว่าไม่ติดใจที่จะชี้แจง
ส่วนกรณีที่มีการกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต.เร่งพิจารณาคดีเพื่อเอาผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น เห็นว่าคำร้องนี้มีผู้ยื่นร้องเข้ามาตั้งแต่ก่อนที่มีจะการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ถือว่าใช้เวลานานในการพิจารณา อีกทั้งก่อนหน้านี้ที่ กกต.ได้ขอเอกสารหลักฐานจากผู้ถูกร้องและผู้ถูกร้องระบุว่าไม่สามารถรวบรวมเอกสารหลักฐานได้เนื่องจากมีการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ทำให้การพิจารณาคำร้องนี้ได้เลื่อนออกมาเพราะเข้าใจสถานการณ์ พอเหตุการณ์สงบการพิจารณาคำร้องก็ดำเนินการตามปกติเป็นไปตามระเบียบวาระการประชุมทุกขั้นตอน ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองแต่อย่างใด และการพิจารณาคำร้องดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในขั้นแรก ยังมีเวลาที่ผู้ถูกร้องจะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และยังเหลือกระบวนยุติธรรมอีกหลายขั้นตอน จึงไม่อยากให้มองว่าเป็นการเล่นเกมทางการเมือง
ป.ป.ช.ลุ้นเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน คณะกรรมการ ป.ป.ช กล่าวถึงการใช้สิทธิ์เสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ว่า ทาง ป.ป.ช จะเสนอใครไปนั้นต้องมีการประชุมคณะกรรมการและต้องรอให้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ติดต่ออย่างเป็นทางการมาก่อน โดยหากจะส่งตัวแทนของบุคคลเข้าไปในสปช. อาจเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านกฎหมาย เช่น นายวิชา มหาคุณ หรือ นายวิชัย วิวิตเสวี และในด้านยุทธศาสตร์ของ ป.ป.ช เช่น นายภักดี โพธิศิริ และนายสรรเสริญ พลเจียก
นายปานเทพ กล่าวว่า อย่างไรมองว่าน่าจะมีคนจาก ป.ป.ช เข้าไปใน สปช.เพื่อจะได้ปฏิรูปการทุจริต เพราะจะได้มีบุคคลที่ประสานเรื่องที่ ป.ป.ช ต้องการปฏิรูป เช่น กฎหมาย ป.ป.ช เรื่อง อายุความ ยุทธศาสตร์ด้านกฎหมายของ ป.ป.ช กฎหมายอาญาระหว่างประเทศ และเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการอายัดทรัพย์สิน เนื่องจากระยะเวลาปกติในการดำเนินการอายัดนั้นมีเพียง 1 ปี ทั้งนี้ทาง ป.ป.ช ต้องการให้ขยายเวลาออกไปเป็น 2 ปี โดยได้ประสานเรื่องนี้ให้ทาง คสช.แล้ว นอกจานี้ ป.ป.ช.เตรียมแก้กฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องร้องกรรมการป.ป.ช.โดยผู้ที่จะฟ้องร้องต้องยื่นเรื่องผ่านสภาผู้แทนราษฎร โดยเป็นการเข้าชื่อเสนอ จากนั้นจึงยื่นผ่านศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงทางการเมืองเท่านั้นไม่สามารถยื่นฟ้องผ่านศาลชั้นต้นได้
นายปานเทพ กล่าวถึง กรณีที่ ป.ป.ช เตรียมส่งสำนวนคดีโครงการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้อัยการสูงสุด คาดว่าจะเสนอได้ไม่เกินสัปดาห์หน้า ส่วนกระแสข่าวว่า ทางป.ป.ช. จะชะลอการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากยังไม่มีสภานิติแห่งชาติ โดยยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง เพราะคดีถอดถอนที่วุฒิสภาส่งมาให้ป.ป.ช. เมื่อพิจารณาแล้วก็ต้องส่งกลับไปยังวุฒิสภาดำเนินการต่อไป แต่เมื่อไม่มีวุฒิสภาทำหน้าที่ และต้องรอการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)จึงเห็นควรให้ชะลอกระบวนการยื่นถอดถอนไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 3 คดี คือ การถอดถอนส.ส. และส.ว. ที่ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาส.ว. และคดีการถอดถอน น.ส. ยิ่งลักษณ์ในฐานะละเลยเพิกเฉยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ส่วนการยื่นถอดถอนนายนิคม ไวรัชพาณิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. ซึ่งได้ส่งเรื่องให้กับวุฒิสภาไปก่อนแล้ว
มาร์คเชื่อ'ปรองดอง-สามัคคี'ต้องอยู่กับสังคมอีกนาน
เมื่อเวลา 14.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้บรรยายให้กับพนักงาน บริษัทสหพัฒนพิบูล ฟัง ในหัวข้อ “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปพลเมืองไทย” ตอนหนึ่งว่า ถ้าเราอยากเห็นเศรษฐกิจการเมือง สังคมดี เราต้องสร้างคนสร้างค่านิยมของสังคมขึ้นมารองรับ ถ้าการปฏิรูปการศึกษาจะแยกหลักสูตรวิชาหน้าที่พลเมือง คุณธรรมจริยธรรมมาเป็นวิชาเฉพาะ ตนเห็นว่าการเรียนในห้องเรียนไม่สำคัญเท่าการเรียนรู้นอกห้องเรียน ในชีวิตจริงคนที่ทำผิดส่วนใหญ่ก็รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่ทำไมจึงทำ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราต้องสร้างความเข้าใจ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์ที่ขัดกัน มันคืออะไร สังคมเรายังไม่ค่อยเข้าใจกันในเรื่องนี้ เรื่องการสร้างความเข้าใจ เรื่องความเป็นพลเมือง หน้าที่พลเมือง ความเป็นเจ้าของประเทศ การปกป้องหวงแหนปฏิบัติหน้าที่แค่ไหน ต้องร่วมกันสร้างจิตสำนึกของการเป็นส่วนรวม การเรียนรู้ดีที่สุดคือการเรียนรู้เข้าใจจากการทำกิจกรรม ให้เด็กทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมกัน เด็กจะค่อยๆซึมซับเข้าไปเอง
“จากนี้ไปเราท่านจะอยู่กับคำว่าสามัคคี-ปรองดองไปด้วยกันอีกนาน คำว่าสามัคคีเป็นเรื่องดี แต่ ไม่ใช่ความเห็นแย้งเป็นเรื่องที่ไม่ดีเสมอไป ความเป็นกลางไม่ใช่ว่า ถ้าเป็นคู่กรณีกันต้องผิดด้วยกันไปด้วยกัน ตำรวจจะปรองดองกับโจรไม่ได้ เราจะหวังเฉพาะระบบการศึกษาไม่ได้ ต้องดูมากกว่าระบบการศึกษา สถาบันครอบครัวต้องเป็นที่พึ่งของสังคมได้ ทุกวันนี้เยาวชนใช้เวลาที่อยู่กับเพื่อน อยู่กับอุปกรณ์การสื่อสาร มากกว่าอยู่ในห้องเรียน มากกว่าอยู่กับครอบครัว สังคมเดี๋ยวนี้มันท้าทายด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยสื่อ และบุคคลสาธารณะก็มีบทบาทมากต่อการชี้นำ สร้างกระแสอิทธิพลต่อคนรุ่นใหม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
กรรมการมส.แนะใช้สาราณียธรรมสร้างปรองดอง
ขณะเดียวกันพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้เดินทางไปปาฐกถาพิเศษ เรื่อง พุทธวิธีก้าวข้ามความขัดแย้งสู่สังคมปรองดองสมานฉันท์ ณ หอประชุมศาลากลางจังหวัดนนทบุรี โดยเสนอให้ใช้หลักของโยนิโสมนสิการคือหัดเป็นคนคิดช้าๆอย่าคิดเร็วด่วนสรุป เพราะการด่วนสรุปบวกกับการมีอคติแล้วรั้งแต่จะเกิดความขัดแย้งแบ่งสีแบ่งฝ่าย และควรนำหลักปฏิจจสมุปบาทมาพิจารณาควบคู่ไปกับยึดหลักสาราณียธรรม 6 ประการในการสร้างความปรองดอง



