ข่าว

บช.น.คุมเข้ม'แชทไลน์มือถือ'ขณะขับรถ

บช.น.คุมเข้ม'แชทไลน์มือถือ'ขณะขับรถ

30 ก.ค. 2557

บช.น.คุมเข้ม 'แชทไลน์มือถือ' ขณะขับรถ โทษปรับ 400-1,000 บาท หากโต้เถียงส่งขึ้นศาล 'รองผบช.น.' เผยพอใจมาตรการ 'จับจริง' สั่งเดินหน้าจัดระเบียบ 13 จุดขึ้น-ลงสะพาน

 
                     30 ก.ค.57 พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) รับผิดชอบงานด้านการจราจร กล่าวว่า ได้กำชับสั่งการตำรวจจราจร 88 สน. และจราจรกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) คุมเข้มกวดขันวินัยจราจรผู้ขับขี่ที่กระทำความผิดใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยหรือเล่นแชท เล่นไลน์ หรือดูข้อมูลอินเตอร์เน็ตในมือถือก็ตามถือว่ามีความผิดรวมถึงการนำที่วางมือถือยึดติดกับพวงมาลัยรถยนต์เพื่อใช้โปรแกรมแชทในขณะขับรถเป็นการกระทำที่มีความผิดทั้งสิ้นผู้ขับขี่ไม่สามารถกระทำได้ในขณะขับขี่รถยนต์และรถจักรยายนต์ยนต์เข้าข่ายความผิดใช้โทรศัพท์ขณะขับรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่8) พ.ศ.2551 มาตรา 43 ห้ามมิให้ผู้ขับรถใช้โทรศัพท์เคลื่อนขณะขับรถเว้นแต่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีอุปกรณ์เสริมสำหรับสนทนา (สมอลล์ทอล์ค) เท่านั้น โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์
 
                     พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวต่อว่า การใช้ที่ตั้งมือถือที่พวงมาลัยรถหรือสแตนดี้เป็นการรบกวนสมาธิในการขับรถอย่างมากเนื่องจากต้องละสายตาจากท้องถนนเพื่อพิมพ์ข้อความก็ต้องละมือข้างหนึ่งไปจากการควบคุมพวงมาลัยรถซึ่งมีความผิดตามกฎหมายมีโทษปรับไม่เกิน 400- 1,000 บาท แต่กรณีวางมือถือที่สแตนดี้และเปิดลำโพงเสียงเพื่อสนทนานั้นไม่ถือว่าเป็นความผิด ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับการใช้สมอลล์ทอล์ค หากตรวจพบการกระทำความผิดดังกล่าวตำรวจจราจรจะดำเนินการจับกุมทันที ทั้งนี้หากมีกรณีโต้เถียงผู้ทำผิดไม่ยอมรับจะนำเรื่องไปสู่การพิจารณาบนชั้นศาลเพื่อดูหลักฐานพยานว่ามีเจตนาเล่นโทรศัพท์ขณะขับรถหรือไม่
 
                     รองผบช.น. ย้ำเตือนว่า พฤติกรรมการเล่นไลน์เล่นแชทในมือถือขณะขับรถนั้นเป็นอันตรายมากนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังส่งผลง่ายต่อการเกิดอุบัติเหตุและเป็นที่มาของการจราจรติดขัดยิ่งขึ้นเนื่องจากผู้ขับขี่ไม่มีสมาธิและไม่ได้สนใจเมื่อปล่อยสัญญาณไฟเขียวทำให้รถเคลื่อนตัวช้าซึ่งความจริงแล้วตำรวจจราจรไม่อยากจับกุมพฤติกรรมเหล่านี้เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายบนท้องถนนมากขึ้นโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มองเห็นถึงความสำคัญเพราะหากไม่ดำเนินการตามกฎหมายก็จะส่งผลเสียในหลายด้านอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อผู้ขับขี่หรือผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกันผู้ที่ขับรถจึงควรมีจิตสำนึกในการใช้ทางสาธารณะด้วยไม่ใช่คำนึงถึงความสนุกสนานเพลิดเพลินของตนเองฝ่ายเดียว
 
 
'รอง ผบช.น.' เผยพอใจมาตรการ 'จับจริง' สั่งเดินหน้าจัดระเบียบ 13 จุดขึ้น-ลงสะพาน
 
 
                     พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) รับผิดชอบงานจราจร กล่าวถึงภาพรวมการปฏิบัติมาตรการ 5 จริง จับจริง 5 จอม ในรอบครึ่งเดือนที่ผ่านมาว่า เป็นไปด้วยดี มีผลการจับกุมเป็นที่น่าพอใจ ประชาชนมีความตื่นตัวมากขึ้น การกระทำความผิดข้อหาต่างๆในแต่ละวันลดลง โดยแต่ละ สน.ได้จัดทำข้อมูลตัวเลขการปฏิบัตินโยบาย 5 จริง และนโยบายจับจริง 5 จอม ว่ามีผลดีอย่างไรรายงานให้ทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้แจงข้อขัดข้องอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้นมาแก้ไขทำให้ภาพรวมการจราจรดีขึ้นประชาชนส่วนใหญ่พอใจการทำงานของตำรวจจราจรซึ่งกำชับให้ผู้ปฏิบัติใช้ดุลพินิจในการจับกุมให้มากที่สุด เพราะบางปัญหาเช่น จอมปาด หากไปจับปรับแล้ว ต้องมีการถอยหลัง หรือเปลี่ยนเลนจะส่งผลให้รถติดไปด้วยหรือไม่
 
                     ส่วนการแก้ไขปัญหาจราจรจุดทางขึ้นลงสะพานข้ามแยก 13 จุดและทางขึ้นลงสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจุดสำคัญในแต่ละกองบังคับการนั้น อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา และทดลองใช้การจัดการจราจรแบบรถสวนทางในชั่วโมงเร่งด่วน อาทิ พื้นที่ บก.น.1 สะพานพระราม 8 สะพานปิ่นเกล้า สะพานกรุงธน โดยพบว่า หลังจากจัดจราจรรถวิ่งสวนทาง (รีเวิร์สเลน) ช่วงเช้าช่วงเย็นในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า สามารถร่นระยะเวลาการเดินทางรถติดสะสมได้เร็วขึ้นถึง 1 ชม. และทำให้ถนนราชวิถี ถนนราชสีมา ถนนราชดำเนิน นครสวรรค์ หลานหลวง มีสภาพการจราจรที่คล่องตัวมากขึ้น ซึ่งจะนำระบบจัดการจราจรดังกล่าวเป็นแม่แบบทดลองใช้ในพื้นที่อื่นๆต่อไป
 
 
'นครบาล' ดึงภาคเอกชน-ปชช.ร่วมลงนาม MOU แก้รถติด
 
 
                     พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) รับผิดชอบงานจราจร เปิดเผยว่า คณะทำงานพัฒนาแก้ไขปัญหาจราจรกทม. กองบัญชาการตำรวจนครบาล จะเดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิบัติการจราจรโครงการการมีส่วนร่วมภาคประชาชนแก้ไขปัญหาจราจร โดยจะเชิญเจ้าของห้างสรรพสินค้า ตลาด โรงเรียนร่วมแก้ไขปัญหาจราจรร่วมกันพร้อมลงนามข้อตกลง MOU ระหว่างผู้บริหารผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ากับสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยเรื่องการให้ความร่วมมือแก้ปัญหาจราจรติดขัดหน้าห้าง หน้าตลาด หน้าโรงเรียนร่วมปรับลักษณะกายภาพที่มีปัญหาเช่นเพิ่มช่องทางปรับปรุงทางเข้า-ออก ปรับปรุงช่องรับบัตรที่จากเดิมอยู่ใกล้ถนนเกินไป เพิ่มช่องทางสาธารณะ ลดพื้นที่จอดรถของพนักงานผู้บริหาร จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายนอกช่วงเวลารถติดหรือมีส่วนลดให้กับลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถโดยสาธารณะเป็นต้น
 
                     พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาการจราติดขัดหน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ที่มีการจัดรายการลดราคากระหน่ำ หรือมีการจัดกิจกรรมต่างๆเป็นสาเหตุทำให้การจราจรติดขัด มีรถเข้าออกห้างเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ซึ่งจากการหารือในที่ประชุมเบื้องต้น ลงความเห็นว่า กรณีห้างจัดกิจกรรมลดราคาในแต่ละครั้ง จะต้องแจ้งตำรวจจรจรท้องที่รับทราบด้วย เพื่อวางแผนจัดการจราจรรองรับ ขณะเดียวกันจะต้องมีการเตรียมที่จอดรถด้านในให้เพียงพอ จัดที่จอดรถให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ รปภ.ที่มีความชำนาญการบริหารจัดการจราจรหน้าห้าง ที่ผ่านการอบรมอย่างจราจรมืออาชีพมาทำหน้าที่แก้ไขปัญหามองให้ขาดว่าต้องให้รถทางไหนไปก่อนหลัง
 
                     ตำรวจนครบาลจะจัดตั้งศูนย์ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกับห้างสรรพสินค้าในพื้นที่บก.น.1-9 จัดหากล้องซีซีทีวีมาติดตั้งเพื่อตรวจสอบสภาพการจราจรสามารถควบคุมสั่งการจราจรได้โดยทั่วถึงซึ่งขณะนี้คณะทำงานบริหารจัดการจราจรนครบาลกำลังร่างข้อตกลงทั้งหมดเสนอต่อ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษา (สบ 10) พิจารณาในเร็วๆนี้ ก่อนที่จะมีการเซ็นต์สัญญาการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ภาคเอกชนและสำนักงานตรำวจแห่งชาติโดยมีคณะทำงานติดตามตรวจสอบผลการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง