
คสช.ขอถก'บิ๊กเขมร'ปม'จารุพงศ์-จักรภพ'
4ปัจจัยเร่ง'บิ๊กเขมร'เยือนไทย คสช.ขอถกปม'จารุพงศ์-จักรภพ'
4ปัจจัยเร่ง'บิ๊กเขมร'เยือนไทย คสช.ขอถกปม'จารุพงศ์-จักรภพ' : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
สปอตไลท์ทุกดวงโฟกัสการเยือนไทยของบิ๊กๆ ทหารในกองทัพกัมพูชา นำโดย พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา พล.อ.เนียง พาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา พล.อ.เมียะ โซะเพย รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา พล.ร.อ.เตีย วิญ ผู้บัญชาการทหารเรือกัมพูชา พล.อ.อ.เซิง ซอมนาง ผู้บัญชาการทหารอากาศกัมพูชา และพล.ท.ฮุน มาเน็ต รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายสากล กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ยกคณะมาพบ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรองหัวหน้า คสช. และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้า คสช.
พล.อ.เตีย บัน ให้สัมภาษณ์ว่า “กัมพูชามีการติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างตลอดเวลา และได้รับทราบข้อมูลข่าวสารทุกอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านการเมือง หรือทางด้านการเมือง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านอื่นๆ ซึ่งทุกอย่างก็ดำเนินการแก้ไขไปด้วยดี ต้องยอมรับว่า คสช.แก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจนในทุกเรื่อง จนทำให้ปัญหาลุล่วงไปได้ด้วยดี ต้องขอชมเชย และมีความยินดีมากที่สุดที่ คสช.และกระทรวงกลาโหมเชิญให้คณะรัฐบาลของกัมพูชาเดินทางมาเยือนประเทศไทย”
นายทหารระดับสูงในกองทัพเปิดเผยถึง "เบื้องหลัง" ที่ทำให้นายทหารระดับสูงทั้งกองทัพกัมพูชายกคณะมาเยือนไทยในครั้งนี้ ว่า มาจากเหตุผลหลัก 4 ประการ คือ
1.รัฐบาลกัมพูชาเกรงว่า เหตุการณ์ในประเทศจะมีความวุ่นวายจนทหารต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์เหมือนที่ คสช.เข้ามายึดอำนาจรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเฉพาะแรงกระเพื่อมที่มี "แรงงานกัมพูชา" อพยพกลับประเทศร่วม 2 แสนคน ในช่วงที่คสช.เข้ามา ทำให้ นายสม รังสี ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ใช้เป็นเงื่อนไขโจมตี สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อย่างรุนแรง
รัฐบาลกัมพูชาจึงต้องการกระชับสัมพันธ์กับไทย เพื่อสยบแรงกระเพื่อมจากภายนอกประเทศ ขณะที่ในประเทศก็ใช้แนวทาง "ปรองดอง" กับ นายสม รังสี จนประสบผลสำเร็จมาแล้ว
สมเด็จฮุน เซน ยังต้องการให้ลูกชาย คือ พล.ท.ฮุน มาเน็ต รองผบ.ทบ. และผบ.หน่วยองครักษ์ประจำตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นทายาททางการเมืองได้มาเรียนรู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ โดยให้ พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับกองทัพไทยเป็น "พี่เลี้ยง" ให้ โดย พล.ท.ฮุน มาเน็ต ให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ ว่า
“การเดินทางมาเยือนไทยครั้งนี้ สมเด็จฮุน เซน มอบหมายให้ พล.อ.เตีย บัน เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลกัมพูชาเดินทางมาเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของไทยเท่านั้น แต่ สมเด็จฮุน เซน ได้ฝากความห่วงใยมาถึงประเทศไทย และอยากให้เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้สำเร็จตามนโยบายของ คสช.ต่อไป”
2.รัฐบาลกัมพูชาต้องการเข้ามาหารือเรื่อง "เขาพระวิหาร" หลังจากที่มีคำตัดสินของศาลโลกออกมา ซึ่งกัมพูชาก็ไม่อยากให้เกิดการปะทะกัน และนำไปขยายผลไปสู่การเมืองภายในประเทศ
ที่สำคัญ กัมพูชาต้องการใช้ความเป็น "ทหาร" ที่พูดจา "ภาษาเดียวกัน" แก้ปัญหา โดยจะเห็นได้ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ได้นำผู้นำกองทัพเดินทางมาร่วมคณะทั้งหมด ทั้งรมว.กลาโหม, รมช.กลาโหม, ผบ.ทสส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร. และผบ.ทอ. รวมทั้งรอง ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้นำกัมพูชา
3.ทางไทยต้องการพูดคุยเรื่องการเคลื่อนไหวของ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายจักรภพ เพ็ญแข ที่มีข่าวว่า ใช้ "โรงแรม" ในฝั่งเพื่อนบ้านเคลื่อนไหวโจมตีการบริหารงานของ คสช. และยังใช้ "พาสปอร์ต" ของประเทศเพื่อนบ้านเดินทางไปต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ยังเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์หลังจากที่กัมพูชาปล่อยตัว นายวีระ สมความคิด แลกกับ 14 แรงงานชาวกัมพูชาที่ถูกหลอกมาทำงานในไทย
4.รัฐบาลกัมพูชาไม่ต้องการ "ตกขบวน" ในการสร้างสัมพันธ์กับไทย เนื่องจากมหาอำนาจในเอเชีย โดยเฉพาะ "จีน" ที่มีบทบาทอย่างสูงกับกัมพูชา กระตือรือร้นที่จะสานสัมพันธ์กับไทย รวมทั้งชาติอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และชาติพันธมิตรในอาเซียนก็ให้การสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในเวทีต่างประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.
จากเหตุผลทั้ง 4 ประการข้างต้น แสดงให้เห็นว่า หลังจากนี้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
"ฮุน มาเน็ต"ผู้ทรงอิทธิพล
พล.ท.ฮุน มาเน็ต เป็นบุตรชายคนโตของ สมเด็จฮุน เซน ที่ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งหลักในกองทัพอย่างรวดเร็ว ด้วยวัยเพียง 36 ปี (เพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่ยศ "พันโท") โดยเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2542 ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (นิวยอร์ก) และปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอล ประเทศอังกฤษ
ตำแหน่งสำคัญในราชการ คือ ผู้บัญชาการกองกำลังปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากลในสังกัด "กองพลน้อยที่ 70" ที่ได้รับการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจากสหรัฐอเมริกา
เขาใช้เวลาเพียง 13 ปี ในการก้าวขึ้นเป็นรองผบ.ทบ. ทั้งยังคุมกำลังใน "กองพลรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีกัมพูชา" มีกองกำลังติดอาวุธถึง 5,000 นาย และยังเคยคุมกำลัง "หน่วยรบพิเศษ" เข้ามาปะทะกับทหารไทยตามแนวชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร เมื่อต้นปี 2554
ตัวตนในมุมหนึ่งของ พล.ท.ฮุน มาเน็ต ได้รับการสะท้อนผ่าน พ.ต.ชวาล โคตรชมภู อาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) (ยศ-ตำแหน่งขณะนั้น) เพื่อนสนิทไม่กี่คนของ ฮุน มาเน็ต สมัยเรียน ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ "เนชั่นสุดสัปดาห์" เมื่อต้นปี 2554 ในฐานะ "รุ่นพี่" ร่วมสถาบันเวสต์ปอยต์ ตอนหนึ่งว่า
“ผมรู้จัก พล.ท.ฮุน มาเน็ต ตั้งแต่ครั้งที่ไปศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ ก่อนที่จะไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท-เอก จึงทำให้ พล.ท.ฮุน มาเนต มีเพื่อนมาก และหลากหลาย ไม่ได้มีเพื่อนเฉพาะเป็นทหารเพียงอย่างเดียว"
"แต่เท่าที่ผมสัมผัส พล.ท.ฮุน มาเน็ต ถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และเขาเป็นคนที่วางตัวแบบสบายๆ ไม่ได้ถือตัว หรือแสดงตัวว่าฉันเป็นลูกใคร เขาจะพยายามทำตัวเป็นคนธรรมดาคนคนหนึ่งเท่านั้น” พ.ต.ชวาล นิยามถึงตัวตนของทายาทผู้นำกัมพูชา
เชื่อว่า สาเหตุที่ สมเด็จฮุน เซน เลือกส่งบุตรชายไปเรียนต่อสหรัฐ และอังกฤษ ก็เพื่อการ "สานประโยชน์" ในระยะยาว โดยในระยะหลังจะเห็นได้ว่า สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่กัมพูชามากขึ้น รวมทั้งยังมีการฝึกร่วมกันภายใต้รหัส "อังกอร์" ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี
ด้านชีวิตส่วนตัว พล.ท.ฮุน มาเน็ต สมรสกับลูกสาวรัฐมนตรีแรงงานกัมพูชา มีบุตรสาว 3 คน โดยภรรยากำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ พล.ท.ฮุน มาเน็ต ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวอดีตผู้นำไทย โดยปลายปี 2554 เขาเดินทางมาร่วมงานแต่งงานของ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) เป็นประธานในพิธี
แต่บทบาทการเยือนไทยครั้งนี้ ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะการฟื้นความสัมพันธ์กับกองทัพไทย เพื่อสมานรอยแผล "พระวิหาร" ที่เรื้อรังมานาน
....................
(หมายเหตุ : 4ปัจจัยเร่ง'บิ๊กเขมร'เยือนไทย คสช.ขอถกปม'จารุพงศ์-จักรภพ' : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



