
'ฮุน มาเนต'ลูกชาย'ฮุนเซน'มาเองเยือนไทย
'เตีย บันห์'ยกคณะนายทหารระดับสูงกัมพูชารวมถึง 'ฮุน มาเนต'ลูกชาย'ฮุนเซน' ตบเท้าเข้าพบ ปลัด กห. กระชับความสัมพันธ์ทางทหาร ยันเข้าใจสถานการณ์ไทยเชื่อจะก้าวสู่ปชต.
เมื่อ เวลา 13.50 น.วันที่ 28 ก.ค.2557 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปฎิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมของกัมพูชา พร้อมคณะนายทหารระดับสูงของกัมพูชา ประกอบด้วย พล.อ.เนียง พาด รมช.กลาโหมกัมพูชา พล.อ.เมี๊ยะ โซะเพย รองผบ.ทหารสูงสุดและผบ.ทบ.กัมพูชา พล.ร.อ.เตีย วิญ ผบ.ทร.กัมพูชา พล.อ.อ.เซิง ซอมนาง ผบ.ทอ.กัมพูชา และ พล.ท.ฮุน มาเนต รองผบ.ทบ. ผบ.หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายสากลกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และเป็นบุตรชายของสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ในฐานะแขกของกระทรวงกลาโหมไทย เพื่อเสริมสร้างกระชับความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างกระทรวงกลาโหมไทยกับกระทรวงกลาโหม ราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการทหารให้แน่นแฟ้นขึ้น โดยมีพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพจำนวน 1 กองพันพร้อมมอบโล่ห์เป็นที่ระลึก
ทั้งนี้ด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการทหารระหว่างกระทรวงกลาโหมไทยกับกระทรวงกลาโหม ราชอาณาจักรกัมพูชา มีความสัมพันธ์ที่ดีและมีความก้าวหน้าตามลำดับ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร มีการแลกเปลี่ยนการเยื่ยนระหว่างผู้นำรัฐบาลและผู้นำทางทหาร ในส่วนของระดับผู้นำเหล่าทัพและหน่วยปฎิบัติการตามบริเวณชายแดน มีการพัฒนาความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น พร้อมทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำเหล่าทัพ ตลอดจนกลไกความร่วมมือในหลายระดับ อาทิ คณะกรรมการทั่วไปชายแดนไทย-กัมพูชา (จีบีซี)คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา(บีพีเคซี)คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค(อาร์บีซี)คณะกรรมาธิการปักปันเขตแดน(เจบีซี)คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมไทย-กัมพูชา(เขทีเอสซี)
นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนที่นั่งการศึกษาระหว่างกัน ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะพัฒนาความสัมพันธ์ดังกล่าวให้ก้าวหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือทางทหารในระดับต่างๆระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันและยกระดับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ตลอดจนการแก้ไขปัญหาต่างๆให้คลี่คลายลง อาทิ การเข้าร่วมฝึกของกองทัพกัมพูชาในการฝึกการกู้ภัยร่วม/ผสม ไทย-กัมพูชา ด้านการบรรเทาภัยพิบัติและการฝึก ARF DIREX
ทั้งนี้ ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการเยือนในครั้งนี้ ในระดับทวิภาคี เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้วระหว่างกระทรวงกลาโหมไทยกับกระทรวงกลาโหม ราชอาณาจักรกัมพูชา ให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ร่วมทั้งความร่วมมือในการแก้ปัญหาตามแนวชายแดน การก่อการร้าย การค้าแรงงานผิดกฎหมาย และปัญหายาเสพติด
นอกจากนี้ผู้นำทางทหารระดับสูงของราชอาณาจักรกัมพูชา มีความเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทยและมีความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะพัฒนาไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน สำหรับด้านพหุภาคี สร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมบรรยากาศความเป็นปึกแผ่นของประเทศสมาชิกอาเซียนและความร่วมมือในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปลายปี2558นี้ด้วยกัน
พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า การพบปะไม่มีอะไรเป็นพิเศษ มีการพูดคุยด้านความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยทางกัมพูชาเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องของการรักษาสันติภาพอาเซียน ส่วนประเทศไทยดูแลด้านการแพทย์อาเซียน ทั้งนี้ไม่มีการพูดคุยในเรื่องของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่เข้ามาบริหารประเทศเพราะเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศ และในการเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปูทางให้ทหารสู่ตำแหน่งทางการเมือง
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศมีความก้าวหน้าตามลำดับทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้นำรัฐบาลและผู้นำทางทหาร ทั้งระดับผู้นำเหล่าทัพและหน่วยปฎิบัติการตามบริเวณชายแดน พร้อมแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันตลอดจนความร่วมมือในหลายระดับ อาทิ คณะกรรมการทั่วไปชายแดนไทย-กัมพูชา (จีบีซี)คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา(บีพีเคซี)คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค(อาร์บีซี)คณะกรรมาธิการปักปันเขตแดน(เจบีซี)คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมไทย-กัมพูชา(เจทีเอสซี.) ตลอดจนการแก้ไขปัญหาต่างๆให้คลี่คลายลง อาทิ การเข้าร่วมฝึกของกองทัพกัมพูชาในการฝึกการกู้ภัยร่วม/ผสม ไทย-กัมพูชา ด้านการบรรเทาภัยพิบัติและการฝึก ARF DIREX
พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่าการเยือนในระดับทวิภาคี มีความแน่นแฟ้น และความไว้เนื้อเชื่อใจกันทั้งความร่วมมือในการแก้ปัญหาตามแนวชายแดน การก่อการร้าย การค้าแรงงานผิดกฎหมาย และปัญหายาเสพติด ทั้งนี้ผู้นำทางทหารระดับสูงของกัมพูชาเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทยและเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะพัฒนาไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน สำหรับด้านพหุภาคี สร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมบรรยากาศความเป็นปึกแผ่นของประเทศสมาชิกอาเซียนและความร่วมมือในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปลายปี2558
ด้านพล.อ.เตีย บันห์ กล่าวว่า กัมพูชาได้ติดตามรับทราบสถานการณ์ข้อมูลในประเทศไทยทุกอย่าง ทั้งด้านการเมือง การทหาร และเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางกัมพูชารู้สึกยินดีที่ได้รับเชิญให้มาประเทศไทยในครั้งนี้ ที่ผ่านมาได้รับทราบข้อมูลข่าวสารของประเทศไทยมาโดยตลอด การแก้ไขปัญหาของไทยมีความชัดเจนและนำไปสู่แนวทางความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้บอกว่า เข้าใจสถานการณ์การเมืองไทยเป็นอย่างดี และชัดเจนมาก ถึงการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
จากนั้นในเวลา 15.00 น. พล.อ.เตีย บันห์ พร้อมคณะนายทหารระดับสูงของกัมพูชา เข้าพบพล.อ.ธนะศักด์ ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถ.แจ้งวัฒนะ
และในวันที่ 29 ก.ค. เวลา 14.00 น. มีกำหนดการเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน เพื่อหารือราชการก่อนที่จะเดินทางกลับกัมพูชาในเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน
ประวัติพล.ท.ฮุน มาเนต
พล.ท.ฮุน มาเนต รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายสากลกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เป็นบุตรชายคนโต (ในจำนวนบุตรชายทั้งหมด 3 คน) ของ สมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นนายทหารที่ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งหลักในกองทัพอย่างรวดเร็วด้วยวัยเพียง 36 ปี
พล.ท.ฮุน มาเนต จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสปอยต์ สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2542 ก่อนจะคว้าปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ในนิวยอร์ค และปริญญาเอก ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอล ประเทศอังกฤษ
ตำแหน่งสำคัญในชีวิตราชการ คือ ผู้บัญชาการกองกำลังปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากลในสังกัดกองพลน้อยที่ 70 ซึ่งถือว่าเป็น "หน่วยรบชั้นยอด" ของกัมพูชาที่ได้รับการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจากสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้ในภารกิจการต่อต้านการก่อการร้าย
ผู้หมวดฮุน มาเนต ใช้เวลาเพียง 13 ปีในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองรองผบ.ทบ. ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่ยังครองยศ "พันโท" เท่านั้น นอกจากนี้ ยังคุมกำลังในกองพลรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีกองกำลังติดอาวุธถึง 5,000 นายเพื่อเป็นกำลังป้องกันการทำรัฐประหารสมเด็จฮุนเซนที่อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 2528
พล.ท.ฮุน มาเนต มีบทบาทอย่างสูงในเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทพระวิหาร เมื่อต้นปี 2554 โดยมีรายงานว่า เขาได้นำกำลังพลกว่า 1,000 นาย พร้อมรถถังเข้ามาประชิดชายแดนไทย
พล.ท.ฮุน มาเนต ถูกวางตัวเป็น "ทายาททางการเมือง" ของสมเด็จ ฮุน เซน ด้านหนึ่งเป็นเพราะความเป็นบุตรชายคนโต แต่อีกด้านมาจากบุคลิกส่วนตัวที่เป็นคนเปิดกว้าง ชอบเรียนรู้ ใจเย็น ยิ้มง่าย ชอบเสี่ยงในการลงทุน และชอบออกงานสังคมพบปะสานสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลายวงการ
พล.ท.ฮุน มาเนต มีสายสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวอดีตผู้นำไทย โดยปลายปี 2554 เขาได้เดินทางมาร่วมงานแต่งงานของ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) เป็นประธานในพิธี
แต่บทบาทการเยือนไทยในครั้งนี้ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะการฟื้นความสัมพันธ์กับกองทัพไทยหลังการปล่อยตัว นายวีระ สมความคิด เพื่อสมานรอยแผลพระวิหารที่เรื้อรังมานาน



