
หวัง'ยุทธศาสตร์ข้าวไทย' หนุนปฏิรูป-สู่อนาคตใหม่ที่ยั่งยืน
หวัง'ยุทธศาสตร์ข้าวไทย' หนุนปฏิรูป-สู่อนาคตใหม่ที่ยั่งยืน : อนัญชนา สาระคูรายงาน
ความล้มเหลวของ “นโยบายประชานิยม” ใน “โครงการรับจำนำข้าว” ของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้บุคคลในแวดวงอุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังคาดหวังต่อการจัดทำ “ยุทธศาสตร์ข้าวไทย” ในขณะนี้ ว่า จะมีแผนแม่บทที่นำไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้แก่ข้าวและชาวนาไทยอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ได้รับข้อเสนอของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทยต่อการจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวและชาวนาไทย พร้อมเปิดรับข้อเสนอจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาจัดทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นในเร็วๆ นี้
เดินแผนจัดทำยุทธศาสตร์ข้าว
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีจำนวนกว่า 3.7 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกข้าว 70 ล้านไร่ แยกเป็นพื้นที่ปลูกข้าวในเขตเหมาะสมและเหมาะสมปานกลาง 43 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสมเลยมี 27 ล้านไร่ ขณะที่รายได้สุทธิต่อไร่ของเกษตรกรพบว่า ชาวนามีรายได้สุทธิต่ำสุดเมื่อเทียบกับเกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่น โดยมีรายได้เพียง 271 บาทต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกน้ำมันปาล์มมีรายได้สุทธิ 5,768 บาทต่อไร่ ชาวไร่อ้อยโรงงานมีรายได้ 5,708 บาทต่อไร่ ยางพารา 5,128 บาทต่อไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1,961 บาทต่อไร่ และมันสำปะหลัง 1,045 บาทต่อไร่
“ยุทธศาสตร์ข้าวและชาวนาไทย” ตามข้อเสนอของหอการค้าไทยนั้น เน้นปฏิรูปทั้งระบบ และมุ่งที่จะลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนในระบบ ประกอบด้วย 5 แนวทางคือ 1.การพัฒนาข้าวและชาวนาไทย โดยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยการจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเพื่อพัฒนาข้าวและชาวนา การสร้างสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ การปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตข้าวคุณภาพเพื่อสร้างความจำเพาะในตัวสินค้า หรือนิช โปรดักส์ การพัฒนาระบบแวลูเชน ให้เข้มแข็งเพื่อเชื่อโยงกับซัพพลายเชน
2.การเกษตรสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดยจะเป็นการส่งเสริมระบบวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มเกษตรกร การรวมแปลงผลผลิตเป็นพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อสามารถใช้เครื่องจักรการเกษตรในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวและขนส่ง
3.การจัดทำเขตเศรษฐกิจทางเลือก โดยให้เป็นมาตรการทางเลือก ใช้หลักการตลาดนำโดยให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม มีการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจอื่นที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ประกอบด้วย อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่น ระบบชลประทาน ระบบการขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ พัฒนาแหล่งน้ำ การปรับปรุงคุณภาพดีและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการเกษตร
4.การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในการผลิต การต่อยอดการวิจัยการพัฒนา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ข้าวไทย พัฒนาระบบการประกันภัยการผลิตข้าวและพืชผลการเกษตรเพื่อเป็นหลักประกันจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาข้าวและชาวนาไทย เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย รวมทั้งเทคโนโลยีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งช่วยประกันภัยพิบัติทางธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาไทย นอกจากนี้ยังเสนอจัดตั้งคณะกรรมการข้าว หรือไรซ์บอร์ด ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาข้าว เพื่อให้ทิศทางของข้าวไทยเป็นไปตามยุทธศาสตร์
และ 5.การตลาดข้าวไทย รัฐบาลต้องส่งเสริมกลไกการตลาดเสรี โดยเปิดเอกชนให้มีการแข่งขันเสรีอย่างแท้จริง ปรับปรุงตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟท) ให้สามารถเป็นตลาดที่สะท้อนราคาสินค้าเกษตรได้อย่างแท้จริง และแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในระบบการตลาดข้าว
ขณะที่หนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ข้าวของกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าวได้ปัดฝุ่นแนวคิดเรื่องการจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือชาวนาในด้านการจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพในราคาเป็นธรรมและทั่วถึง ให้แก่ชาวนาในการลดต้นทุนการผลิตข้าวและเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนและองค์กรชาวนาให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ
สาระสำคัญหลักของกองทุนคือ การช่วยค่าปัจจัยการผลิตไม่เกิน 20% ของปัจจัยการผลิตต่อไร่ ไม่เกินรายละ 1,500 บาท โดยจะมีคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาข้าวและชาวนาแห่งชาติเป็นผู้พิจารณารูปแบบและอัตราการช่วยเหลือที่เหมาะสมในแต่ละปี และสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนในกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนและองค์กรชาวนาให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ
หนุนสร้างความเข้มแข็งในระบบ
นายสมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการสถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวถึงหลักการจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวของหอการค้าไทย ว่า เป็นลักษณะการยึดชาวนาเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการข้าวไทยให้มีประสิทธิภาพ และพัฒนาข้าวให้เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญโดยการผลิตสินค้าจำเพาะให้ตรงกับความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันครอบครัวชาวนาซึ่งมีที่นาน้อยกว่า 10 ไร่ จะส่งเสริมด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การเกษตรผสมผสาน เช่นที่หอการค้าไทยดำเนินโครงการ 1 ไร่ 1 แสน ช่วงที่ผ่านมา
สำหรับภาครัฐเองจะมีหน้าที่สนับสนุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยในการลดต้นทุนการผลิต ส่วนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวก็จูงใจให้เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่สามารถสร้างรายได้ที่ดีกว่าแทน โดยให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นแรงจูงใจ เป็นเหมือนกับการจัดโซนนิ่งทางเลือก
“จากที่ผมได้พูดคุยกับเกษตรกรบางกลุ่มนั้น พบว่า กลุ่มเกษตรกรที่มีหัวก้าวหน้าจะมีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี ส่วนกลุ่มที่ยังขาดความรู้จะต้องจัดโครงการให้ความรู้และทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบข้าว” นายสมพร กล่าว
ส่วนการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาข้าวและชาวนาไทย ตามข้อเสนอของหอการค้าไทยนั้น จะเป็นกองทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อสร้างความเข้มแข็งในอุตสาหกรรมข้าวอย่างแท้จริง เป็นกลไกที่เป็นประโยชน์ต่อระบบซัพพลายเชน ซึ่งมีความแตกต่างกับแนวคิดการจัดตั้งกองทุนพัฒนาข้าวและชาวนาแห่งชาติ ของกรมการข้าว ที่ยังเป็นลักษณะของการอุดหนุน ไม่ใช่การสร้างให้เกิดความเข้มแข็งในอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ยังเห็นว่าประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องใช้ทั้งระบบสวัสดิการชาวนา และแนวทางการสร้างความเข้มแข็งควบคู่กันไป แต่การจะดูแลสวัสดิการควรมีให้แก่เกษตรกรที่ยากจนจริงๆ ซึ่งจะทำอย่างไรนั้น เห็นว่าน่าจะออกมาในรูปแบบที่สนับสนุนหรือผลักดันชาวนาให้มีความเข้มแข็ง มีความขยันมากขึ้น และสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง เช่น ระบบการประกันภัยข้าว หรือการจูงใจให้เกษตรกรปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์อันจะเป็นการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง
แนะปรับแนวคิดสู่ความยั่งยืน
ด้าน นายปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ข้อเสนอยุทธศาสตร์ข้าวของหอการค้าไทย เป็นหลักคิดที่สามารถตอบโจทย์ในเชิงนโยบายได้ โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมการข้าว หรือไรซ์บอร์ด ที่จะมีผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้าวเข้ามาเป็นคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นผู้กำหนดทิศทางอนาคตข้าวไทยได้เป็นอย่างดี เพราะในอดีตชาวนาไม่มีโอกาสกำหนดอนาคตของตัวเอง นักการเมืองเป็นผู้กำหนดให้ โดยเลือกให้น้ำหนักไปในทางการชดเชยราคาข้าว และไม่ได้สนใจเรื่องการพัฒนาทั้งระบบ ทำให้โครงสร้างการผลิตซ้ำๆ ไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น
จึงเห็นว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับงานวิจัยการพัฒนาข้าวอย่างจริงจัง ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มเข็งให้แก่ชาวนาได้อย่างยั่งยืน แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลา โดยอาจจัดให้มีการจัดกิจกรรม เช่น นำปราชญ์ชาวบ้านให้ความรู้ถึงแนวทางต่างๆ ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งถือเป็นกระบวนการใหม่ โดยมีข้าราชการเป็นพี่เลี้ยง ขณะเดียวกับภาครัฐจะต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน ระบบชลประทาน
“ที่ผ่านมาชาวนาเคยชินกับการได้รับมาโดยตลอด ซึ่งเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดตรงนี้ ว่า การเอาเงินไปแจกกับการพัฒนา ส่วนใดจะมีความคุ้มค่ามากกว่ากันและเกิดผลต่อชาวนาให้มีความเข้มแข็งได้ เพราะต้องเข้าใจด้วยว่า ที่ผ่านมาเราอุ้ม จนอุ้มไม่ไหวแล้ว จึงถึงเวลาที่ภาครัฐจะต้องมานั่งจับเข่าคุยกับชาวนาอย่างจริงจังและสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น โดยการช่วยด้านการลดปัจจัยการผลิตสามารถทำได้ โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องประชานิยม แต่จะไม่มีประชานิยมอีกต่อไป”
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า เรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลา และแม้เกษตรกรจะมีความเข้มแข็งดีแล้วก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาต่อไปผ่านความร่วมมือกัน ทั้งกรมการข้าว สหกรณ์ และศูนย์ข้าวชุมชน จะต้องทำงานเคียงคู่กันตลอดไป ซึ่งถือเป็นความท้าทายของประเทศที่สำคัญ
ขณะที่ นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ในการจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวนั้น ในส่วนของผู้ส่งออกข้าวต้องการให้รัฐพิจารณา คือ การจัดตั้งไรซ์บอร์ด เพราะจะทำให้ขั้นตอนการดูแลระบบข้าวทำได้ง่ายขึ้น และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องราคาข้าวต้องยอมรับว่าไม่สามารถกำหนดได้ เพราะราคาข้าวจะถูกกำหนดโดยตลาดโลก จึงมองว่าการที่ชาวนาเสนอให้ราคาข้าวเปลือกของไทยอยู่ที่ประมาณตันละ 10,000 บาทนั้น คงเป็นไปได้ยาก
“การจะกำหนดราคาข้าวไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อตันนั้น คงทำได้ยาก และหากต้องให้มีการจ่ายส่วนต่างภาครัฐก็อาจต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากอยู่ดี จึงเห็นว่าการปล่อยให้เป็นไปตามราคาตลาดน่าจะดีที่สุด” นายเจริญ กล่าว
.............................
(หมายเหตุ : หวัง'ยุทธศาสตร์ข้าวไทย' หนุนปฏิรูป-สู่อนาคตใหม่ที่ยั่งยืน : อนัญชนา สาระคูรายงาน)



