ข่าว

ดุดัน-ฉับไว'ประยุทธ์'ซ้อมใหญ่ว่าที่ผู้นำ

ดุดัน-ฉับไว'ประยุทธ์'ซ้อมใหญ่ว่าที่ผู้นำ

28 ก.ค. 2557

ดุดัน-ฉับไว'ประยุทธ์'ซ้อมใหญ่ว่าที่ผู้นำ : ทีมข่าวความมั่นคง

                 ภายหลังการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 หลายคนพยายามจะสะกดจิตตัวเองว่า นั่นคือการทำรัฐประหารครั้งสุดท้าย ขณะที่อีกหลายคนประเมินสถานการณ์หลังจากนั้นแล้วว่า นั่นไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่กองทัพจะเข้ามามีบทบาททางการเมือง

                 การออกมาแสดงบทบาททางการเมืองนัยว่า เพื่อประคับประคองสถานการณ์การเมืองไม่ให้ความแตกแยกรุนแรงจนกลายเป็นการเผชิญหน้าของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ก่อนที่จะมีการยึดอำนาจ และสถาปนาคณะรักษาความแห่งชาติ หรือ คสช. ถูกมองว่า เป็นขั้นตอนที่ถูกวางเอาไว้แล้ว

                 ว่ากันตามความเป็นจริง การประเมินสถานการณ์ในแต่ละเรื่องของกองทัพนั้น เป็นเรื่องปกติ และเป็นความจำเป็นที่จะต้องมี

                 มีการประเมินถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยปัจจัยทุกด้านที่มีอยู่ และนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด จะนำไปสู่อะไร และอะไรที่จะยับยั้งไม่ให้เกิด หรือเมื่อเกิดแล้วจะต้องทำอย่างไร

                 นี่อาจเป็นคำอธิบายสั้นๆ ของคนในกองทัพว่า เหตุใดการยึดอำนาจจึงเกิดขึ้น โดยที่ไม่ยอมรับ หรือปฏิเสธว่า มีการเตรียมการเพื่อยึดอำนาจไว้ล่วงหน้าหรือไม่

                 นั่นเป็นเพราะบริบทที่จะนำมาอธิบายนั้น อาจมีเพียงคนในกองทัพเท่านั้นที่รู้และเข้าใจว่า เหตุใดกองทัพจึงได้ตัดสินใจเข้ายึดอำนาจและประกาศยกเลิกการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเกือบทั้งฉบับ

                 "เรื่องอย่างนี้นักประชาธิปไตยพูดไม่ได้ มีแต่ทหารเท่านั้นที่พูดได้ แล้วก็ทำได้ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป เพราะถ้าปล่อยให้เป็นอยู่มวลชนสองฝ่ายก็ตั้งท่าว่าจะเผชิญหน้ากันรัฐบาลรักษาการจะกู้เงิน ก็ติดรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีการเลือกตั้ง เลือกแล้วมันจะจบมั้ย บ้านเมืองมันมาถึงทางตัน มันเดินไม่ได้ ก็ต้องให้ทหารนี่แหละเข้าไป ถามว่า เราวางแผนกันไหม มันไม่ใช่" หนึ่งในคีย์แมน คสช.อธิบาย

                 นั่นอาจจะเป็นคำตอบได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่าการยึดอำนาจก็คือ จะบริหารอำนาจนั้นอย่างไร เพื่อให้เดินไปสู่เป้าหมายตามที่ได้ให้สัญญากับประชาชนตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557

                 นั่นคือ "งานหนัก" ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ในวันนี้ แม้จะยังไม่พ้นจากตำแหน่ง "ผู้บัญชาการทหารบก" แต่กระแสข่าวว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไป จะเป็นใครไม่ได้นอกจากคนที่ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา

                 เพราะบทเรียนการยึดอำนาจตอกย้ำว่า ยึดมาแล้วไม่บริหารเอง แต่โยนไปให้คนอื่น มัน "เสียของ" ทุกครั้ง

                 ถามว่า คนไทยจะยอมรับไหมถ้าหากว่าหัวหน้า คสช.เข้ามาบริหารประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรี?

                 คงจะมีคนตอบคำถามนี้ไม่มากนัก เพราะในทุกวันนี้ คณะ คสช. 15 คน นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ ก็ทำหน้าที่บริหารประเทศอยู่แล้ว

                 ต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพียงแค่ว่า คำสั่งของหัวหน้า คสช.คือ กฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตาม

                 การบริหารประเทศของ คสช.แยกย่อยไปให้รองหัวหน้า คสช.แบ่งงานไปทำในด้านต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จิตวิทยาสังคม ความมั่นคง และต่างประเทศ ก็จริง แต่งานทุกด้านวิ่งตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะที่จะต้องตัดสินใจเป็นคนสุดท้าย

                 หากเป็นภาวะที่บ้านเมืองไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างประเทศที่ไม่ปกติ สถานการณ์ภายในประเทศก็สาหัส ก็คงไม่เท่าไหร่ แต่สภาพบ้านเมืองเช่นนี้ ย่อมเป็นที่กังวลว่า ความเป็นทหารที่มีทั้งระบบ วินัย และถูกฝึกให้เป็นนักรบมาตลอด จะอดกลั้นต่อแรงกดดันจากรอบด้านได้อย่างไร

                 สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จะว่าไปดูได้จากพัฒนาการของรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ร่ายยาวทุกค่ำคืนวันศุกร์

                 เนื้อหาที่พูดถึงในรายการไม่ต่างอะไรจากรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยจัดมาแล้วเมื่อครั้งยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

                 กล่าวกันว่า คนที่ทำได้เช่นนี้ อย่างหนึ่งที่ต้องมีคือ "สมาธิ" ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า สมาธิของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นไม่ธรรมดา ขนาด "ปืน" ที่ไม่คุ้นมือ ยังยิงโชว์กำลังพลในการฝึกภาคสนาม เรียกความเชื่อมั่นศรัทธาของกำลังพลมาแล้ว

                 ในการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ขึ้นชื่อเช่นกันว่า ฟังแล้วสรุปและตัดสินใจเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน

                 คนวงใน คสช.เล่าว่า ในการประชุมพิจารณาโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี มีหน่วยงานที่รับผิดชอบมาชี้แจงว่าจำเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แก้ปัญหาหนี้สินให้แก่ ขสมก. แต่ติดปัญหาบางอย่าง..."พล.อ.ประยุทธ์ บอกเลยว่า เฮ้ย! ถ้ามันทำแล้วแก้หนี้สิน ช่วยคนจนที่เขารอใช้บริการกันอยู่ทำไมไม่ไปทำ ติดขัดตรงไหน ก็ไปหาวิธีแก้ เพียงแต่ทำแล้วให้มันโปร่งใส ทำแล้วคนเขาเชื่อว่าไม่ทุจริต ไปทำเลย"

                 ณ เวลานั้น น้ำเสียงและอารมณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอย่างไร ก็ให้ดูจากที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ที่บางครั้งนักข่าวก็ต้องถอยเหมือนกัน

                 แต่สำหรับนายทหารที่คุ้นเคยแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติ

                 มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งที่นายตำรวจผู้หนึ่งไปให้สัมภาษณ์ว่า ไปจับกุมอาวุธตามกฎอัยการศึก พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยินข่าวถึงกับควันออกหู เพราะไม่ต้องการให้ตำรวจซึ่งมีกฎหมายอยู่ในมืออยู่แล้วมาอ้างถึงกฎอัยการศึก ซึ่งอาจกลายเป็นภาพลบให้กองทัพ เพราะจะกลายเป็นว่า เอะอะก็อ้างกฎอัยการศึก

                 ในเรื่องการทำงานนั้น เป็นที่รู้กันว่า ภายหลังยึดอำนาจก็ไม่มีวันหยุดให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์

                 เริ่มงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า บางวันออกจากกองบัญชาการกองทัพบกเอาเวลาเที่ยงคืน

                 ก็ด้วยเพราะงานที่มากมายก่ายกองไหลมาเทมาเหมือนไม่มีวันหมด แม้กระทั่ง "กอล์ฟ" ที่ พล.อ.ประยุทธ์ วางตารางตายตัวว่า "ต้องไป" ในทุกวันเสาร์ แต่ตารางที่ว่านั้นถูกลบไปนับแต่ยึดอำนาจแล้ว

                 แต่ก็ใช่ว่ามุมของ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีเพียงมุมดุดัน ขึงขัง เพียงมุมเดียว นักข่าวสายทหารจะรู้ว่า หลายครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็พยายามปล่อยมุกในสไตล์ที่ตนถนัด หลายครั้งที่ให้สัมภาษณ์จะลงท้ายด้วยคำว่า เขียนให้ดีๆ นะจ๊ะ, ไปแล้วนะจ๊ะ หรือไปดีๆ นะจ๊ะ จนทำให้นักข่าวแอบตั้งฉายา "บิ๊กตู่ นะจ๊ะ"

                 ทั้งหมดนั้นคือ "บางส่วน" ของว่าที่ผู้นำ ซึ่งน่าพอจะมองเห็นภาพได้ว่า หากเมื่อใดได้ขึ้นเป็นผู้นำตัวจริง รูปแบบในการบริหารประเทศจะเป็นอย่างไร เร็ว ฉับไว ชัดเจน อย่างที่ซ้อมมาหรือไม่ คงได้รู้กัน
.............................................

(หมายเหตุ : ดุดัน-ฉับไว'ประยุทธ์'ซ้อมใหญ่ว่าที่ผู้นำ : ทีมข่าวความมั่นคง)