
อิสราเอลขยายเวลาหยุดยิงฮามาสไม่ยอม
อิสราเอลขยายเวลาหยุดยิงในฉนวนกาซาอีก 24 ชั่วโมง หลังครบกำหนดหยุดยิง 12 ชม.ที่ตกลงไว้ แต่ฮามาสไม่ยอมรับการหยุดยิงครั้งใหม่และเดินหน้ายิงจรวดใส่
27ก.ค.2557 คณะรัฐมนตรีอิสราเอลมีมติเมื่อวันเสาร์ให้ขยายเวลาหยุดยิงในฉนวนกาซาออกไปอีก 24 ชม.จนถึงเที่ยงคืนวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นหรือ ตี 4 เช้าวันจันทร์ตามเวลาไทย ตามคำขอของสหประชาชาติเพื่อให้สามารถดำเนินความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่สู้รบได้ แต่กลุ่มฮามาสยืนยันจะไม่มีการหยุดยิงอีกต่อไปหากอิสราเอลยังไม่ถอนรถถังออกไปจากฉนวนกาซา และกองกำลังเอซเซดีน อัล-กัสซัม กลุ่มติดอาวุธของฮามาสประกาศในคืนวันเดียวกันว่าได้ยิงจรวดหลายลูกเข้าไปในภาคใต้ของอิสราเอลและเลยไปถึงนครเทลอาวีฟ ทันทีที่ข้อตกลงหยุดยิง 12 ชม.สิ้นสุดลงตามกำหนด
ปฏิบัติการโจมตีฉนวนกาซาตั้งแต่ 8 ก.ค.โดยกองทัพอิสราเอล คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ เกือบ 1,150 คนแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กเสียชีวิตอย่างน้อย 192 คนแล้ว ขณะที่มีทหารอิสราเอลเสียชีวิต 42 นาย และพลเรือนอิสราเอลเสียชีวิต 3 คน
ขณะที่นานาชาติยังคงพยายามเจรจากับชาติต่างๆในตะวันออกกลางเพื่อหาทางผลักดันให้ทั้งอิสราเอลและฮามาสขยายเวลาหยุดยิง ซึ่งสหประชาชาติย้ำเรียกร้องให้มีการหยุดยิงนาน 7 วัน แต่ความพยายามไม่คืบหน้านัก โดยฮามาสยังยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงควรมีเงื่อนไขให้อิสราเอลเลิกปิดกั้นพรมแดนฉนวนกาซาที่ดำเนินมานาน 8 ปีด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสราเอลคัดค้าน
แต่มีรายงานว่าในช่วงการหยุดยิงนาน 12 ชม. ทำให้ชาวปาเลสไตน์ได้มีเวลาผ่อนคลายลงบ้าง ได้กลับเข้าบ้านเรือนตรวจสอบความเสียหาย และแห่ไปธนาคารถอนเงินเพื่อนำไปซื้อสิ่งของจำเป็นไว้กักตุน ส่วนแพทย์ได้เข้าไปเก็บศพจากบ้านเรือนหลายร้อยหลังที่พังเสียหายย่อยยับจากการโจมตีทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน
ส่วนบรรยากาศในอิสราเอล มีประชาชนำอาหาร น้ำดื่มและของจำเป็นไปมอบให้ทหารที่หยุดพักการโจมตีและประชาชนหลายคนไปเที่ยวพักผ่อนตามชายหาด นอกจากนี้มีประชาชนหลายพันคนร่วมชุมนุมในนครเทลอาวีฟเพื่อเรียกร้องให้อิสราเอลยุติปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา
สหรัฐอพยพนักการทูตออกจากลิเบีย
จอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยขณะเยือนกรุงปารีสของฝรั่งเศสเมื่อวานว่า รัฐบาลจำเป็นต้องอพยพเจ้าหน้าที่ในสถานทูตหลังจากพวกเขาเผชิญความเสี่ยงที่แท้จริงจากการสู้รบอย่างดุเดือดใกล้สนามบินในกรุงทริโปลี ซึ่งอยู่ใกล้สถานทูตด้วย แต่เขายืนยันว่ายังไม่ได้ปิดสถานทูต เพียงแต่เป็นการระงับการทำงานเท่านั้น
การอพยพเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 5.00 น.วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น ขณะมีเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์บินเหนือท้องฟ้าทั่วกรุงทริโปลี และแหล่งข่าวความมั่นคงเปิดเผยว่าเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐเหล่านี้ ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันขบวนรถนักการทูตเพื่ออพยพไปยังประเทศตูนิเซียที่อยู่ใกล้เคียงอย่างปลอดภัย นอกจากนี้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐยังเตือนให้ชาวอเมริกันหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังลิเบีย และขอให้ชาวอเมริกันที่อยู่ในลิเบียรีบออกนอกประเทศทันที
ก่อนหน้านั้นในคืนวันศุกร์ รัฐบาลลิเบียเพิ่งเตือนว่าประเทศอาจแตกเป็นเสี่ยงได้หลังจากกองกำลังติดอาวุธสองกลุ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือดตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.เพื่อแย่งชิงสนามบิน ทำให้เครื่องบินและอาคารในสนามบินได้รับความเสียหาย และมีผู้เสียชีวิต 47 คนและผู้บาดเจ็บ 120 คน นับเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดหลังจากพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำเผด็จการลิเบียถูกโค่นลงจากอำนาจในปี 2554 เดิมสนามบินทริโปลีอยู่ในการควบคุมของกลุ่มติดอาวุธซินทัน หลังการโค่นล้มกัดดาฟี แต่กลุ่มติดอาวุธที่เรียกตัวเองว่า กองกำลังเสถียรภาพและความมั่นคงเปิดฉากโจมตีเพื่อแย่งชิงสนามบิน
เหตุการณ์ไม่สงบในลิเบียสร้างความตื่นตระหนกแก่สหรัฐเพราะเมื่อวันที่ 11 ก.ย.2555 เคยเกิดเหตุโจมตีสถานกงสุลลิเบียในเมืองเบงกาซี ทำให้เอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่อีก 3 คนเสียชีวิต



