ข่าว

'ชีวิตสุดท้ายที่...เบตง' คาร์บอมบ์สะเทือน 'ไข่แดง' ศก.

'ชีวิตสุดท้ายที่...เบตง' คาร์บอมบ์สะเทือน 'ไข่แดง' ศก.

27 ก.ค. 2557

'ชีวิตสุดท้ายที่...เบตง' คาร์บอมบ์สะเทือน 'ไข่แดง' ศก. : ศูนย์ข่าวภาคใต้ ... รายงาน

 
                            ก่อนนั้นไม่กี่ชั่วโมง...
 
                            หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า กำชับเฝ้าระวังช่วงเปราะบาง "โค้งสุดท้าย" ก่อนสิ้นเดือนรอมฎอน
 
                            กระทั่ง 14.48 น. วันที่ 25 กรกฎาคม คนร้ายขับรถตู้ ทะเบียนป้ายเหลือง 10-1010 มาจอดกันพื้นที่เป้าหมาย เพื่อ "ล็อกเป้า" เปิดทางให้ "มัจจุราช" ผู้ขับรถกระบะยี่ห้อมาสด้า สีขาว ทะเบียน บค8594 เบตง (ป้ายปลอม) บรรทุกระเบิดเข้ามาเสียบแทน ก่อนกลุ่มคนร้ายจากรถ "คาร์บอมบ์" ก้าวขึ้นรถตู้ไปด้วยท่าทางเรียบเฉย
 
                            ไม่มีใครล่วงรู้หรือมีลางสังหรณ์ใดๆ ว่าจะบังเกิดสิ่งไม่พึงประสงค์ขึ้นในพื้นที่ ไม่กี่นาทีถัดมา...
 
                            เสียงตูมสนั่น!!
 
                            ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คน ความชุลมุน สับสนวุ่นวาย มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีกเกือบครึ่งร้อย
 
                            บริเวณหน้า "โรงแรมฮอลิเดย์ ฮิลล์" ตั้งอยู่เลขที่ 50 ถนนภักดีดำรงค์ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา คือพิกัดหลักที่กลุ่มลงมือ "ก่อการ" พื้นที่ "ไข่แดง" ทางเศรษฐกิจอย่างเบตงสงบร่มเย็นมาเกือบ 10 ปีแล้ว อาจทำให้หลายฝ่ายชะล่าใจอย่างมิควรจะเป็น 
 
                            หลังอรุณรุ่ง... ย่างเข้าวันใหม่...
 
                            ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" เข้าสำรวจพื้นที่ พบความเงียบงันยังครอบงำ การใช้ชีวิตประจำวันผิดแผกจากทุกวัน ส่วนใหญ่เลือกปิดตัวเงียบ หลายชีวิตขอเก็บตัวเงียบ
 
                            บ้านใครบ้านมัน!!
 
                            บรรพต รัตนพันธ์ ชาวสงขลา วัย 47 ปี คนต่างถิ่นที่ย้ายครอบครัวมาทำกินในเมืองเบตง ปัจจุบันยึดอาชีพขายของชำใกล้ที่เกิดเหตุ เล่าว่า เข้ามาทำมาหากินที่เบตง 19 ปีแล้ว ทั้งเปิดร้านขายของชำ และร้านน้ำชา ไม่เคยประสบเหตุรุนแรงกับตัวเองเหมือนครั้งนี้มาก่อน ช่วงเกิดเหตุกำลังวุ่นอยู่กับการขายของในช่วงใกล้ค่ำ จู่ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดรุนแรง จึงหมอบกับพื้น เพราะเกรงจะมีระลอกที่ 2 ตามมา 
 
                            "ผมสั่งให้ลูกเมียหมอบลงกับพื้นทั้งหมด แต่นาทีนั้นสติทุกคนแตกหมดแล้ว จึงแตกกระเจิงกันละทิศละทาง โดยเฉพาะลูกค้า ผู้คนที่เดินถนนหลายคนก็กระโจนเข้ามาหลบในร้าน ชุลมุนวุ่นวายไปหมด สักพักหลังตั้งหลักได้ จึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่นี้ เพราะเริ่มมีเปลวเพลิงดำโขมงตามมา" ชายวัยกลางคน เล่านาทีระทึก 
 
                            พร้อมยืนยันว่า แม้จะเกิดเหตุร้ายรุนแรง ชีวิตเฉียดตาย ก็ไม่เคยท้อ คงไม่ย้ายออกจากพื้นที่นี้ เพราะปักหลักมานานจนเหมือนบ้านเกิด ไม่รู้จะถอยร่นไปไหนแล้ว ยอมรับว่า หากเป็นช่วงปกติ การทำมาหากินในพื้นที่นี้ถือว่าพออยู่ได้ เศรษฐกิจดี อนาคตข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็คงไม่ไปไหน ขอตายสุดท้ายที่เบตง
 
                            ธัณยวรรณ ยงวิริยะกุล เจ้าของร้านอาหาร “ต้าเหยิน” อ.เบตง เล่าว่า จุดอ่อนที่ทำให้คนร้ายก่อเหตุครั้งนี้ คือ มาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในระยะหลังอ่อนลงไป โดยเฉพาะการตรวจค้นการเข้า-ออกเมือง ยิ่งไม่ค่อยเกิดเหตุบ่อยยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ชะล่าใจ เพราะมั่นใจว่าไม่มีอะไร หลังจากนี้จะต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย การตรวจค้นการเข้า-ออกเมืองเบตง และให้ดำเนินการด้วยความเข้มข้นต่อเนื่อง ไม่เฉพาะหลังจากเกิดเหตุใหม่ๆ เท่านั้น 
 
                            สำหรับผลกระทบชัดเจนล่าสุด จำนวนลูกค้าลดลงบางส่วน ส่วนกรุ๊ปทัวร์ก็มีการแจ้งยกเลิกบางส่วน แต่ยังไม่มาก ในขณะที่ทางร้านก็จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ด้วยการสั่งให้พนักงานในร้านทุกคนช่วยกันสังเกตคนแปลกหน้า ยานพาหนะที่ไม่คุ้น เพราะถือว่าการดูแลทุกคนจะต้องช่วยกัน หวังพึ่งเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียวไม่ได้  
 
                            “ช่วงนี้ก็เป็นการเสียโอกาส เพราะเป็นช่วงเทศกาลผลไม้ ปกติจะมีนักท่องเที่ยว ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โรงแรมห้องพักจะเต็ม การที่นักท่องเที่ยวเข้ามามากก็มีผลต่อร้านอาหารตามไปด้วย" เจ้าของร้านระบุ
 
                            ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานหอการค้าจังหวัดยะลา ประเมินว่า ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ ไม่ว่าเป้าหมายของคนร้ายจะต้องการสร้างสถานการณ์ หรือตั้งใจทำลายระบบเศรษฐกิจใจพื้นที่ แต่ครั้งนี้ย่อมกระตุ้นให้ภาคเอกชนในพื้นที่เรียกร้องไปยัง คสช.ช่วยคืนความสุขให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมเสียที 
 
                            สะท้อนจาก คุณวุฒิ มงคลประจักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเบตง ย้ำว่า อ.เบตง ทิ้งช่วงการเกิดเหตุนานถึง 8 ปี ล่าสุดที่เกิดเหตุในปี 2549 ถือว่ารุนแรงกว่า ครั้งนี้แม้ความรุนแรงน้อยกว่า แต่ผลกระทบทางด้านจิตวิทยามีมากกว่า ด้วยเหตุผลคือ เบตงทิ้งช่วงเหตุร้ายเป็นเวลานานมาก 
 
                            “เพื่อนที่กรุงเทพฯ จองห้องพักว่าจะเดินทางมาเที่ยวในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2 คืน หลังจากเกิดเหตุก็โทรมาแจ้งยกเลิกและขอค้างคืนที่ปีนังแทน จากเดิมที่ค้างที่ปีนัง 1 คืน แล้วมาค้างที่เบตง 2 คืน”
 
                            คนในพื้นที่รายนี้ บอกด้วยว่า ในฐานะคนเบตง อยากจะขอความร่วมมือทุกฝ่ายในเรื่องความปลอดภัย ว่า อย่าประมาท แม้เบตงไม่เกิดเหตุถี่เหมือนที่อื่นๆ ใน 3 จังหวัด แต่ก็ไม่ควรประมาท ที่พูดก็ไม่ได้เป็นการตำหนิ แต่เข้าใจว่า บางช่วงเวลามั่นใจมากเกินไปจะทำให้คนที่จ้องทำลายกับคนที่ป้องกันมีโอกาสพลาดได้ อย่าคิดว่าเบตงมีความปลอดภัยเหนือกว่าที่อื่น เพราะปัจจุบันไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัยแล้ว 
 
                            บทเรียนการจ้องทำลายหัวเมืองทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นเนืองๆ จึงไม่ควรมองข้ามมิติพื้นที่เมืองหลวงปักษ์ใต้อย่าง "หาดใหญ่" จ.สงขลา
 
                            เรื่องนี้ สมพร สิริโปราณานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ระบุว่า ปกติในช่วง 10 วันสุดท้ายของการถือศีลอด ในส่วนของ จ.สงขลา มีการประสานงานเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างเข้มงวดเป็น 2 เท่า ทั้งในส่วนคุมเข้มในย่านสำคัญ รวมถึงการประสานความร่วมมือผู้ประกอบการตรวจสอบและเช็กความพร้อมกล้องวงจรปิด รวมถึงประสานเครือข่ายวิทยุสอดส่องดูแล ทั้งนี้ ขอฝากไปยัง คสช.ให้จริงจังเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ภายใต้กรอบอำนาจและโครงสร้างใหม่ที่สามารถดำเนินการทันที
 
 
 
 
 
--------------------------
 
('ชีวิตสุดท้ายที่...เบตง' คาร์บอมบ์สะเทือน 'ไข่แดง' ศก. : ศูนย์ข่าวภาคใต้ ... รายงาน)