
ได้เบาะแสรถตู้เอี่ยวคาร์บอมบ์'เบตง'
26 ก.ค. 2557
พบเบาะแสรถ 2 คันก่อเหตุ เร่งขยายผล 'กอ.รมน.ภาค4' สรุปคาร์บอมบ์เบตง ตาย 2 เจ็บ 42 ขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวยังเงียบเหงา
26 ก.ค.57 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แถลงว่า จากเหตุการณ์คนร้ายได้ลอบวางระเบิด (คาร์บอมบ์) ในเขตเทศบาลเบตง อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และได้รับบาดเจ็บ 42 คน ในจำนวนนี้สาหัส 6 คน พักรักษาตัวโรงพยาบาลศูนย์ยะลา จำนวน 2 คน พักรักษาตัวโรงพยาบาล เบตง 15 คน และที่เหลือแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้
จากกรณีดังกล่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอแสดงความเสียใจกับญาติและครอบครัวของที่ผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจากการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก/หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้กำชับให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เพิ่มมาตรการในการดูแล ความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเร่งรัดให้การช่วยเหลือเยียวยา อย่างเร่งด่วน
ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบพบว่า คนร้ายได้ใช้ระเบิดแบบแสวงเครื่องไม่ทราบภาชนะบรรจุวางไว้ในรถยนต์กระบะตอนครึ่ง ยี่ห้อมาสด้า สีเทา หมายทะเบียน บง 3616 ยะลา ซึ่งคนร้ายได้ปล้นไปจากนาย อภิวัฒน์ จันทร์แถม ในพื้นที่ ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขับมาจอดในที่เกิดเหตุ โดยมีรถโดยสารขนาดเล็ก (รถตู้) สายยะลา - ดอนยาง - หาดใหญ่ รับออกจากที่เกิดเหตุก่อนจุดชนวนระเบิดขึ้น
โดยกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพพฤติกรรมของคนร้ายที่นำรถมาจอด แล้วเดินขึ้นรถตู้คันดังกล่าวจำนวน 3 คน ซึ่งจากการตรวจสอบภายหลังพบว่าคนร้ายได้ปล้นรถตู้คันดังกล่าว และภายหลังเกิดเหตุได้นำมาจอดทิ้งไว้บริเวณเขตรอยต่อ อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้รวบรวมพยานหลักฐาน และสอบสวนคนขับรถตู้โดยสารเพื่อขยายผลไปสู่กลุ่มคนร้ายต่อไป
"ภายหลังเกิดเหตุ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เดินทางเข้าไปติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้เร่งคลี่คลายสถานการณ์ และเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อช่วยเหลือเยียวยา โดยขณะนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้เข้าไปกำกับดูแลการเยียวยา และเร่งฟื้นฟูสภาพให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด"
ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนไหว เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน และเครือข่ายองค์กร, ผู้นำศาสนา และประชาชนร่วมกันประณามการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ในครั้งนี้ ซึ่งได้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และสร้างความเสียหายในทรัพย์สินเนื่องในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนแห่งการทำความดี พร้อมกับขอให้หยุดแอบอ้างอุดมการณ์เพื่อประชาชน เพราะตลอด 10 ปี กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ซึ่งต้องตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์มาโดยตลอด และกลุ่มขบวนการเหล่านี้ทำเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตนเท่านั้น
บรรยากาศท่องเที่ยวเบตงเงียบ ปชช.ไม่กล้าออกจากบ้าน
บรรยากาศในช่วงเช้าวันนี้ (26 ก.ค.) ที่ อ.เบตง จ.ยะลา หลังเกิดเหตุคนร้าย คาร์บอมบ์หน้าโรงแรมฮอลิเดย์ฮิลล์ พบว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะร้านค้าย่านธุรกิจ ซึ่งประชาชนในพื้นที่ยังคงอยู่ในอาการหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่กล้าออกจากบ้าน
ส่วนร้านค้าที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด เจ้าของร้านได้เริ่มสำรวจความเสียหายและเก็บกวาดทำความสะอาด บ้านพักและร้านค้า ของตนเอง ส่วนผู้บาดเจ็บที่ยังรักษาตัวที่ โรงพยาบาล อ.เบตง ขณะนี้จำนวนทั้งสิ้น 34 ราย และส่งไปรักษาตัวที่ โรงพยาบาลศูนย์ยะลา จำนวน 3 ราย ส่วนการติดตามจับกุมคนร้ายนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร กำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ
ในขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.วลิต โรจนภักดี ประชุมเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และเร่งรัดให้ติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด
'วัชรพล' กำชับตร.เร่งสืบสวนหาข่าวป้องกันสถานที่สำคัญ หลังเกิดระเบิดที่ยะลา-นราฯ
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจจ รรท.ผบ.ตร.มีวิทยุในราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงผบช.ศชต.และผู้ที่เกี่ยวข้องกำชับการปฏิบัติ หลังจากเมื่อวันที่ 25 เวลาประมาณ 15.30 น. ได้เกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ อส.ทพ.เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 3 นาย และต่อมาในเวลา 16.30 น. ได้เกิดเหตุระเบิดคาร์บอมในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา มีผู้เสียชีวิต 2 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 35 ราย
เพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยและการรักษาความปลอดภัยในชีวิต ทรัพสินของประชาชนในพื้นที่ ศสช. จ.สงขลา เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงกำชับ ผบก. หน.สถานีตำรวจทุกแห่งให้ดำเนินการในพื้นที่เกิดเหตุให้เร่งรัดสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ วัตถุพยาน จากกล้องวงจรปิด รวมทั้งพยานบุคคลและพยานแวดล้อมเพื่อพิสูจน์ทราบผู้กระทำความผิด ตามพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพิ่มมาตราการระวังป้องกันสถานที่สำคัญ โรงแรม ตลาด สวนสาธารณะหรือที่เป็นศูนย์รวมแหล่งพบปะของประชาชนในพื้นที่
โดยเน้นการตรวจค้นบุคคลและยานพาหนะต้องสงสัย ขอความร่วมมือภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่แจ้งพฤติการณ์ของบุคคลและยานพาหนะต้องสงสัย ที่เข้ามาจอดหรือเคลื่อนไหวอย่างผิดสังเกตพร้อมบันทึกภาพหรือจดจำตำหนิรูปพรรณ เพื่อเป็นข้อมูลในการสืบสวนขยายผล กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่ให้เพิ่มความระมัดระวัง เตรียมความพร้อมในเรื่องเสื้อเกราะ อาวุธประจำกายแผนเผชิญเหตุและยุทธวิธี ให้สามารถป้องกัน ตอบโต้และปฎิบัติการเชิงรุก เมื่อเกิดเหตุได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ต้องอำนวยการและกำกับดูแลการปฎิบัติในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด จัดฝ่ายสืบสวน ภ.จว. และ ศชต. ลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติ ให้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กองทัพภาคที่ 4 ศอ.บต. และฝ่ายปกครอง อย่างใกล้ชิด



