ข่าว

เปิดชีวิตหนุ่มนักสู้ขายแรงกลางไฟสงคราม

เปิดชีวิตหนุ่มนักสู้ขายแรงกลางไฟสงคราม

26 ก.ค. 2557

เปิดชีวิตหนุ่มนักสู้ขายแรงกลางไฟสงคราม : ศุภชัย วิเศษสรรค์รายงาน

                ความหวังของหนุ่มต่างจังหวัดคนหนึ่งที่บ่ายหน้าหนีป่าเข้ากรุง เพียงเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว เป็นวิถีชีวิตของปุถุชนทั่วไป เช่นเดียวกับ "นรากร กิตติยังกุล" หนุ่มชาวเขาเผ่าม้ง วัย 36 ปี จาก ต.ป่ากลาง อ.ปัว จ.น่าน เป็นบุคคลหนึ่งที่ร่อนเร่มาขายแรงงานยังเมืองหลวง พร้อมความใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดีกว่าเหมือนชาวเขาทั่วๆ ไป ได้ก้าวมาสู่อาชีพขับรถแท็กซี่หาเช้ากินค่ำ ทำงานโต้รุ่งเพื่อส่งเงินเลี้ยงพ่อที่พิการทางสายตา และเริ่มแก่ชราเรี่ยวแรงถดถอย ช่วยส่งเสียน้องๆ วัยเรียนอีก 5 คนที่เกิดกับแม่คนใหม่ แต่แล้วเงินที่ได้จากการทำงานหลายสิบชั่วโมงต่อวันเริ่มไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และค่าเช่ารถที่มากโข ทำให้หนุ่มชาวเขาตัดสินใจสู้ครั้งสุดท้ายขอไปเสี่ยงทำงานต่างประเทศ

                หนุ่มชาวเขาที่หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความหวังและความฝันเพื่อครอบครัวบินจากแผ่นดินเกิดไปพร้อมกับความไม่รู้ถึงชีวิตความเป็นอยู่และสิ่งที่จะเผชิญในต่างแดน และด้วยคำร่ำลือถึงเงินเดือนก้อนใหญ่ที่สามารถกลับมาสร้างชีวิตใหม่ที่บ้านเกิดได้เพียงไม่กี่ปีทำให้เขาพร้อมรับความเสี่ยงเพื่ออนาคต แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม อากาศที่ร้อนจัด งานหนักที่ไม่สอดคล้องกับค่าตอบแทนที่ได้รับ ความเสี่ยงจากภัยสงครามที่หนุ่มชาวเขาไม่คาดคิด
 
                ท้ายที่สุดเขาถูกลูกหลงจากการโจมตีทางอากาศทำให้เขาต้องจบชีวิตลงที่ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

                บัญชา กิตติยังกุล อายุ 62 ปี พ่อของนรากรที่ดวงตาข้างขวาพิการ เล่าถึงลูกชายที่เขารักมากที่สุดว่า นรากร เป็นเด็กนิสัยดี ขยันทำมาหากินมาตั้งแต่เด็กๆ เขาส่งเงินมาเลี้ยงครอบครัว ส่งเงินมาให้พ่อตลอด ส่วนพี่น้องของนรากรอีก 9 คน บางคนก็ส่งเงินมาให้พ่อบ้างเป็นบางครั้ง แต่นรากร จะส่งมาให้เป็นประจำ เมื่อก่อนตอนที่เขาอยู่บ้านก็จะช่วยทำสวนทำไร่ช่วยกันปลูกข้าวไว้กิน แต่เขาอยากมีบ้านหลังใหม่ อยากมีเงินมากๆ ไว้ซื้อที่ดินปลูกบ้านเขาก็เลยไปหางานทำที่กรุงเทพฯ

                ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ นรากรโทรศัพท์มาปรับทุกข์กับพ่อว่าขับรถแท็กซี่เงินไม่ค่อยเหลือ ชีวิตความเป็นอยู่ในกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายสูง ขับรถแท็กซี่เสียค่าเช่าแพง และเมื่อนรากรมองเห็นช่องทางการทำงานในต่างแดนจากเพื่อนๆ และคนรู้จักที่ไปทำงานในต่างประเทศแล้วส่งเงินมาให้พ่อให้แม่ นรากรจึงอยากไปบ้างจึงกลับมาบ้านขอให้พ่อให้ญาติๆ พี่น้องหาเงินกู้ช่วยให้เขาไปทำงานต่างประเทศ และด้วยความที่นรากรเป็นคนขยันไม่เกเร พ่อและญาติพี่น้องจึงระดมทุนและกู้เงินจากเพื่อนบ้านในหมู่บ้านรวม 2 แสนบาทส่งให้นรากรได้ไปทำงานที่ต่างประเทศตามความต้องการของเขา
"ก่อนจะไปเขาโทรศัพท์มาบอกว่าจะตั้งใจทำงาน จะส่งเงินมาให้พ่อทุกๆ สองเดือน จะส่งเงินมาให้พ่อจ่ายค่าคนงานทำไร่ทำสวน พ่อจะได้ไม่ต้องทำงานหนักอีก แต่เขาไปได้เดือนเดียวเขาก็จากเราไปแล้ว"

                พชรพร กิตติยังกุล อายุ 53 ปี อาของนรากร พลันทราบข่าวว่าหลานเสียชีวิตที่เมืองนอกแทบล้มทั้งยืนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวัน เฝ้าแต่หวนนึกถึงคำพูดและน้ำเสียงผ่านโทรศัพท์ของหลานในครั้งสุดท้ายที่บอกผู้เป็นอาก่อนไปไม่กลับ

                "อา ลูกจะไปแล้วนะ กำลังเก็บของไปบริษัท พรุ่งนี้ต้องไปอบรม 1 วัน ลูกคงไม่ได้โทรมาหาอาอีกแล้วนะ ขอให้อารักษาสุขภาพและดูแลตัวเองดีๆ นะ คำพูดที่เขาบอกเราวันนั้น ไม่คิดว่าจะเป็นคำบอกลา"

                พชรพร เล่าถึงความกตัญญูของหลานพร้อมกับหยดน้ำตาที่รินไหลว่า นรากรเป็นคนดี ไม่เกเร เขาเป็นคนขยันตั้งใจทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ เขาส่งเงินมาให้พ่อและแม่ใหม่ของเขา ไม่เคยทิ้งพ่อทิ้งแม่เลย ถึงแม้ว่าแม่ที่ให้กำเนิดเขาจะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่แม่ใหม่คนนี้ก็เป็นคนเลี้ยงดูเป็นคู่ชีวิตพ่อของเขา เขาก็ไม่ได้ทอดทิ้งและรักน้องๆ อีก 5 คนที่เกิดจากแม่ใหม่เหมือนน้องแท้ๆ ของเขา

                "ถึงแม้ว่าชีวิตเขาจะอาภัพ แม่ก็เสีย เมียที่มีลูกด้วยกันก็เลิกรากันไปมีแฟนใหม่ ไปขับรถแท็กซี่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ก็เหนื่อย บางวันก็ไม่คุ้มต้องเสียค่าเช่ารถค่าน้ำมันจนหมด แต่เขาก็สู้ชีวิต เราทุกคนรักเขา ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นอะไรไปแล้ว แต่เขาจะอยู่ในใจของเราทุกคนเสมอ ขอให้เขาไปสู่สุคติและหลับให้สบาย" พชรพรฝากถึงหลานผู้ล่วงลับ

                กิตติชัย ย่านสากล พี่ชายคนโตของบ้าน อายุ 44 ปี เล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือพร้อมน้ำตาแห่งความเศร้าสลดว่า ก่อนที่เขาจะไปเมืองนอก 2 สัปดาห์ เขากลับมาที่บ้านเพื่อยืมเงินญาติพี่น้องและบอกว่าจะไปทำงานต่างประเทศ จะเก็บเงินมาให้พ่อให้แม่และอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม เขาเห็นว่าเพื่อนๆ ไปทำงานแล้วส่งเงินกลับมาให้พ่อให้แม่ที่เมืองไทย เขาก็อยากไปทำงานดูบ้าง

                "ถ้าผมรู้ว่าน้องผมไปแล้วตาย ผมจะไม่ให้ไป ถ้าผมรู้ว่าเขาสู้รบกันแบบนี้ ผมก็ไม่ให้น้องผมไป ถ้าผมรู้ว่าน้องผมจะต้องเสี่ยงกับการสู้รบ ทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้ ผมคงให้เขากลับมาตั้งแต่วันแรกที่ไป และอยากฝากบอกคนไทยด้วยว่าไม่ต้องไปทำงานที่เสี่ยงตายแล้ว มันไม่คุ้มค่ากับชีวิต"

                วันเพ็ญ ยาอุด อายุ 42 ปี พี่สาวของนรากร ยังไม่เชื่อข่าวที่น้องชายของตนเองเสียชีวิต ภายหลังจากเพื่อนของนรากรที่ทำงานอยู่ประเทศอิสราเอลด้วยกันได้โทรศัพท์มาบอกพ่อของเขา ก่อนที่จะมาแจ้งให้ครอบครัวของนรากรทราบ จนวันเพ็ญทราบข่าวอีกทอดหนึ่ง ด้วยความที่เธอสงสัยและกังวลใจจึงเดินทางไปสอบถามความจริงกับสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยทันที

                "ทางสถานทูตยังยืนยันไม่ได้ เราก็ไม่มีเอกสารอะไรไปแจ้งกับเขา มีแต่ชื่อน้องชายไป เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ก็กลับมารอที่บ้านและคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือ อะไรจะเร็วขนาดนั้น เมื่อวานเรายังคุยกันในเฟซบุ๊กอยู่เลย และประมาณ 17.00 น. ทางสถานทูตก็โทรมาบอกว่าน้องชายเสียชีวิตเราก็ทำอะไรไม่ถูก"

                วันเพ็ญเล่าย้อนถึงวันที่ฝันของน้องชายเป็นจริงเพียงครึ่งเดียวว่า ตอนเขารู้ว่าจะได้ไปอิสราเอลเขาดีใจมาก เพราะเขามีความฝันว่าอยากไปทำงานต่างประเทศ อยากมีเงินมากๆ มาให้พ่อให้แม่ มาใช้หนี้ มาซื้อบ้านซื้อรถ ตอนนั้นเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอิสราเอลอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าจะมีการสู้รบกัน ไม่รู้ว่าอากาศเป็นอย่างไร

                ด้วยความที่เป็นพี่น้องที่สนิทสนมกัน ธุระในการระดมทุนเพื่อทำเรื่องเดินทางไปทำงานต่างประเทศก็เป็นของวันเพ็ญพี่สาวคนโตและเมื่อนรากรไปทำงานที่อิสราเอลก็ได้ติดต่อพูดคุยกับพี่สาวผ่านเฟซบุ๊กเป็นประจำ ทำให้วันเพ็ญรู้ความเคลื่อนไหวและความเป็นอยู่ของน้องชายมากกว่าคนอื่นๆ ในครอบครัว รู้ถึงความลำบากของน้องชายที่บ่นผ่านเฟซบุ๊กมาบอกเธออยู่บ่อยครั้ง

                "เขาบ่นให้ฟังว่าที่อิสราเอลอากาศร้อน ได้ทำงานในไร่มะเขือเทศ งานทั้งหนักทั้งเหนื่อย กินค่าแรงเป็นรายวันอีก ถ้าอยากได้เพิ่มก็ต้องทำโอที ส่วนอาหารการกินก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง ไปแรกๆ เงินไม่มี เจ้านายก็ออกบัตรให้ไปเซ็นที่ร้านไว้ก่อน พอเงินเดือนออกก็ค่อยไปจ่าย เขาก็บอกเราว่าเงินเดือนเดือนแรกๆ คงไม่เหลือเต็มเม็ดเต็มหน่วยนะ เขาก็เริ่มท้อ เราก็ได้แต่ปลอบใจว่าให้สู้ต่อไปให้เก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่งแล้วค่อยกลับมาอยู่บ้าน แต่เขาก็จากเราไป"

                นรากรได้โพสต์รูปของตนเองพร้อมกับกลุ่มควันระเบิดที่เกิดจากการสู้รบทางอากาศบริเวณที่นรากรทำงานและพักอาศัยให้เพื่อนๆ และวันเพ็ญผู้เป็นพี่สาวได้ดู พร้อมอธิบายให้เพื่อนฟังว่า เมื่อคืนยิงกันหนักระเบิดตกประมาณ 500 เมตร 2 ลูก ไหม้โขมง วันนี้อพยพมาบ้านนายจ้างไม่ได้ทำงาน และมีรูปภาพแสงระเบิดยามค่ำคืนให้พี่สาวและเพื่อนๆ ได้ดูอีก พร้อมเขียนบอกว่าเป็นสงครามที่ใกล้ๆ กับที่นรากรพักอาศัยอยู่ วันเพ็ญก็ได้แต่บอกน้องชายให้ดูแลตัวเองดีๆ แต่สุดท้ายนรากรก็จบชีวิตลงด้วยพิษสงของภัยสงคราม

--------------------------------------------
(หมายเหตุ : เปิดชีวิตหนุ่มนักสู้ขายแรงกลางไฟสงคราม :  ศุภชัย วิเศษสรรค์รายงาน)