ข่าว

'Life is not Beautiful' ของเหยื่อชาวยิวในกาซา

'Life is not Beautiful' ของเหยื่อชาวยิวในกาซา

27 ก.ค. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'Life is not Beautiful' ของเหยื่อชาวยิวในกาซา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                            ผ่านมากว่าครึ่งเดือน จนถึงวันนี้ยังไม่มีเค้าว่าอิสราเอลจะยอมหยุดถล่มกาซา ขณะที่สหประชาชาติและรัฐบาลตะวันตก ซึ่งเคยเต้นแรงเต้นกาคราวที่มีการรัฐประหารโดยสันติปราศจากการนองเลือดในแดนดินถิ่นเจ้าพระยา แทบจะเงียบเป็นเป่าสาก ไม่สนใจแม้กระทั่งจะมีการถล่มโรงพยาบาลและโรงเรียน ซึ่งในอดีตถือเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปล่อยให้รัฐบาลยิวเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์เองว่าพอใจจะหยุดยิงเมื่อใด 
 
                            ยิ่งรัฐบาลของค่ายตะวันตกภายใต้การนำของสหรัฐ โดยมีสหประชาชาติเป็นเครื่องมือสำคัญ ทำตัวเป็นลิงปิดหูปิดตาและปิดปากต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่กาซามากเท่าใด กระแสของภาคประชาชนจากทุกมุมโลก ซึ่งต่างเห็นใจในชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกฆ่าตายเป็นเบือ โดยเฉพาะเด็ก ผู้หญิง และคนชรา ผ่านโซเชียลมีเดียก็ยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น จุดชนวนการชุมนุมประท้วงในหลายประเทศหวังจะกดดันให้รัฐบาลเทลอาวีฟ หยุดยิงทันที
 
                            โดยเฉพาะเมื่อภาพของชายคนหนึ่งพยายามร้องเพลงกล่อมเด็กพร้อมกับฉายวิดีโอการ์ตูนให้ลูกสาวตัวน้อยวัย 3 ขวบ ดู เพื่อกลบเสียงปืนและเสียงระเบิด ปรากฏในยูทูบ ก็ยิ่งเรียกน้ำตาคนดูให้ยิ่งเห็นใจชาวปาเลสไตน์มากขึ้น หลายคนเกิดอารมณ์โกรธขึ้ง เพราะภาพนี้กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิงกับภาพของกุยโด ตัวเอกชาวยิวในภาพยนตร์เรื่อง Life is Beautiful ที่พยายามปกป้องลูกน้อยไม่ให้รู้ความจริงว่ากำลังถูกกักตัวอยู่ในกักกันนาซี แต่ในชีวิตจริงชาวยิวมีสิทธิจะทำอะไรเหมือนนาซีเยอรมันกระนั้นหรือ จึงพรากลูกพรากเมียพรากชีวิตชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์เช่นนี้
 
                            อิทธิพลของโซเชียลมีเดีย ทำให้ภาพความโหดร้ายเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้คนที่เคยคิดว่าสงครามระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์เป็นเรื่องไกลตัว ต้องกลับมาคิดใหม่ว่า คนทุกคนไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหาร ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิงและคนแก่ ก็มีสิทธิตกเป็นเหยื่อได้ในสงครามที่ใช้อาวุธสุดไฮเทค มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างโดยไม่เลือกว่าเป็นหมายเป็นใคร และยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าใด พลเรือนก็ยิ่งตกเป็นเหยื่อมากขึ้น ถึงขนาดที่ว่าโรงพยาบาลทุกแห่งไม่มีที่เพียงพอสำหรับเก็บศพ เด็กและผู้หญิงจำนวนมาก ที่ร่างกายแหลกเหลวจากแรงระเบิด ในเมื่อโรงพยาบาลส่วนใหญ่เองก็ถูกระเบิดจนพังพินาศด้วยเช่นกัน
 
                            แม้อิสราเอลจะพยายามแก้ตัวว่า ภาพเด็กหลายภาพที่ปรากฏบนโซเชียลมีเดีย เป็นภาพตัดต่อหรือนำภาพเก่าที่เกิดขึ้นในสถานที่อื่นมาเหมารวมว่าเป็นภาพเด็กปาเลสไตน์ที่ตกเป็นเหยื่อสงครามล่าสุด แต่คำแก้ตัวนี้ก็ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่า มีเด็กปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมากจริง
 
                            และความจริงปนความเท็จนี้ก็กำลังจะครอบงำโลกอย่างรวดเร็วชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เห็นได้ชัดที่แดนคอนยัคฝรั่งเศส ซึ่งแม้จะมีกฎหมายคุมเข้ม ห้ามโพสต์ข้อความเหยียดเชื้อชาติ ศาสนา ต่อต้านชาวยิว หรือการยั่วยุต่างๆ รวมไปถึงการปลุกระดมความรุนแรง แต่ก็ยังมีคนฝ่าฝืนกฎหมายโพสต์ข้อความแสดงความเกลียดชังอิสราเอลในเว็บไซต์ข่าวและเว็บไซต์สังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง 
 
                            ผู้บริหารของคอนซิเลโอ ซึ่งคอยดูแลเว็บไซต์ให้แก่หนังสือพิมพ์เลอ ฟิกาโร และลิเบอร์ชั่น รวมทั้งผู้บริหารของเนติโน ที่ดูแลเว็บไซต์ให้แก่หนังสือพิมพ์เลอ มงด์ วิทยุยุโรป 1 และสถานีโทรทัศน์ช่องใหญ่ๆ ของฝรั่งเศส ต่างเปิดเผยตรงกันว่า ทันทีที่โพสต์เรื่องของอิสราเอล-ปาเลสไตน์ จะมีคอมเมนต์เข้ามาถึง 20,000-30,000 คอมเมนต์ ภายในเวลารวดเร็ว โชคดีที่ซอฟต์แวร์สามารถคัดคำที่ไม่เหมาะสมอย่างคำที่ต่อต้านการเหยียด ต่อต้านอิสราเอลหรือการยั่วยุต่างๆ ออกไปโดยอัตโนัติ ทำให้สามารถสกัดข้อความที่ไม่เหมาะสมออกไปถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และปล่อยออกมาแค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นับเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนและมากกว่าระดับปกติถึง 3 เท่า จากเดิมที่จะบล็อกความเห็นที่ไม่เหมาะสมแค่ 25-40 เปอร์เซ็นต์ ไม่เช่นนั้นแล้วคงเกิดปัญหาใหญ่ตามมาแน่ โดยเฉพาะในเรื่องของข้อกฎหมายของฝรั่งเศสและของลูกค้า
 
                            ผู้บริหารของเนติโนกล่าวว่า ปกติในแต่ละเดือนจะมีคอมเมนต์เข้ามานับสิบๆ ล้านคอมเมนต์ เมื่อเกิดความขัดแย้งที่ฉนวนกาซา คอมเมนต์ก็ยิ่งเข้ามามากยิ่งกว่าตอนเกิดสงครามกลางเมืองที่ซีเรียไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ส่วนใหญ่เป็นข้อความที่รุนแรงมากทั้งเหยียดเชื้อชาติ ศาสนาและต่อต้านยิว และส่วนใหญ่อีกเช่นกันจะส่งไปที่นักการเมืองและสื่อ บางรายถึงกับให้สถานที่ติดต่อสำหรับนักข่าวที่สนใจ ที่น่าสังเกตก็คือ ฝ่ายที่สนับสนุนปาเลสไตน์จะส่งข้อความไปตามเว็บไซต์ต่างๆ หลายสิบเว็บไซต์ ฝ่ายที่สนับสนุนอิสราเอลจะส่งข้อความน้อยชิ้นกว่า แต่เห็นได้ชัดว่ามีการจัดตั้งเป็นอย่างดี
 
                            แต่ทั้งหมดนี้ก็เหมือนกับการพูดกับคนหูหนวก ชาวเน็ตที่วางตัวเป็นกลางมักจะหงุดหงิดรำคาญใจที่เห็นพื้นที่ต่างๆ ถูกผูกขาดโดยปัญหานี้ แม้กระทั่งบทความเกี่ยวกับมหกรรมการแข่งขันปั่นจักรยานทางไกลระดับโลก ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ก็ไม่วายมีคอมเมนต์เรื่องกาซาเข้ามาแทรกอยู่มาก หรืออย่างบทความชิ้นหนึ่งกำลังพูดถึงเรื่องการตกปลาแซลมอนอยู่ดีๆ ก็มีคอมเมนต์เข้ามาว่า "เลิกพูดเรื่องนี้ได้ซะที ปัญหาก็คือมีคนยิวมากเกินไปต่างหาก"
 
                            ถ้าหากไม่มีคนคอยดูแลเว็บไซต์ เชื่อได้เลยว่าข้อความที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเหล่านี้คงจะแทรกไปทั่วทุกหนแห่ง โดยเฉพาะเมื่อสามารถแพร่พันธุ์บรรดาสาวกให้กระจายตัวในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ไม่เฉพาะเว็บไซต์ของสื่อที่ตกเป็นเหยื่อของข้อความที่เต็มไปด้วยความรุนแรง พื้นที่ทั่วไปบนเครือข่ายสังคม อาทิ หน้าเพจของคนดังบนเฟซบุ๊กก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน ส่วนใหญ่คอมเมนต์เหล่านี้มักจะหลุดเข้ามาก่อนที่จะถูกลบทิ้งในภายหลัง
 
                            แต่แค่นี้ก็ทำให้ประชาคมโลกร่วมกันออกมาชุมนุมประท้วงการเข่นฆ่าอย่างไร้ความปรานี โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส ซึ่งการประท้วงบานปลายกลายเป็นจลาจล จนทางการต้องสั่งห้ามการชุมนุมใดๆ ทั้งสิ้น ขณะเดียวกันก็มีการชุมนุมประท้วงอย่างสงบที่กรุงเวียนนา ไปจนถึงกรุงสตอกโฮล์ม หรือตั้งแต่อินเดียไปจนถึงญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะให้ความเห็นว่า ไม่ใช่พวกต่อต้านยิว แต่อยากจะเรียกร้องให้ชาวยุโรปและอเมริกันลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อยุติสงครามทันที ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งกล่าวว่า ต้องการให้คนที่กาซารู้ว่าไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวบนโลกนี้ แม้กาซาจะอยู่ห่างจากญี่ปุ่นมาก แต่ก็จะเดินหน้าทำทุกอย่างเท่าที่จะสามารถทำได้ที่ญี่ปุ่นนี่
 
 
 
 
 
----------------------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'Life is not Beautiful' ของเหยื่อชาวยิวในกาซา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)