ข่าว

กกต.พร้อมเสนอชื่อสรรหา'สปช.'

กกต.พร้อมเสนอชื่อสรรหา'สปช.'

25 ก.ค. 2557

กกต.พร้อมใช้สิทธิ์เสนอชื่อบุคคลเข้าสรรหาเป็น 'สปช.' ชี้ รธน.ฉบับใหม่ อาจเพิ่มระยะเวลาสอบสวนคำร้องคัดค้านเป็น 60 วัน ลงมติเคาะเลือกกกต. 14 จังหวัด 28 ก.ค.นี้

 
                            25 ก.ค. 57  เมื่อเวลา 10.30 น.  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า ในฐานะองค์กรนิติบุคคลและองค์อิสระที่มีความเชื่อมโยงกับการปฏิรูปการเมือง จะใช้สิทธิ์เสนอชื่อบุคคล จำนวน 2 รายชื่อ เพื่อเข้าสมัครรับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ส่วนจะเป็นบุคคลภายใน กกต.หรือบุคคลภายนอกนั้น จะต้องรอมติที่ประชุม กกต.พิจารณาอีกครั้งก่อน นอกจากนี้เห็นว่า พรรคการเมือง ในฐานะองค์กรนิติบุคคลก็ควรเสนอชื่อบุคคลเข้ารับสรรหาเพื่อเข้าร่วมเป็น สปช.ด้วย แต่การประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อลงมติเสนอชื่อบุคคลนั้น ควรรอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่อนปรนประกาศที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองจัดการประชุม หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อน เนื่องจากเห็นว่า ฝ่ายการเมือง หรือพรรคการเมือง เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบการเมืองของไทย 
 
                            "มองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากมีตัวแทนจากพรรคการเมืองร่วมในสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วย ขณะเดียวกัน กกต.ได้ทำหนังสือสั่งการไปยัง กกต.จังหวัด ให้เตรียมการทำหน้าที่เป็นเลขานุการ สนับสนุนคณะกรรมการสรรหา สปช.ในระดับจังหวัดแล้ว โดยมีการซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำหน้าที่ สำหรับ กกต.กลางเตรียมสื่อสารทำความเข้าใจต่อประชาชนให้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่สำคัญของ สปช. รวมถึงการเข้ารับสมัครเพื่อรับการสรรหา และการมีส่วนของประชาชน"
 
 
 
ชี้ รธน.ฉบับใหม่ อาจเพิ่มระยะเวลาสอบสวนคำร้องคัดค้านเป็น 60 วัน
 
 
                            นายสมชัย กล่าวว่า แนวโน้มรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจมีการขยายระยะเวลาให้อำนาจ กกต.ดำเนินการสืบสวนสอบสวนสำนวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งก่อนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจากเดิม 30 วัน มาเป็น 60 วัน หลังจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้อำนาจ กกต.พิจารณาสำนวนคำร้องเพียง 30 วัน ซึ่งเป็นเวลาที่สั้นเกินไป ไม่เพียงพอในการสอบสวน และวินิจฉัยคำร้อง ทำให้ กกต.ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อน และวินิจฉัยคำร้องในภายหลัง หากมีการขยายเวลาการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเป็น 60 วัน เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยสำนวนคำร้อง และการให้ใบเหลือง-ใบแดงได้มากขึ้น เพราะ กกต.ไม่ต้องเร่งรีบประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง มีเวลากลั่นกรองให้คนสุจริตได้เข้ามาทำหน้าที่ อีกทั้งจะได้ใช้กลไกของ กกต.กลาง ลงไปช่วยสืบสวนสอบสวน เพื่อให้สำนวนคดีถูกส่งมายัง กกต.กลางเพื่อวินิจฉัยได้เร็วขึ้น
 
                            นายสมชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในอนาคตอาจมีมาตรการดำเนินการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หาก กกต.เห็นว่ามีพฤติกรรมที่ส่อแววสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำแผนใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรไปใช้ในการจัดเลี้ยง จัดประชุมประชาคม หรือทัศนศึกษา ก่อนหรือหลัง หรือในช่วงที่มีการเลือกตั้ง โดย กกต.จะส่งเรื่องให้หน่วยงานต้นสังกัด อาทิ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) รับทราบถึงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หลังพบว่า มีหลายคดี และสำนวนคำร้องคัดค้านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีพฤติกรรมส่อแววกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่ กกต.ไม่สามารถให้ใบเหลือง-ใบแดงได้ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอ้างเป็นแผนงานที่มีการวางไว้
 
 
 
28 ก.ค.ลงมติเคาะเลือกกกต. 14 จังหวัด  
 
 
                            นายสมชัย กล่าวว่า การประชุม กกต.ในวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม จะมีการพิจารณาลงมติคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาเป็น กกต.จังหวัด ใน 14 จังหวัดๆ ละ 5 คน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทาง กกต.ได้เปิดรับการสมัคร และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ามาเป็น กกต.จังหวัด ซึ่งเชื่อว่า กกต.ชุดใหม่ ทั้ง 14 จังหวัด ที่จะเข้ามาทำหน้าที่นั้น จะได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ปราศจากคนของนักการเมือง เนื่องจาก กกต.ได้ให้ความสำคัญในการคัดเลือกมาก เพราะเป็นโจทย์ที่สำคัญอย่างยิ่ง หากได้บุคคลที่ฝักใฝ่การเมืองเข้ามา ก็อาจจะส่งผลต่อกระบวนการพิจารณาเรื่องทุจริตเลือกตั้งได้ 
 
 
 
เตรียมปรับโครงสร้างสำนักงานฯ
 
 
                            นายสมชัย เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกต.ได้มีมติให้ปรับโครงสร้างภายในสำนักงาน กกต.ทั้งส่วนกลาง และระดับจังหวัด เนื่องจากตลอดระยะเวลาของการเข้ามารับตำแหน่งเป็น กกต.พบว่า มีปัญหาเกี่ยวกับส่วนนี้มากพอสมควร ดังนั้นเพื่อให้การทำงานของ กกต.มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับการจัดเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นภายในอนาคต จึงเห็นควรให้ปรับโครงสร้างอัตราบุคคลากรของ กกต.จังหวัด ซึ่งจากเดิมที่มีจำนวนบุคคลากรแตกต่างกันมาก ไม่เหมาะสมกับงาน ให้เปลี่ยนมาเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ ตามขนาดของจังหวัด โดยจังหวัดใหญ่ที่สุดอย่าง จ.นครราชสีมา ให้มีบุคคลากร จำนวน 35 คน ส่วนจังหวัดอื่นๆ ให้ลดหลั่นลงมาประมาณ 20-30 คน สำหรับในส่วนของ กกต.กลาง ก็จะมีการเกลี่ยอัตรากำลังบุคคลประมาณ 180-200 คน ไปตาม กกต.จังหวัดต่างๆ เพื่อปรับรูปแบบให้ กกต.ส่วนกลาง มีขนาดเล็กลง ขณะที่การแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ หรือผู้บริหาร ทาง กกต.ก็จะคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลเป็นหลัก โดยบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือโยกย้ายนั้น ต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งงานตามขอบเขตที่ได้รับมอบหมาย 
 
                            นายสมชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ทาง กกต.ก็จะเดินหน้าปฏิรูปงานที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานฯ ทั้ง 4 ด้าน โดยด้านงานเลือกตั้ง ก็ต้องมีการหาแนวทางเพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตเป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส ป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง ส่วนงานด้านการมีส่วนร่วมนั้น ก็จะต้องเน้นเรื่องการส่งเสริมให้หน่วยงานราชการ เอกชน และภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยให้มีความเป็นปึกแผ่น ขณะที่ด้านพรรคการเมือง ก็จะต้องเตรียมมาตราการเพื่อให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เป็นพรรคการเมืองของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น และด้านสืบสวนสอบสวนก็ต้องมีการปรับกลไกให้การทำงานมีประสิทธิภาพตรงไปตรงมาไม่ถูกฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง