
เผยรายชื่อ220สนช.ลงตัวแล้วพระขอเอี่ยว
เผยรายชื่อ220สนช.ลงตัวแล้ว พระขอเอี่ยวสภาปฏิรูปแนะเขียนกติกาใหม่ต้องเน้นที่หัวใจ คสช.หนุนปลูกฝังคุณธรรมแก้ปัญหาสังคม
25ก.ค.2557 นายตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการคัดเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ของ คสช.ว่า ตนไม่ได้รับการทาบทามแต่อย่างใด แต่พอทราบมาว่าขณะนี้รายชื่อ สนช.ทั้ง 220 คนค่อนข้างจะลงตัวแล้ว ซึ่งการคัดเลือกผู้เข้ามาเป็น สนช.นั้น คสช.คงจะเลือกบุคคลที่มีความไว้ใจได้เป็นอันดับแรก รวมถึงต้องคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำงานให้มีเอกภาพมากที่สุด จึงคาดว่า สนช.ทั้ง 220 คน ส่วนใหญ่จะเป็นคนในกองทัพ และข้าราชการประจำมากพอสมควร และอาจจะมีอดีต ส.ว.สรรหา ที่มีสัญญาใจกัน มีภาคธุรกิจเอกชน นักวิชาการที่ทำงานร่วมกับ คสช.มาอยู่ในกลุ่มของ สนช.ด้วย
ขณะที่พระมหาหรรษา ธัมมหาโส หัวหน้าหลักสูตรสันติศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ( มจร) ได้กล่าวในการประชุมวิชาการระดับชาติของ มจร ครั้งที่ 1 (MCU Congress I) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในหัวข้อเรื่อง “พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม”ว่า ขณะนี้กำลังมีการปฏิรูปกติกาต่างๆของประเทศใหม่ควรที่จะถามความเห็นจากทุกฝ่ายรวมถึงพระด้วย ซึ่งไม่ใช่ให้พระไปเล่นการเมือง
"ทั้งนี้เพื่อจะได้ทำให้กติกาที่จะออกมานั้นมีความเป็นธรรมและรอบด้านมากยิ่งขึ้น ควรให้พระสงฆ์เข้าไปมีส่วนเป็นกรรมการสภาปฏิรูป เพราะการจะปรับปรุงโครงสร้างหรือกฏเกณฑ์ต่างๆนั้นสำคัญอยู่ที่หัวใจ ซึ่งพระก็ทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ หากไม่ให้พระไปมีส่วนร่วมแล้วจะเอาพระไว้ตรงไหนของสังคม" พระมหาหรรษา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการสัมมนาดังกล่าวมีการนำเสนอบทความงานวิจัยเกี่ยวกับการพุทธบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งสร้างความปรองดองในหัวข้อธรรมต่างๆแต่เป็นที่สนใจก็คือว่างานบุญกฐินก็มีการสอดแทรกหลักธรรมที่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งอยู่
คสช.หนุนปลูกฝังคุณธรรมแก้ปัญหาสังคม
ที่รร.ริชมอนด์มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดงานประชุมหารือผู้บริหารการพยาบาลทั่วประเทศ เรื่อง "จิตอาสาราชประชาสมาสัย ทางเลือกและทางออกของประเทศไทย" โดยพล.ร.อ.จักรชัย ภู่เจริญยศ รองผู้บัญชาการทหารเรือ ฐานะที่ปรึกษาหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่าการจัดตั้งชมรมราชประชาสมาสัยและแนวทางดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้พิการด้านสาธารณสุข และดูแลผู้สูงอายุในภูมิภาคของประเทศไทยถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นอกจากนั้นแล้วยังมีส่วนช่วยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความสามัคคี ความเข้าใจและช่วยเหลือซึ่งกัน ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญในปัจจุบัน ดังนั้นการดำเนินงานดังกล่าวได้ขยายศักยภาพที่มีอยู่ไปสู่การแก้ปัญหาสังคมและของชาติอีกทางหนึ่ง โดยถือว่าเป็นแนวความคิดที่เป็นประโยชน์และตอบสนองการแก้ปัญหาของชาติ จากคำกล่าวที่ว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะขยายศักยภาพให้เกิดความร่วมเย็นและเป็นสุขของชาติ ด้วยการขยายชมรมราชประชาสมาสัย ดังนั้นสิ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้คือผู้นำด้านพยาบาลขยายความคิดให้เป็นรูปธรรม ให้สังคมเข้มแข็งเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศ
"ด้านการบริหารงานเป็นสิ่งสำคัญ เพราะต่อไปกลุ่มพลังองค์กรจะมีบทบาทมากขึ้น จึงต้องกำหนดนโยบาย โครงสร้างที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมรวมถึงทิศทางพัฒนาที่เหมาะสมเพื่อให้การดูแลสุขภาพคนในชุมชนรวมถึงช่วยด้านการปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติ" พล.ร.อ.จักรชัย กล่าว
จากนั้นนพ.ธีระ รามสูต ประธานมูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ บรรยายพิเศษ เรื่อง "แนวคิดทฤษฎีราชประชาสมาสัยและจิตออาสาราชประชาสมาสัย : แนวทางการขยายการจัดตั้งชมรมจิตอาสาราชประชาสมาสัยประจำตำบลและองค์กร ว่า แนวทางเรื่องจิตอาสา ปัจจุบัน สามารถสร้างจิตอาสาได้มากว่า 3,000 คนใน 17 จังหวัด ทั้งนี้มีเป้าหมายต่อไปคือขยายงานลงไปสู่ท้องถิ่น ทั้งนี้ปัจจุบันยังพบปัญหา คือหน่วยงานส่วนท้องถิ่นร้อยละ 70 เป็นสีแดง เมื่อนำโครงการที่เป็นแนวคิดของพระมหากษัตริย์ลงไปในพื้นที่จะได้รับความร่วมมือน้อยมาก
ทั้งนี้ถือเป็นปัญหาของความมั่นคงที่ทหารต้องดูแล อย่างไรก็ตามทางมูลนิธิหวังจะขยายชมรมจิตอาสาไปทั่วจังหวัด โดยมีแผนดำเนินงานในระยะ 1-5 ปี โดยให้โรงพยาบาลชุมชนร่วมกันวิทยาลัยพยาบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล, เทศบาล, ตำรวจ หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมดำเนินงาน
นพ.ธีระ กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญ คือต้องร่วมสร้างความสามัคคีปรองดองและขจัดโรคเรื้อนทางการเมือง เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้ต้องสร้างประชาสังคมใหม่ที่มีส่วนร่วมของจิตอาสาทุกองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชน จากการเข้าร่วมการชุมนุมที่สวนลุมพินี ตนพบบรรยากาศของความช่วยเหลือกัน ยิ้มแย้ม และคนรวยช่วยคนจน รวมถึงการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตนจึงหวังให้มีบรรยากาศที่ดีนั้นเกิดขึ้นทุกชุมชน โดยแนวทางสำคัญที่ต้องทำต่อไปคือการสนับสนุนการทำงานของคสช.และรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งเริ่มจากการจัดตั้งคณะทำงาน ทำโครงการขยายการจัดตั้งชมรมจิตอาสาฯ ประจำตำบลและองค์กร เพื่อสนับสนุนโครงการจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคสช.รวมถึงตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการส่วนกลางและอนุกรรมการที่เหมาะสมและจำเป็น
"ปราโมทย์"ชี้ระบบการเมืองไทยส่อล้มเหลวซ้ำ
นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการรัฐศาสตร์การเมืองอิสระ กล่าวบรรยายเรื่อง วิกฤตและทางออกของประเทศใทย ในการประชุมหารือผู้บริหารการพยาบาลทั่วประเทศ ที่จัดโดยมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า โครงสร้างที่เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม คือ วัฒนธรรมความเชื่อ ความคิดที่เป็นระบบโดยความคิดตามคนส่วนใหญ่ เช่น โกงได้ไม่เป็นไร ขอให้จ่ายแล้วกัน ทำให้เกิดเป็นตัวอย่างของการกระทำที่สร้างความล้มเหลวการเมืองและการกครองไทย การแก้ไขเพื่อนำไปสู่ความเจริญจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดที่เป็นปัญหา นอกจากนั้นแล้วเมืองไทยยังเจอปัญหาขาดความสามัคคีของคนในชาติและปัญหาอื่นๆ อีกมา โดยตนไม่สามารถบอกถึงทางออกได้ แต่ต้องให้ประชาชนร่วมคิดหาทางออกของปัญหา เบื้องต้นต้องตั้งสติ และมีสมาธิ
"ผมมีเพื่อนชื่อไอสไตน์ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันอยู่บ่อยจึงนับเป็นเพื่อนกัน เขาบอกว่าสิ่งใดที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา แต่หากจะนำต้นเหตุของปัญหามาเป็นผู้แก้ปัญหาเขาเรียกว่าบ้า หรือเมา ผมแปลกเป็นภาษาไทยๆ ว่า คิดแบบนั้น ทำแบบนั้น คนแบบนั้นที่สร้างปัญหา หากปัญหาที่เกิดในอดีตเกิดเพราะอย่างนั้นแล้วนำคนพวกนั้นแก้ปัญหาอีก ก็จะเกิดปัญหาอีก นี่ผมไม่ได้พูดถึงคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนะครับ ซึ่งปี 39 ปี 40 ปี 34 ก็เป็นชุดเดียวกัน ทั้งนี้ ไอ สไตน์ก็พูดด้วยว่า ที่ทำอย่างหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำอยู่นั่นแหละ แล้วหวังว่าจะเกิดผลอย่างใหม่ คนที่คิดแบบนี้ต้องบ้าแน่ๆ ผมก็บอกไอ สไตน์ว่าบ้านผมปลูกมะม่วงเยอะ ต้องได้กินมะม่วง หากจะอยากกินทุเรียนจากต้นมะม่วงคงไม่ได้กิน" นายปราโมทย์ กล่าว
นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่าตนสงสารรัฐและคณะผู้ปกครองประเทศ เพราะไม่มีสมาธิ เนื่องจากมีคนวิ่งเต้นขอตำแหน่ง,มีคนร้องทุกข์ ทำให้ต้องใช้เวลาไปกับการเล่นพวก วิ่งเต้นขอตำหน่ง และแก้ปัญหาแบบลวกๆ ที่ผ่านมาตนเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่าการปฏิวัติทุกครั้งจะจบแบบเจ๊า กับเจ๊ง เพราะเรื่องวิ่งเต้นเอาตำแหน่ง ดังนั้นตนขอฝากไปยังคนรุ่นหลังว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่มี ต้องใช้สมาธิแก้ปัญหา อย่าปล่อยให้ปัญหาหลายเป็นความเคยชิน หรือแก้ปัญหาแบบเล่นๆ รวมถึงใช้เวลาเป็นสิ่งแก้ปัญหา
ทั้งนี้ปัจจุบันไทยติดเกรงใจต่างชาติ ในทฤษฎีประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้คำนึงถึงความอิสระของการเลือกผู้แทน, ความยุติธรรม ไม่มีการเอาเปรียบจากพรรคการเมืองหรือผู้มีอำนาจแและภาวะตัวแทนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม แล้วการเลือกตั้งรอบต่อไปคงไม่เรียกว่าประชาธิปไตย โครงสร้างการเมืองไทยเป็นแบบชั่วคราว เพราะปัญหาของระบบคิดที่มองว่าพรรคการเมืองคือสมบัติผลัดกันชม การเมืองคือการเข้ามาแสวงหาอำนาจการเมืองไทย และไม่ยอมเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา
นักวิชาการรัฐศาสตร์การเมือง กล่าวต่อว่าโอกาสเรื่องราชประชาสมาสัย คือการปกครองที่พระมหากษัตริย์และราษฎรมีส่วนอาศัยซึ่งกันและกัน หากโอกาสดังกล่าวปิดลง อีก7ปีข้างหน้าอาจเห็นประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐก็ได้ เพราะสงครามแย่งประชาชนระหว่างระบบกษัตริย์และระบบทักษิณที่เกิดขึ้น ตนยืนยันว่าระบบทักษิณจะชนะแม้ไม่มีตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่แล้วก็ตาม เนื่องจากกรอบความคิด พฤติกรรมสังคมไทยไม่เอื้อให้แก้ปัญหาและหาทางออกได้
"เราไม่เคยเป็นประชาธิปไตย เหตุความล้มเหลวเพราะโครงสร้างทางการเมืองไม่ไว้วางใจและกีดกันการมีส่วนร่วมอย่างถูกต้องและแท้จริงของประชาชนและสถาบันกษัตริย์ หรือพระราชอำนาจทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ท้ังนี้ผมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมแบบราชประชาสมาสัย การเมืองไทยจะไม่ล้มเหลว แต่หากยังการยึดติดองค์กร และบุคคลเพียงอย่างเดียว มีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลวอีก" นายปราโมทย์ กล่าว
กลาโหมเปิดเสวนาเชิงปฏิบัติการนานาชาติ
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการนานาชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นความเซียน โดยมี ดร.สุริยา จินดาวงษ์ ผู้อำนวยการการเมืองและความมั่นคง กรมอาเซียนกระทรวงต่างประเทศ ผู้ช่วยทูตทหารประเทศอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ผู้ช่วยทูตทหารประเทศมาเลเซียประจำประเทศไทย ผู้ช่วยทูตทหารประเทศฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย ผู้ช่วยทูตทหารประเทศเวียดนามประจำประเทศไทย และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการเมืองและความมั่นคง รวม 100 คน โดยจะแบ่งเป็น 4 กลุ่มสัมนา ประกอบด้วย การบริหารจัดการชายแดน ความมั่นคงทางทะเล อาชญากรรมข้ามชาติ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและการทูตเชิงป้องกัน รวมทั้งการเสริมสร้างศักยภาพในการปฎิบัติการทางทหารร่วมกันของอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งรับทราบมุมมองแนวคิดของหน่วยงานราชการต่างๆ
พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวเปิดงานสัมนา ว่า กลุ่มประเทศอาเซียน จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มประชาคมอาเซียนในปี 2558 ถือเป็นความจำเป็นของหน่วยงานด้านการเมือง และความมั่นคงต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติ เพื่อให้สนองต่อภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น จนไม่มีประเทศใดรับมือได้โดยลำพัง จึงจำเป็นต้องบูรณาการการปฏิบัติร่วมกันของทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างกลไกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องซึ่งกันและกัน จนสามารถแก้ไขปัญหาความมั่นคงที่จะเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนสามเสาหลักเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แห่งอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ



