ข่าว

'คสช.'คืนความสุขและสร้างความเป็นธรรมทางสังคม

'คสช.'คืนความสุขและสร้างความเป็นธรรมทางสังคม

25 ก.ค. 2557

'คสช.'คืนความสุขและสร้างความเป็นธรรมทางสังคม : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

               คำว่า “ความเป็นธรรมทางสังคม (social justice)” เป็นคำที่มีความหมายแตกต่างจากคำว่า “ยุติธรรม” ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือทางแพ่งที่มีการตัดสินแพ้ชนะ มีการลงโทษมีการบำบัดบ่มเพาะพฤติกรรมต่างๆ แต่ระยะหลังโดยเฉพาะการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่ทางยุโรปอเมริกาดำเนินการกันอย่างต่อเนื่องภายหลังช่วงของการปฎิรูปสังคมตามแนวคิดของคนรุ่นใหม่ในระยะนั้นที่เรียกว่า “พวกเด็กเกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบ (baby boom)” ทำให้สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ลัทธิ หรือการเรียกร้องทวงสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในด้านต่างๆ  แพร่ระบาดออกไปสู่สังคมอื่นๆ ของโลก

               อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัย  “นาย โทนี่ แบรล์ (Tony Blair)” ของอังกฤษ ได้เขียนหนังสือชื่อเดียวกันนี้เป็นหนังสือขายดีเล่มหนึ่งและทำให้เขาได้รับความนิยมจากคนในพรรคแรงงานที่เขาสังกัดอยู่ แต่ในช่วงท้ายเขาอาจถูกโจมตีกล่าวหาในเรื่องการเข้าร่วมเป็นตัวตั้งตัวตีกับสหรัฐอเมริกาในการบุกอิรักด้วยข้ออ้างที่อาจยังมีข้อสงสัยของคนในสังคมโลก ไม่เช่นนั้นคาดกันว่า โทนี่ แบรล์ จะเป็นอีกคนหนึ่งที่มีโอกาสได้รับรางวัล โนเบล สาขาสันติภาพ เพราะแนวคิดรวมทั้งผลงานในการทำให้กองทัพไอริช (IRA) ยอมเจรจาสงบศึกได้ เป็นเรื่องที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง

               มาในวันนี้ประเทศไทยของเราก็มีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) มีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนที่จะแก้ไข ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม และพยายามเพิ่มช่องโอกาสให้คนในสังคมได้มีอย่างเสมอภาคกัน ซึ่งรวมไปถึงการจัดสรร กระจายทรัพยากรในด้านต่างๆ อย่างทั่วถึงและลดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบและการคอร์รัปชั่นของทั้งข้าราชการและภาคธุรกิจเอกชนที่เข้ามาติดต่อสัมพันธ์ด้วย  ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “การสร้างความเป็นธรรมทางสังคม” ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นทั้งข้อเสนอและเป็นผลงานเชิงประจักษ์อยู่หลายเรื่องที่ทาง คสช โดย หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้พยายามริเริ่มขึ้น เห็นได้ชัดตั้งแต่ ความพยายามจัดระเบียบกติกาในสังคม ทั้งเรื่องการใช้ทางเท้า การใช้รถใช้ถนนทางสัญจรต่างๆ รวมไปถึงการที่นายทุนเข้ารุกผืนป่าทำรีสอร์ท หรือสร้างบ้านพักหรูหราบนชะง่อนผาอย่างท้าทายเงื้อมมือกฎหมายมาอย่างยาวนาน

               หากถามว่าจะมีโครงการอะไรเพิ่มเติมที่ทาง คสช จะต้องเร่งกระทำนอกจากการให้โอกาสคนในสังคมไม่เฉพาะคนไทยแต่รวมถึงแรงงานต่างด้าวที่ต้องยอมรับว่า ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกล่วงละเมิดสิทธิในด้านต่างๆ มาโดยตลอด ประเทศไทยยังคงต้องการความจริงจังในการสร้างระบบ “รัฐสวัสดิการ (social welfare)” ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะถูกยกฐานะเป็น ประตูสู่อาเซียนในด้านต่างๆ ทั้งการแพทย์สาธารณสุข (medical hub)

               ทางด้านการศึกษาที่วันนี้มาตรฐานของเราที่เคยคิดว่าสูงกว่าประเทศด้อยพัฒนาในแถบนี้เช่น กลุ่ม( CMLV กัมพูชา เมียนม่าร์ ลาว และเวียดนาม) แต่ผลการสำรวจจากสถาบันที่น่าเชื่อถือด้วยผลคะแนน PISA ได้ยืนยันว่าความเชื่อที่เคยคิดเคยฝังใจกันมานั้นไม่ใช่เช่นนั้นเลย จึงเป็นหน้าที่ทั้งผู้เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษารวมไปถึงสาธารณสุขจะต้องค้นคิดหาแนวทางวิธีการสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยกรที่สำคัญอันอาจเรียกได้ว่าเป็นทั้งปัจจัยสี่และปัจจัยสำคัญที่ไม่สามารถขาดได้อย่างการศึกษา  ต้องให้ได้ "คุณภาพ และ มาตรฐาน” เป็นที่ยอมรับเช่นเดียวกับประเทศที่สามารถก้าวพ้นปัญหาคล้ายๆ กันนี้มาได้

               ในประเทศอังกฤษ ระบบการสาธารณสุขแม้จะมีปัญหาแต่ต้องถือว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของการจัดรัฐสวัสดิการในการช่วยเหลือประชาชนด้านสาธารณสุขและการแพทย์ที่การรอคิวอย่างยาวเหยียด หรือ คนต้องคอยพึ่งพาโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐบางแห่งอย่างล้นหลามได้ลดน้อยลงอย่างมาก เพราะการสร้างมาตรฐานและการประกันคุณภาพของเขาทำได้อย่างเข้มงวดและเป็นธรรม มีการประเมินผลการปฎิบัติงานที่ไม่เลือกที่รักมักที่ชังและสามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ถึงสิทธิที่ทุกคนจะต้องได้รับ เพราะทุกคนจ่ายภาษีด้วยอัตราที่สูง และภาษีเหล่านั้นสามารถนำกลับคืนมาให้เขาเหล่านั้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

               จึงเห็นว่า “การนำมาตรการสร้างความเป็นธรรมทางสังคมโครงการหนึ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จ คือ การจัดโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม” หากทำได้จริง เงินรายได้เหล่านี้จะมาจุนเจือ สร้างความเป็น “รัฐสวัสดิการในระบอบประชาธิปไตย” ที่จะสามารถนำไปสู่ ความเป็นธรรมทางสังคมในด้านต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม การประกาศเรื่องอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผ่านมาเป็นส่วนเสริม เราจะได้ไม่ต้องเห็นพ่อแม่ผู้ปกครองต้องคอยวิ่งเต้นฝากฝัง หรือเตรียมเงินทองที่สะสมมาทั้งชีวิตเพื่อหาโรงเรียนดีๆ ในทัศนะของเขาเพื่อให้ลูกหลานได้เล่าเรียน ไม่ต้องเห็นคนอยู่ต่างจังหวัดต้องนั่งรถกันครึ่งค่อนวันเพื่อมาหาแพทย์เฉพาะทางมือหนึ่งซึ่งฝังตัวอยู่แต่เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐ และเฉพาะผู้มีเงินขั้นมหาเศรษฐีจึงจะสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีคุณภาพดีได้ ทั้งนี้ในฐานะรัฐบาลในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงจะได้ “ข้าราชการ” จำนวนมากมาทำหน้าที่รัฐมนตรี สิ่งที่ทุกคนพึงระลึกอยู่เสมอคือ ข้าราชการเป็นข้าของแผ่นดิน ซึ่งจะต้องทุ่มเทเสียสละ และลดเงื่อนไขมิให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการบริการประชาชน กระทั่งอาจกลายเป็นปมความขัดแย้งที่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ในสังคมตามมา