ข่าว

'น้องปลื้ม'เหยื่อถูกลืม...บทเรียนซ้ำซาก

'น้องปลื้ม'เหยื่อถูกลืม...บทเรียนซ้ำซาก

25 ก.ค. 2557

'น้องปลื้ม'เหยื่อถูกลืม...บทเรียนซ้ำซาก : กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุลรายงาน


                เช้าตรู่ 21 กรกฎาคม 2557 พวงเพชร และศักดิ์ระพี นาคพันธ์ 2 สามีภรรยาไม่เคยคิดเลยว่า พวกเขาจะมีโอกาสส่ง “น้องปลื้ม” หรือ ด.ช.รณกร นาคพันธ์ ไปโรงเรียนเป็นครั้งสุดท้ายและจะไม่มีโอกาสพบกันอีกเลยตราบชั่วชีวิต

                รถกระบะ โตโยต้า ไทเกอร์ ติดฟิล์มกรองแสงแบบทึบ แทบมองไม่เห็นเข้าไปภายในรถได้เลย

                เจ้าของรถและคนขับรถรับส่งนักเรียน นายอนุสรณ์ จึงรุ่งเรือง หนุ่มใหญ่วัย 37 ปี ผู้ขยันขันแข็งทำมาหาเลี้ยงชีพจุนเจือครอบครัว ขับรถตรงดิ่งมาจอดหน้าบ้านเลขที่ 22/3 หมู่ 9 ต.เคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

                น้องปลื้มเดินขึ้นรถด้วยสีหน้าแววตาที่สดใส แต่ยังคงดูง่วงนอน เพราะต้องตื่นแต่เช้าให้ทันกับรถคันนี้ที่มารับไปโรงเรียนอนุบาลพรอุดม ในตัวเมืองชะอวดในทุกๆ เช้า

                รถมรณะคันนี้แล่นผ่านพ้นไปจากหน้าบ้าน พวงเพชร มารดาจึงรีบขมีขมันแต่งตัวไปทำงานยัง อบต.เคร็ง ไม่ห่างจากบ้านของเธอเท่าใดนัก

                ขณะที่ ศักดิ์ระพี ตรงดิ่งขับรถออกจากบ้านไปทำงานเช่นปกติ ไม่มีลางสังหรณ์ใดๆ บ่งบอกเลยว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าหัวใจของครอบครัวของเขาจะต้องแตกสลายลงไปแบบไม่มีชิ้นดี !!

                ถัดมา 8 ชั่วโมง...เสียงโทรศัพท์มือถือของศักดิ์ระพีดังขึ้นจากปลายสายของอนุสรณ์ โชเฟอร์ที่เขาเลือกให้รับส่งน้องปลื้มไปโรงเรียนทุกเช้า

                "พี่ครับๆๆ น้องปลื้มเสียชีวิตแล้วครับพี่...ผมขอโทษ ผมขอโทษ จะให้ผมทำอย่างไรชดใช้อะไรผมยอมทุกอย่าง”

                เป็นเสียงของอนุสรณ์ โทรแจ้งผู้ปกครองด้วยน้ำเสียงตระหนกระล่ำระลัก บอกถึงสภาพของน้องปลื้มพร้อมเล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ขณะน้องปลื้มถูกลืมติดค้างอยู่ในรถ กระทั่งมาเจออีกทีก็ตัวแข็งเสียชีวิตไปแล้ว

                หลังวางสายโทรศัพท์ ศักดิ์ระพี ถึงกับเข่าอ่อน คิดอะไรไม่ออก ช็อกไปชั่วขณะ

                พอตั้งสติได้พักใหญ่ ครอบครัวต่างมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลชะอวด และต้องพานพบกับร่างที่นอนสิ้นลมแน่นิ่งอยู่ตรงหน้าคือ “น้องปลื้ม” ลูกพ่อ...

                ก่อนที่เสียงร่ำไห้เศร้าโศกดังขึ้นอย่างน่าเวทนา เพราะลูกคนนี้คือแก้วตาดวงใจของครอบครัวนี้

                เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่มีใครตั้งใจให้เกิด ทั้งที่รถคันดังกล่าวถูกจอดไว้ห่างจาก สภ.ชะอวด แค่ไม่ถึง 20 เมตร แต่กลับไม่มีใครเห็นและช่วยชีวิตน้องปลื้มได้ทันการณ์

                พวงเพชร บอกทั้งน้ำตาว่า ด้วยเหตุที่มีบุตรยาก จึงตั้งใจที่จะมีบุตรให้ได้ หลังแต่งงานอยู่กินมาแล้วถึง 4 ปี แต่ไม่มีบุตรให้ครอบครัวได้เชยชม เงินจำนวนหลายแสนบาทที่เสียไปกับการพึ่งพาทางวิทยาศาสตร์ หรือการทำกิฟท์เป็นทรัพย์สินนอกกายที่ไม่เสียดายเลย ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เป็นผู้ที่สามารถทำให้น้องปลื้มกำเนิดเกิดขึ้นในครรภ์ ถือเป็นความพยายามเพียงครั้งแรกเท่านั้น

                “ปลื้มเป็นเด็กฉลาด ขี้อ้อน กระตือรือร้นทุกคืนจะบอกว่า แม่กอดปลื้มหน่อย ก่อนจะนอน” เมื่อสิ้นประโยคท่อนนี้ พวงเพชร ไม่สามารถพูดต่อไปได้อีก...อาการแน่นสุมอก น้ำตาไหลพรากออกมาไม่ขาดสาย

                ก่อนที่จะรวบรวมสติ พร้อมฝากอุทาหรณ์ว่า อยากจะฝากกับทุกโรงเรียนที่มีเด็กเล็ก หากนักเรียนหายไปไม่มาเรียน คุณครูควรจะติดต่อกับผู้ปกครองโดยทันทีให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ ที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครอีก” พวงเพชร กล่าวทิ้งท้าย

                ส่วน กชมน พิชัยยุทธ ครูประจำชั้นอนุบาล 2 บอกว่า น้องปลื้มเป็นเด็กที่เรียนรู้เร็ว อัธยาศัยดีและทำงานได้อย่างเรียบร้อยสวยงาม ยอมรับความคิดเห็นของเพื่อนและครู หากทำงานผิดพลาดจะแก้ไขได้ดีกว่าเดิมเสมอ

                ขณะที่ พ.ต.อ.ประสิทธิ์ เผ่าชู ผกก.สภ.ชะอวด สะท้อนถึงข้อสังเกตบางประการ ว่า รถยนต์คันนี้ติดฟิล์มกรองแสงจนทึบ ไม่สามารถมองทะลุกระจกเข้าไป ขณะที่กระจกหน้าติดฟิล์มปรอทอยู่ในสภาพทึบแสง ภายนอกมองเข้าไปภายในตัวรถได้อย่างลำบาก เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายระบุตรงกันว่า แม้จะเดินผ่านรถตลอด กลับไม่สามารถสังเกตเห็นได้เลยว่ามีเด็กอยู่ในรถจนกระทั่งเจ้าของมาแจ้งความ

                วันนี้ "น้องปลื้ม" จากไปอย่างไม่หวนกลับ กลายเป็นบทเรียนราคาแพงซ้ำรอยในอดีตอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมามีเด็กเล็กหลายรายต้องเสียชีวิตไปด้วยความเลินเล่อในลักษณะเดียวกันนี้ เป็นการสูญเสียที่น่าจะป้องกันได้หากนำระเบียบความปลอดภัยของรถโรงเรียนมาใช้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

                คำว่า "ลืม" แค่คำเดียว แต่กลับมีอานุภาพรุนแรงยิ่งนัก นำความเศร้าโศกมายังอีกครอบครัวหนึ่งไปตลอดชีวิต !!

................

(หมายเหตุ : 'น้องปลื้ม'เหยื่อถูกลืม...บทเรียนซ้ำซาก : กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุลรายงาน)