ข่าว

ชำแหละ'รธน.ชั่วคราว'อำนาจเด็ดขาดในมือ'ประยุทธ์'

ชำแหละ'รธน.ชั่วคราว'อำนาจเด็ดขาดในมือ'ประยุทธ์'

24 ก.ค. 2557

ชำแหละ'รัฐธรรมนูญชั่วคราว' 'อำนาจเด็ดขาด'ในมือ'ประยุทธ์' : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

ชำแหละ'รธน.ชั่วคราว'อำนาจเด็ดขาดในมือ'ประยุทธ์'
 

               ก่อน "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557" ออกมา สังคมให้ความสนใจไปที่ รูปร่างหน้าตา และที่มาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อรายละเอียดรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว จุดน่าสนใจกลับไปอยู่ที่เรื่อง "อำนาจ" ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากกว่า

               "อำนาจ" ของ คสช. มีทั้งส่วนที่เป็นของ "คสช." และอำนาจของ "หัวหน้า คสช." คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรง
               คนที่ได้อ่าน "รัฐธรรมนูญชั่วคราว" พูดแทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า "หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) หรือ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา"     มี "อำนาจเบ็ดเสร็จ" โดยเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จที่อยู่เหนือ "นายกฯ" และ "คณะรัฐมนตรี" นั่นคือ ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นนายกฯ ตามที่มีการ
              
              วิเคราะห์กันหรือไม่ อำนาจเบ็ดเสร็จนั้นก็จะอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะที่เป็น "หัวหน้า คสช."

               อำนาจที่สำคัญที่สุดของ "ประยุทธ์" มีอยู่ในมาตรา 44 คือ "ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักรให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่งหรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว"
              
              ทั้งนี้ใจความของมาตรานี้ คือ สิ่งที่เคยถูกเรียกว่าเป็น "มาตรา 17" โดยมี มาตรา 17 ของรัฐธรรมนูญปี 2502 สมัย "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" เป็นต้นแบบ เพียงแต่ที่ผ่านมาอำนาจนี้จะเป็นของ "นายกรัฐมนตรี" เพื่อให้นายกฯ มีความเฉียบขาดในการจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อความฉับไวในการแก้ไขปัญหา

               ที่ผ่านมาเคยมีการกำหนดเนื้อหา "มาตรา 17" นี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ในมาตราที่แตกต่างกันไป คือ
              
              1.ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 มาตรา 17

               2.ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515 มาตรา 17
              
               3.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2519 มาตรา 21

               4.ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 มาตรา 27
              
              สำหรับธรรมนูญการปกครอง 2534 ก็กำหนดเรื่องนี้ไว้เช่นกัน แต่ให้เป็นอำนาจของนายกฯ ร่วมกับหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งขณะนั้นคือ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

               "วิษณุ เครืองาม" ที่ปรึกษา คสช. ซึ่งเป็นมือร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้ อธิบายถึงอำนาจตามมาตรา 44 ว่า เป็นอำนาจพิเศษที่จำเป็นต้องอยู่กับองค์กรพิเศษ คือ คสช. ส่วนที่มองกันว่าเหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ์นั้น ก็เพราะการร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้นได้แบบอย่างมาจากรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสและใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ต้องคอยดูว่า คสช.จะใช้มาตรานี้ด้วยความสร้างสรรค์หรือทำลาย ส่งเสริมหรือกำราบ "เรื่องนี้เป็นเหมือนดาบที่มีสองคม"
              
              นอกจาก "อำนาจเด็ดขาด" ตามมาตรา 44 แล้ว "หัวหน้า คสช." ยังมีอำนาจทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และบริหาร ในช่วงที่ยังไม่มี สนช. และ ครม. ด้วย

               นอกจากอำนาจของ "หัวหน้า คสช." โดยตรงแล้ว ในส่วน "คสช." มีอะไรอีกบ้าง?
              
              รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขยายขอบเขตอำนาจของ "คณะยึดอำนาจ" ให้กว้างขวางกว่าเคย ซึ่งรวมถึง การที่เขียนให้ คสช.สามารถ "สั่ง" ครม.ได้ และ เสนอ "ปลด" นายกฯได้ด้วย

               อำนาจที่สำคัญของ คสช.มี 10 ประการ เช่น คัดเลือกบุคคลเป็น สนช. ไม่เกิน 220 คน, คัดเลือกบุคคลเป็น สปช. ไม่เกิน 250 คน, เสนอชื่อประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการอีก 5 คน, ขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญต่อกรรมาธิการยกร่างฯ, ประชุมร่วมกับ ครม. เพื่อหารือเรื่องความมั่นคงหรือเรื่องอื่น และที่น่าสนใจ คือ อำนาจในการ "ปลด" นายกฯ ตามมาตรา 19 วรรคสาม คือ "พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติถวายคําแนะนําตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เสนอโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา" และอำนาจในการ "สั่ง" คณะรัฐมนตรี  มาตรา 42 วรรคสาม "ในกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่าคณะรัฐมนตรีควรดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ที่กําหนดไว้ในมาตรา 19 ในเรื่องใด ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบเพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป"
              
              นอกจากเรื่อง "อำนาจ" คสช.แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อกำหนดใหม่ๆ ที่ไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อนด้วย เช่น การกำหนด "สเปก" ของรัฐธรรมนูญถาวรที่คณะกรรมาธิการยกร่างจะออกมา โดยกำหนดไว้ 10 ข้อ ที่น่าสนใจ คือ เรื่องกลไกป้องกันการทุจริต การกำกับและควบคุมการใช้อำนาจรัฐ และการสกัดไม่ให้ "คนโกง" อันได้แก่ "ผู้เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม" เข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

               ในส่วนนี้เอง ที่ "วิษณุ"  อธิบายว่า เพื่อป้องกันไม่ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญแหวกแนว หรือขาดอะไร จนเกิดการกล่าวหาว่า "สูญเปล่า เสียของ"
              
              อย่างไรก็ตาม ที่น่าสังเกตอีกจุด คือ ในมาตรา 22 "พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย" โดยธรรมนูญการปกครอง และรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปี 2515, ปี 2519, ปี 2534 และปี 2549 เขียนไว้เท่านี้ แต่ครั้งนี้มีการเพิ่มข้อความเข้าไปด้วยว่า "พระราชอํานาจในการพระราชทานอภัยโทษ และพระราชอํานาจในการอื่นตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

               สำหรับเรื่อง สนช. ให้มีไม่เกิน 220 คน มีที่มาจากการคัดเลือกของ คสช. ส่วนสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กำหนดให้มีไม่เกิน 250 คน ให้มีกระบวนการสรรหา การรับสมัครจาก 11 กลุ่มปฏิรูป และจากแต่ละจังหวัด และขั้นตอนสุดท้าย คสช.คือผู้คัดเลือก
               ในส่วนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้มี 36 คน โดยให้ คสช.เสนอชื่อคนที่จะมาเป็นประธานกรรมาธิการ ส่วนอีก 35 คน มาจากการเสนอของ สปช. 10 คน จาก คสช., สนช., และ ครม. อีกอย่างละ 5 คน โดยกำหนดให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 120 วัน แล้วส่งให้ สปช.ให้ความเห็นชอบ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทั้งนี้ไม่ได้กำหนดให้มีการทำประชามติก่อน

               และแน่นอนเรื่องที่จะขาดไม่ได้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว คือ การ "นิรโทษกรรม" ให้แก่ คสช. ทั้งในส่วนที่เป็นการออกประกาศ คำสั่ง และให้การกระทำทั้งหลายเนื่องจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
              
              วิษณุ บอกว่า รัฐธรรมนูญนี้มี 48 มาตรา ซึ่งยาวกว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ผ่านมา "อาจจะดูเข้มงวดกวดขัน พะรุงพะรัง แต่ก็จำเป็น เพราะเป็นต้นทางของแม่น้ำ 5 สาย คือ สนช., ครม., สปช., กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ คสช."

               รัฐธรรมนูญชั่วคราวคือจุดเริ่มต้นของ "โรดแม็พ" ระยะที่ 2 ของ คสช. จับตาดูก้าวย่างต่อไป ก่อนจะไปถึงระยะที่ 3 คือ การเลือกตั้ง!
.................................
(หมายเหตุ :ชำแหละ'รัฐธรรมนูญชั่วคราว' 'อำนาจเด็ดขาด'ในมือ'ประยุทธ์' : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)