
เงินทองต้องรู้ : ผลผลิตที่เป็นไปได้
25 ก.ค. 2557
เงินทองต้องรู้ : ผลผลิตที่เป็นไปได้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
บ่ายวันหยุดระหว่างนั่งสนทนากับเพื่อนในร้านกาแฟริมถนนราชดำเนิน หลังจากใช้เวลาช่วงเช้าเดินดูนิทรรศการมหกรรมสื่อสีน้ำโลก ซึ่งจัดขึ้นให้ชมฟรีๆ ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินด้วยกัน
“เพื่อน” ซึ่งจัดได้ว่า เป็น “นักอ่าน” คนหนึ่ง เนื่องเพราะอ่านมาก และอ่านเร็ว จนบางครั้งรู้สึกว่า อ่านไม่เลือก ก็พูดลอยๆ ขึ้นมาว่า “เธอนี่อ่านหนังสือน้อยนะ”
จริงๆ ก็เป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะถ้าเทียบกับการอ่านของเขา หรือใครหลายคนที่รู้จัก ซึ่งเคยคิดขำๆ เหมือนกันว่า คนพวกนี้น่าจะอยู่ในภาวะ “อ่านมากเกินไป” จำได้ว่า วันนั้น บอกเขาไปว่า “อ่านน้อยจริง แต่อาจจะโชคดีตรงที่อ่านแล้วได้ใช้มากอยู่นะ” เพราะการเขียนแต่ละครั้ง ไม่ใช่อยู่ๆ ก็เขียนได้ แต่มันต้องผ่านการคิด (เรื่องที่จะเขียน) แล้วก็ค้น (ข้อมูลที่จะเขียนด้วยการอ่าน) ก่อนจะคิดอีกครั้ง (ว่าที่ค้นข้อมูลมาแล้วนั้น จะเขียนออกมาอย่างไร) เป็นความซับซ้อนที่เชื่อมโยงกันระหว่างการอ่านและการเขียน
ตอนเริ่มทำงานเป็นนักข่าวใหม่ๆ ต้องหัดเขียนข่าว คำพูดที่กรอกหูอยู่เสมอคือ “จะเขียนให้ได้ดี ต้องอ่านให้มาก” ถึงวันนี้ผ่านชีวิตแบบนั้นมา 20 กว่าปีแล้ว ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปเถียงว่า “ถ้าจะเขียนให้ได้ดี ก็ต้องอ่าน (คนที่เขียนดีๆ) ให้มากๆ” โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ ที่โลกของการสื่อสารและส่งผ่านข้อมูลหมุนเร็วตามสิ่งที่เราเรียกกันว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กบ้าง สังคมออนไลน์บ้าง โลกออนไลน์บ้าง โลกเสมือนจริงบ้าง ทำให้ “นักเขียน” เกิดขึ้นเยอะ และในจำนวนที่เกิดขึ้นเยอะ ก็กลายเป็น “ขยะ” เสียมาก เสียเวลาเสพ เสียเวลาอ่าน กลายเป็นข้อมูลรกสมอง ที่สุดท้ายแล้วก็เหมือนกินของไม่มีประโยชน์ใดๆ เลยเข้าสู่ร่างกาย
เราอาจจะโชคดีที่อยู่ท่ามกลางข้อมูลมากมาย อยากได้เรื่องไหน อยากรู้อะไรก็หยิบจับ หาได้โดยง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่หลายครั้งก็ต้องถามตัวเองว่า เราใช้ประโยชน์จากความโชคดีนั้นแค่ไหน หรือใช้ได้สมประโยชน์หรือไม่
หลายคนเสียเงินเสียทองมากมายกับการจ่ายค่าเข้าร่วมสัมมนา หรือค่าหนังสือที่ว่าด้วยตรรกะในการ “ค้นหาหนทางรวย” หรือ “สร้างเศรษฐีใหม่-สร้างความมั่งคั่ง” ได้ในพริบตา แต่ประเด็นคือ เราได้ประโยชน์คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปหรือไม่ เราจ่ายสตางค์ไปฟัง “ใคร” พูด หรือเราเสียเงินไป “อ่าน” ที่ใครเขียน นี่ก็คงต้องเป็นอีกเรื่องที่ต้องบันทึกรายรับ (ที่รับในรูปอาหารสมองและแรงบันดาลใจ) กับรายจ่าย (ที่จ่ายออกไปเป็นตัวเงิน)
ไม่เว้นแม้กระทั่ง “ฟังฟรี” หรือ “อ่านฟรี” ที่บางทีก็ต้องยอมรับว่า “ไม่คุ้ม” กับเวลาที่เสียไป โดยเฉพาะถ้าเราไม่สามารถสร้างผลผลิตจากการอ่านหรือฟังให้เกิดขึ้นได้ แต่ถึงสร้างได้ก็ต้องไม่ลืมว่า “ผลผลิต” ที่เราต้องการหรือที่เราพยายามสร้าง ต้องตั้งอยู่บนสมมุติฐานของ “ความเป็นไปได้” ด้วย
สัปดาห์ที่แล้ว มีผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” โทรศัพท์มาฝากคำถามให้ช่วยค้นหาคำตอบ เป็นคำถามง่ายๆ ที่บอกข้อมูลเบื้องต้นและเป้าหมายที่ชัดเจนว่า “มีเงิน 30 ล้านบาท ต้องการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเดือนละ 4 แสนบาท จะลงทุนอะไรดี” ข้อมูลเบื้องต้นที่ชัดเจนคือ มีเงิน 30 ล้านบาท และเป้าหมายที่ชัดเจนคือ ต้องการผลตอบแทนเดือนละ 4 แสนบาท
เพียงแต่ไม่ได้บอกว่า ทำไมต้องเป็น 4 แสนบาท ทำให้คิดไปเองว่า ในแต่ละเดือนคงมีเหตุให้ต้องใช้เงินจำนวนนี้หรือใกล้เคียงกับจำนวนนี้
ถ้าเปรียบเทียบผลตอบแทน “เป้าหมาย” เป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งง่ายต่อการหาคำตอบ ก็จะพบว่า ผลตอบแทนเดือนละ 4 แสนบาท เท่ากับปีละ 4.8 ล้านบาท หมายความว่า ผู้ฟังท่านนี้ต้องการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอปีละ 16% ลองกวาดสายตาดูผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่จะเข้าไปลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนในระดับนี้แล้วพบว่า ความเป็นไปได้แทบจะเท่ากับ “ศูนย์”
เพราะพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังที่เพิ่งเสนอขาย และได้รับความนิยมอย่างสูงก็ให้ผลตอบแทนเพียง 4.25% ต่อปีสำหรับพันธบัตรอายุ 7 ปี และ 4.75% ต่อปีสำหรับพันธบัตรอายุ 10 ปี ขณะที่หุ้นกู้ของบริษัทเอกชน อัตราผลตอบแทนเต็มที่ (โดยที่ยอมรับความเสี่ยงได้) ก็อยู่ในระดับไม่เกิน 5% ต่อปี ยิ่งเงินฝากยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะถึงมีแคมเปญพิเศษอย่างไร ดอกเบี้ยก็คงเรี่ยๆ อยู่เต็มที่แค่ 3% กว่าหรือ 4% เท่านั้น
ที่พอจะใกล้เคียงอยู่บ้าง ก็ดูเหมือนจะมีแต่การลงทุนใน “หุ้น” เท่านั้น ลองย้อนกลับไปดูสถิติครึ่งปีแรกของปี 2557 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสรุปภาพรวมการซื้อขายออกมาแล้วพบว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index) ปิดที่ 1,485.75 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 14.40% จากสิ้นปี 2556 และเพิ่มขึ้น 4.95% เมื่อเทียบกับสิ้นเดือนพฤษภาคม 2557 ขณะเดียวกัน ดัชนีหลักทรัพย์ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2556 โดยกลุ่มธุรกิจการเงินปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงที่สุด
ผลตอบแทนของตลาดหุ้นโดยเฉลี่ยในช่วงครึ่งปีแรก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ให้ผลตอบแทน 14.40% ซึ่งก็ต้องบอกว่า เกินความคาดหมาย แต่ก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายของคุณผู้ฟังท่านนี้ ที่ต้องการผลตอบแทนเป้าหมายสูงถึง 16% อยู่ดี
ลองดูสรุปผลตอบแทนของ “กองทุนรวม” ซึ่งจัดทำและรวบรวมโดย “มอร์นิ่งสตาร์” ซึ่งสรุปว่า ผลตอบแทนกองทุนในครึ่งปีแรกปีนี้ เรียกว่าสดใสและยอดเยี่ยมในทุกประเภทกองทุน โดยเฉลี่ยแล้วไม่มีประเภทกองทุนใดเลยที่ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนติดลบ ซึ่งกลุ่มที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงที่สุดคือ กลุ่มกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นไทย นำโดยกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็ก ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 13.98% และกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ ก็ทำได้ดีเช่นกันที่เฉลี่ย 12.9% ส่วนกองทุนที่สร้างตอบแทนได้ดีตามอีกกลุ่มเห็นจะเป็นกลุ่มกองทุนทองคำและน้ำมัน ที่สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยบวกอยู่ที่ 8.85% และ 7.44% ตามลำดับ
แม้ว่าจะ “ยอดเยี่ยม” และ “สดใส” แค่ไหน ก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้ผลตอบแทนเป้าหมายของผู้ฟังท่านนี้ได้ ไม่นับรวมความเสี่ยงจากความผันผวน และความไม่แน่นอนจากการลงทุน ซึ่งไม่มีคำว่า “สม่ำเสมอ” แบบที่ต้องการ
ดังนั้น "ผลผลิตที่เป็นไปได้" จากเงินลงทุน 30 ล้านบาท จะไม่มีวันเกิดขึ้น หาก "เป้าหมาย" ที่วางไว้ไม่อาจเป็นไปได้ตามนั้น
เรื่องบางเรื่อง ก็ต้องอาศัย “ยานแม่” นำพาเรากลับสู่โลกของความเป็นจริง
------------------------------
(เงินทองต้องรู้ : ผลผลิตที่เป็นไปได้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



