
ยกฟ้อง'แก้วสรร'ไม่ผิดแกะรอย'แม้ว'ซุกหุ้น
23 ก.ค. 2557
อุทธรณ์ ยืนยกฟ้อง 'แก้วสรร' ไม่ผิด จัดรายการแกะรอยคอร์รัปชั่น ปี 50 สื่อถึง 'ทักษิณ' ซุกหุ้น-เลี่ยงภาษี ศาลชี้เป็นข้อมูลสอดรับศาลฎีกานักการเมืองตัดสินยึดทรัพย์
23 ก.ค. 57 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.2226/2550 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายศราวุธ นาคะปัท ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ. 2542 กรณีเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 50 จำเลยจัดรายการ “ แกะรอยคอร์รัปชั่น ” ที่ออกอากาศผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ซึ่งกล่าวถึงโจทก์ ทำนองว่า โจทก์ทำการซุกหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 56 ให้ยกฟ้องจำเลย เนื่องจากเห็นว่าการจัดรายการของจำเลยเป็นการแสดงความเห็นตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง เป็นการแสดงความคิดเห็นและติชมโดยสุจริต ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งใส่ร้ายโจทก์ จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ต่อมาโจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมหารือกันแล้วข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังจากรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 ซึ่งจำเลยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น คตส. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และเป็นผู้จัดรายการแกะรอยคอร์รัปชั่น ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 50 โดยช่วงเวลาเกิดเหตุเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 50 จำเลยได้จัดรายการแสดงความเห็นในทำนองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ทำการซุกหุ้นชิน คอร์ป ฯ จนวุ่นวาย และจะขายหุ้นให้กับสิงคโปร์ก็หลีกเลี่ยงหนีภาษีอีก
คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยแสดงความเห็นโดยสุจริตเป็นธรรมหรือไม่ โดยโจทก์ มีพยานเบิกความว่า โจทก์ได้ขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ก่อนเข้าเป็นนายกรัฐมนตรี การที่จำเลยแสดงความเห็นในทำนองดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวเท็จต่อบุคคลที่ 3 ทำให้โจทก์เสียหาย ถูกดูหมิ่น เข้าใจว่าโจทก์ไม่กระทำตามกฎหมาย
ขณะที่ศาล เห็นว่าข้อความที่จำเลยกล่าวอยู่ในช่วงที่โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นตำแหน่งที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน จึงเป็นบุคคลสาธารณะย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และจำเป็นอย่างยิ่งต้องปฏิบัติตามที่ได้ปฏิญาณไว้ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตประพฤติตนให้อยู่ในกรอบ โดยคดีเกี่ยวกับการขายหุ้น คตส. ก็มีคำสั่งที่ 19/2549 แต่งตั้งเจ้าหน้าที่พิจารณาข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งแต่งตั้งให้จำเลยและนายบรรเจิด สิงคเนติ เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน ต่อมาจำเลยได้จัดรายการแกะรอยคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นรายการที่ คตส.จัดให้มีขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และแถลงผลงานให้ประชาชนเข้าใจ เนื่องจากมีข้อเคลือบแคลงสงสัยการทำงานของ คตส. ซึ่งข้อความที่จำเลยพูดดังกล่าวนั้น เป็นการพูดก่อนที่ คตส.จะมีมติเรียกให้โจทก์รับทราบข้อกล่าวหา อีกทั้งคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ยังคงถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ จำนวน 1,419 ล้านหุ้นไว้ ตลอดช่วงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย จึงมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์โจทก์
การที่จำเลยตั้งข้อสงสัยว่าโจทก์เลี่ยงภาษีนั้นมีมูลจริง ไม่ใช่การแต่งเรื่องใส่ร้ายโจทก์ แต่เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต ซึ่งจำเลยเชื่อโดยสุจริตใจว่าโจทก์เลี่ยงภาษี และต่อมาได้มีการยึดทรัพย์โจทก์จริง จำเลยไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งกล่าวหาโจทก์ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
ภายหลังนายแก้วสรร กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลพิพากษายืนยันว่าตนไม่มีความผิด เพราะบุคคลที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นประชาชนมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบได้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ตนได้พูดออกไปขณะจัดรายการจนเป็นเหตุให้ถูกฟ้องในคดีนั้นศาลก็ได้หยิบยกคำพิพากษาของศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่ามีการซุกหุ้นจริง คดีนี้จึงเป็นคดีตัวอย่างที่ต่อไปหากมีการทุจริตคอร์รัปชั่นต่อบ้านเมือง ป.ป.ช.ก็มีสิทธิ์ชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบได้ ยิ่งเป็นคดีสำคัญก็ต้องเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบด้วย
เมื่อถามถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางออกนอกประเทศนั้น นายแก้วสรร กล่าวว่า ตามกฎหมายแล้ว ป.ป.ช.ไม่ได้ใช้อำนาจตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาในการควบคุมตัว การเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่ผิดกฎหมาย และไม่มีสิทธิ์ไปห้ามไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศได้ และคดีดังกล่าวก็ยังไม่ได้ฟ้องด้วย แต่ในทางการเมืองก็เป็นอำนาจของ คสช.ในการพิจารณา



