
นักวิชาการจี้รัฐบาลเจรจาฮุนเซนกรณีพระวิหาร
กก.มรดกโลกขยายเวลาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารประเทศเดียวถึง ก.พ. 2553 ไทยรุดเดินสายล็อบบี้ สุวิทย์แจงไทยมีเวลาเตรียมข้อมูล 1ปี แจงกก.มรดกโลก เพื่อไทยให้กองทัพ-รัฐบาลทบทวนทวงคืนเขาพระวิหาร อ้างหวั่นเกิดสงครามไทย-เขมร
(30มิ.ย.)นายปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุม ครม. ว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รายงานผลการเดินทาง ไปร่วมสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 23-30 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการมรดกโลกได้ขยายเวลาการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร โดยประเทศกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวออกไปเป็นเดือน ก.พ. 2553
นายปณิธาน กล่าวว่า การขยายเวลาการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก เป็นผลจากการที่นายสุวิทย์ ได้ยืนยันว่าหลังจากที่คณะกรรมการมรดกโลกอนุญาตให้ทางกัมพูชาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวนั้น ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงและเกิดวิกฤติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเกิดขึ้น เนื่องจากคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาเรื่องนี้ยังไม่รอบคอบครบทุกประเด็น ดังนั้นการขยายเวลาครั้งนี้จะทำให้ประเทศสมาชิกที่ยังไม่ทราบข้อมูลเข้าใจมากขึ้น โดยรัฐบาลจะเดินสายชี้แจงกับประเทศสมาชิกที่เป็นคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อให้เกิดความเข้าใจก่อนที่จะถึงการประชุมในปีหน้า
นายปณิธาน กล่าวว่า รัฐบาลหวังว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะทบทวนมติการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร เพราะตามระเบียบข้อที่ 13 ของคณะกรรมการมรดกโลก ในการขึ้นทะเบียนระบุว่าสถานที่ที่คาบเกี่ยวสองประเทศ จะต้องดำเนินการให้เกิดสันติภาพและบริหารร่วมกัน ดังนั้นคณะกรรมการมรดกโลกต้องย้อนกลับไปดูว่าหลังจากที่ประกาศให้กัมพูชาจดทะเบียนแต่ฝ่ายเดียวนั้นเกิดปัญหาอะไรบ้าง ดังนั้นคณะกรรมการควรพิจารณาตัดสินใจหาทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้
"รัฐบาลได้แต่หวังว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะคำนึงถึงสันติภาพให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้สองประเทศเข้าไปบริหารอย่างเท่าเทียมกัน เพราะตั้งแต่ขึ้นทะเบียนมายังไม่มีประชาชนสามารถเข้าถึงปราสาทพระวิหารได้เลย"
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า เชื่อว่าหลังจากนี้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับกัมพูชาจะไม่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาตัวแทนรัฐบาลได้พบกับผู้นำกัมพูชามาหลายครั้งแล้ว ล่าสุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ได้เดินทางไปพบกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อให้แยกปัญหาเรื่องปราสาทพระวิหารออกไปก่อน โดยทั้งสองประเทศมีแนวทางที่จะพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน ทั้งเรื่องคมนาคม การค้าและโทรคมนาคม ส่วนเรื่องพื้นที่ทับซ้อนให้เป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการชายแดนและปักปันเขตแดน ที่จะกลับไปคุยกับประชาชนของแต่ละประเทศ
สุวิทย์แจงไทยมีเวลาเตรียมข้อมูล 1ปี แจงกก.มรดกโลกปีหน้า
นายสุวิทย์ กล่าวว่า ได้เห็นว่าปัญหาของไทยอยู่ที่ใด และมีประโยชน์คือไปทำความเข้าใจกับกรรมการมรดกโลกเละภาคีสมาชิกที่มาร่วมประชุม ถือว่าทำความเข้าใจได้ระดับหนึ่ง เพราะที่ผ่านมามีปัญหาความไม่เป็นเอกภาพด้านนโยบาย และขั้นตอน วิธีการต่างๆและการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก เพราะจะพูดหลังจากที่มีมติออกมาแล้วนั้นมันไม่มีความหมาย ฉะนั้นการเตรียมการนั้นมันจำเป็น เพราะหากมองการเตรียมการของกัมพูชานั้นมีความพร้อมมากกว่าไทยเยอะ เรื่องนี้ตนได้พูดกับยูเนสโกและกรรมการมรดกโลกแล้ว
“การที่ผมไปคุยกับผอ.ใหญ่ยูเนสโกนั้นก็เริ่มเห็นปัญหาแล้วว่าความขัดแย้งของสองประเทศมีจริง ฉะนั้นต้องพิจารณากันต่อว่าขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไปนั้น ไทยควรมีการเตรียมข้อมูลเสนอกรรมการมรดกโลกและไปคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งภาคีสมาชิกกับปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อหาช่องทางยุติปัญหาของไทยและกัมพูชา ตรงนี้คือทางออกที่ดีที่สุดของผม เหมือนวันนี้เราแข่งขันฟุตบอล ครึ่งแรกโดนยิงพรุน ครึ่งหลังตีเสมอได้ตอนนี้คือการต่อเวลา กรรมการมรดกโลกมีมติมาแล้วว่า การพิจารณาปราสาทเขาพระวิหารจะพิจารณาในปีหน้าในบราซิล ฉะนั้นหนึ่งปีนี้เราสามารถทำงานได้” นายสุวิทย์กล่าว
นายสุวิทย์กล่าวว่า หากถามว่าโอกาสยังมีหรือไม่นั้น ตอนนี้ช่องทางนั้นมีหลายช่องทาง วันนี้การขึ้นทะเบียนมรดกโลกมีหลายรูปแบบ การประชุมครั้งนี้มีรูปเบบใหม่ขึ้นมาคือขึ้นทะเบียนมรดกโลกสามทวีป ฉะนั้นกรรมการมรดกโลกของไทยต้องประชุมและมีการเตรียมการที่มากกว่านี้ หากไม่ทำงานแบบต่อเนื่องก็จะขาดตอน สิ่งสำคัญคือคนที่มีความรู้ในเรื่องนี้แบบต่อเนื่องนั้นมีไม่กี่คนและไม่ได้เข้ามาทำงานตรงนี้ มันคือช่องว่างที่มีอยู่ เพราะการขึ้นทะเบียนมรดกโลกมีหลายรูปแบบ และบางครั้งการขึ้นทะเบียนไปแล้วก็ยังโดนถอดออกจากการขึ้นทะเบียนได้
“การไปประชุมครั้งนี้ก็เห็นรูปแบบหลายวิธีการ ขอเรียนว่าวิธีที่จะทำนั้นไทยจะดูดีและไม่น่ามีปัญหากับกัมพูชา”นายสุวิทย์กล่าวและว่าแม้ปีหน้าอาจมีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะเรื่องนี้มันคือการทำความเข้าใจด้านจุดยืน พรมแดน อธิปไตย
ส่วนเอกสารและหลักฐานที่จะยื่นเพิ่มเติมนั้น นายสุวิทย์กล่าวว่า กรรมการมรดกโลกไม่ได้รับรายละเอียดหลายเรื่องจากกัมพูชาและกัมพูชาต้องยื่นเพิ่มไป เพราะการยื่นขอขึ้นทะเบียนนั้น ปัญหาด้านแผนที่และเขตแดน พื้นที่กันชน แผนบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันนั้นยังไม่มีข้อยุติ แม้กัมพูชาจะเสนอเรื่องนี้ไปตั้งแต่เดือนเม.ย. แต่ตอนนี้กัมพูชาต้องทำรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นเพื่อให้กรรมการมรดกโลกพิจารณาอีกครั้งในปีหน้า ฉะนั้นตอนนี้ไทยต้องไปดูเรื่องเขตพื้นที่ สิ่งใดที่ร่วมมือกันได้ก็ควรร่วมมือกัน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีหลายฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวคิดคณะกรรมการปักปันชายแดนที่ต้องไปดูการกำหนดเขตแดนที่ต้องทำงานหนัก หากปักปันเขตแดนได้ชัดเจนแล้วนั้น กระบวนการนี้จะหมดปัญหา วันนี้ไทย - กัมพูชาไม่มีสิ่งใดขัดแย้งกัน มีเพียงกรรมการมรดกโลกของไทย กรรมการมรดกโลกและยูเนสโกต้องไปหารือกัน
เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่สองประเทศจะขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน นายสุวิทย์กล่าวว่าเรื่องอธิปไตยหนือดินแดนนั้น สองประเทศคงไม่ยอม ฉะนั้นต้องดำเนินการปักปันเขตแดนที่ คณะกรรมการปักปันเขตแดนต้องไปหารือกันตามมติครม.ที่ต้องเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อน แต่ระหว่างนั้นฝายเทคนิคต้องทำงานไปก่อน
ส่วนการขอขึ้นทะเบียนทั้งพื้นที่ ปราสาท พื้นที่ขอบเขต พื้นที่กันชน และแผนบริหารจัดการนั้น นายสุวิทย์กล่าวว่าต้องกระทำให้สอดคล้องกับอนุสัญญาและเสร็จสมบูรณ์ โดยต้องดูว่ากัมพูชาล้ำเขตแดนของไทยหรือไม่ เพราะการขึ้นทะเบียนพื้นที่ที่ติดกันนั้นต้องหารือและผ่านความเห็นชอบร่วมกันของสองประเทศก่อนดำเนินการตามอนุสัญญาด้วย และยูเนสโกมีมุมมองแตกต่างจากไทย คือ ปราสาทไม่ได้อยู่ในเขตไทย แต่จริงๆแล้วมันคือพื้นที่ภาพรวมทั้งหมด โดยไทยบอกไปว่ามันคือพื้นที่เชื่อมต่อ เพราะยังไม่ได้กำหนดว่า เขตแดนไหนเป็นของใคร ทั้งนี้จึงควรสรุปข้อมูลก่อนเดือนกุมภาพันธ์ก่อนประชุมในเดือนกรกฎาคมต่อกรรมการมรดกโลกในปีหน้า อย่างไรก็ตามการขึ้นทะเบียนร่วมกันก็มีหลายรูปแบบทั้งแบบที่ไม่ต้องคำนึงเขตแดน หรือคำนึงถึงองค์ประกอบอื่น
เพื่อไทยให้กองทัพ-รัฐบาลทบทวนทวงคืนเขาพระวิหาร
นาย พร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ว่า พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ดำเนินการในกรณีเขาพระวิหาร ดังนี้ 1.ยุติการดำเนินการที่จะยั่วยุให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเสื่อมทรามลง จนอาจนำประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสงคราม ดังนั้นรัฐบาลต้องยอมรับคำตัดสินของศาลโลกที่ตัดสินว่าปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
2.รัฐบาลต้องปกป้องพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรไว้ให้ได้ 3.เร่งปรับปรุงความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว 4.ขจัดความเห็นกฎหมายที่สับสนและผิดพลาดของนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เพื่อความถูกต้องชัดเจนในการแก้ปัญหาพรหมแดนบริเวณเขาพระวิหาร
ผบ.ทบ.เผยไทย-กัมพูชาเตรียมปรับลดทหารเท่าเดิม
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชากรณีปราสาทเขาพระวิหารว่า ทั้งสองประเทศมีความคิดเห็นตรงกันว่าจะไม่ใช้อาวุธและความรุนแรง เพราะการใช้กำลังทหารไปก็จะสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งเราพยายามปรับกำลังทหารให้เหมาะสมตามหลักนโยบายที่รัฐบาลให้มา
ทั้งนี้ เรามีการแสดงออกถึงสัญลักษณ์ว่า เป็นพื้นที่ของเรา แต่เราต้องปรับลดกำลังให้เหลือระดับเดิม ก่อนที่จะมีการเพิ่มกำลัง
ส่วนการดำเนินการต้องคุยกันในรายละเอียด และต้องประสานพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการปรับลดกำลัง ว่าจะทำอย่างไร หลังจากการพูดคุยคงจะทราบว่าทำอย่างไรต่อไป
"เรื่องนี้ไม่ได้กำหนดเวลา ส่วนจะปรับลดกำลังมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความพอใจทั้งสองฝ่าย แต่ต่างฝ่ายขณะนี้ไม่ได้มุ่งใช้กำลังกัน"
นักวิชาการจี้รัฐบาลเจรจาฮุนเซนกรณีพระวิหาร
ผศ.ประดิษฐ์ ศิลาบุตร นักวิชาการศูนย์ศรีสะเกษศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ศรีสะเกษ กล่าวว่า หากเลื่อนการพิจารณาได้ก็เป็นเรื่องที่ดี และตนเห็นว่าไทยควรถือโอกาสนี้ เร่งเสนอจดทะเบียนมรดกโลกร่วม เพราะหลังจากได้เป็นมรดกโลกแล้ว คิดว่าหลายอย่างคงจะดีขึ้น ส่วนที่วุ่นวายอยู่ในขณะนี้ เกิดจากว่าเป็นของไทย เป็นของกัมพูชาบ้าง แต่ถ้าเป็นมรดกโลกปราสาทพระวิหารก็จะได้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่เป็นของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป
ผศ.ประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า ถือเป็นข่าวที่ดี อย่างน้อยที่สุดก็ได้พิสูจน์ว่าเสียงคนไทยในเวทีโลก ยังมีความสำคัญอยู่ ดูในแง่ของประเทศไทย ถือว่ายังมีโอกาสที่จะทำเรื่องเสนอขอจดทะเบียนมรดกโลกร่วมกับทางกัมพูชา แต่ตรงกันข้าม อาจสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายกัมพูชา และอาจส่งผลสะเทือนไปถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นมาอีกครั้งได้ ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรจะนิ่งนอนใจ ต้องเร่งเจรจากับกัมพูชาให้เข้าใจต่อเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ และอย่าปล่อยให้ทหารระดับปฏิบัติการเขาคุยกันเองเพียงงลำพัง
“ต่อจากนี้รัฐบาลต้องมีเพิ่มบทบาททางการทูตกับกัมพูชา อย่างหนัก แต่เนื่องจาก รมต.กระทรวงการต่างประเทศ มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ หากจะปรับออกก็เป็นห่วงเรื่องเสถียรภาพรัฐบาล หรือถ้าไม่ปรับก็ต้องหาคนที่เก่งมาช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องนี้" นักวิชาการ กล่าว



