
'วิษณุ'เปรียบรธน.ชั่วคราวเป็นแม่น้ำ5สาย
แถลงรายละเอียดรัฐธรรมนูญชั่วคราว 'วิษณุ'เปรียบเป็นแม่น้ำ5สาย แจง ม.44 คสช.แค่รักษาความเรียบร้อยเท่านั้น
23ก.ค.2557 เมื่อเวลา 10.00น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแถลงชี้แจงที่มาและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 โดยมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมีพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าคสช. นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคสช.เป็นผู้ชี้แจง ทั้งนี้เดิมทีการถ่ายทอดสดขอเวลาไว้เพียง30นาที แต่กลับใช้เวลาแถลงจริงนานถึง55นาที โดยมีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศมาทำข่าวจำนวนมากประมาณ 300คน
นายวิษณุ กล่าวว่า บัดนี้ถือว่าได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่ 2 ตามแผนและขั้นตอน (โรดแม็พ) ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ประกาศไว้ ซึ่งโรดแม็พเริ่มต้นด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ซึ่งตรงกับวันครบกำหนด 2 เดือนพอดีในการเข้าครองอำนาจในวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นฉบับที่ 19 แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งรวมทั้งฉบับถาวรและฉบับชั่วคราว โดยไม่นับฉบับแก้ไขเพิ่มเติม คำว่าฉบับชั่วคราวมีความหมายว่าให้ใช้บังคับไปพรางก่อน คาดว่าจะมีระยะเวลา 1 ปี บวกลบ ระหว่างรอการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และเมื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร หรือฉบับที่ 20 เสร็จสิ้น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆดำเนินการเสร็จสิ้นก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 ของโรดแม็ป คือการจัดการเลือกตั้งเพื่อคืนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกลับสู่ประเทศ โดยมีความเชื่อว่าในช่วงเวลาประมาณ 1 ปี นับจากนี้ไปจะสามารถจัดการปัญหาที่ค้างคาและเป็นชนวนให้เกิดความคับแค้น ความไม่สงบเรียบร้อยในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นผลสำเร็จ หรืออย่างน้อยในระดับหนึ่ง
“ความจำเป็นในช่วงเวลา 1 ปี จากนี้ไป จะต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดเสียงบ่น หรือเสียงวิพากวิจารณ์ว่าสิ่งที่อุตส่าห์ลงแรงทำมาในช่วง2เดือนนั้นเสียของ หรือสูญเปล่า เหตุนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 จึงจำเป็นต้องวางหลักการที่อาจดูเข้มงวดกวดขัน หรือดูพะรุงพะรัง ยุ่งยากไปบ้างแต่ก็มีความจำเป็น เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเหมือนต้นทางหรือต้นสายแม่น้ำ 5 สาย ที่จะจะต้องเดินหน้า” นายวิษณุ กล่าว นายวิษณุ กล่าวอีกว่า แม่น้ำสายแรกที่แยกจากรัฐธรรมนูญและเป็นสิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นก่อนองค์กรอื่น คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ซึ่งจะเป็นเหมือนสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติในอดีต มีสมาชิกไม่เกิน 220 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่ตั้งขึ้นตามคำแนะนำของหัวหน้า คสช.ซึ่งหมายถึงหัวหน้า คสช.จะเป็นผู้พิจารณาโดยเลือกสรรเพื่อนำกราบบังคมทูล ซึ่งสมาชิก สนช.ทั้ง 220 คนจะไม่มีการสมัคร หัวหน้า คสช.จะเป็นผู้พิจารณาโดยอาศัยฐานข้อมูลต่างๆซึ่งขณะนี้มีการจัดทำฐานข้อมูลเรียบร้อยแล้ว เช่น ให้ครอบคลุมสาขาอาชีพ ครอบคลุมจังวัดพื้นที่ ภูมิภาค ครอบคลุมวัย โดยคุณสมบัติสำคัญของผู้ที่จะเข้ามาเป็น สนช.ต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 40 ปี ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคการเมือง หมายถึงดำรงตำแหน่งของพรรคการเมือง หมายความว่าไม่ได้ขัดข้องที่จะตั้งนักการเมืองในอดีตซึ่งมิได้มีตำแหน่งในพรรคการเมือง อาทิ หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ผู้บริหารพรรค เป็นต้น แต่ไม่รวมถึงสมาชิกของพรรคการเมือง
นายวิษณุ กล่าวว่า สนช.มีอำนาจหน้าที่สำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย การออกกฎหมาย เหมือนกับ สส. สว.ในอดีต รวมถึงการอนุมัติพระราชกำหนดที่รัฐบาลจำเป็นต้องออกเร่งด่วน หรืออำนาจให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาและหนังสือสำคัญที่รัฐบาลทำกับต่างประเทศ อำนาจหน้าที่ประการที่สองของ สนช.คือ การให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ส่วนจะเลือกจากสมาชิกหรือบุคคลภายนอกสุดแต่สภาฯจะพิจารณาเองไม่มีข้อกีดกันหรือจำกัด อำนาจที่สาม คือการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินหรือการทำงานของรัฐบาล โดยจำกัดเพียงการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี ไม่รวมถึงการเปิดอภิรายไม่ไว้วางใจเพื่อซักฟอก ถ้ามีปัญหาสงสัยในการทำงานอาจเชิญรัฐบาลมาสอบถามหรือที่เรียกว่าอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ อำนาจที่สี่คือการให้ความเห็นชอบบางเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องมาที่สภา เช่นการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่ง เช่น อัยการสูงสุด เลขาฯกฤษฎีกา รวมถึงให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญ
นายวิษณุ กล่าวว่า แม่น้ำสายที่ 2 คือ คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีหนึ่งคน และรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวนไม่เกิน 35 คน รวมเป็น 36 คน ซึ่งเป็นตัวเลขเดิม ครม.จะแต่งตั้งจากบุคคลใดก็ได้ เป็นข้าราชการประจำ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจก็ได้ เพราะได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นห้วงเวลาที่ไม่ปกติ ซึ่งใช้เวลาสั้นเพียง1 ปี จึงสมควรเปิดทางให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เข่ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองควบคู่กันไปเป็นรายกรณี ถือเป็นเรื่องปกติภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว อำนาจหน้าที่ของ ครม.แต่เดิมคือการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เนื่องจากปัจจุบันเป็นช่วงเวลาไม่ปกติ และต้องการป้องกันไม่ให้ถูกกล่าวหาว่า “เสียของ” หรือสูญเปล่า จึงกำหนดเป็นครั้งแรก ให้ ครม.มีอำนาจเพิ่มอีก 2 อย่าง นอกจากการบริหารราชการแผ่นดินคือ อำนาจหน้าที่ในการดำเนินการปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้งที่ดำริเอง หรือตามข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือวงการอื่นๆ และ ให้ ครม.มีอำนาจและหน้าที่ในการสร้างความสามัคคีปรองดองแลการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม โดยถือเป็นพันธกิจที่ ครม.ต้องปฏิบัติ
นายวิษณุ กล่าวว่า แม่น้ำสายที่ 3 คือสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีสมาชิกไม่เกิน 250 คน มาจากการสรรหาซึ่งแบ่งออกเป็นมาจากจังหวัดต่างๆและ กทม.รวม 77 คน โดยสรรหามาจากแต่ละจังหวัดโดยแต่ละจังหวัดจะมีคณะกรรมการสรรหาจังหวัดละ 1 คณะเพื่อหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่เคารพนับถือ มีความสามารถ มีเวลา เข้ามาเป็นผู้แทนจังหวัดละ 1 คน โดยเลือกเข้ามาจังหวัดละ 5 คน และให้ คสช.เลือก 1 คน ในส่วนอีก 173 คนที่เหลือ จะเป็นการกระจายมาจากทั่วประเทศไม่ผูกพันกับจังหวัดหรือพื้นที่ใด แต่ผูกพันจากด้านต่างๆ 11 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการเมือง ด้านการปกครองท้องถิ่น ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ด้านพลังงาน ด้านสื่อสารมวลชน ด้านสังคม และด้านอื่นๆ โดยจะมีคณะกรรมการสรรหาประจำด้านละ 1 ชุด ผู้ที่เป็นกรรมการสรรหาจะไม่มีโอกาสรับเลือกเป็น สปช. โดยการสรรหาสมาชิก 173 คน จากทั่วประเทศจะให้ใช้วิธีการเสนอชื่อเข้ามา ห้ามสมัครเองหรือแสดงความจำนงว่าอยากเป็น จะต้องมีองค์กรหรือนิติบุคคล สมาคม มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา หรือแม่แต่วัด รับรองและเสนอชื่อเข้ามาองค์กรละ 2 คน ว่าจะเข้ามาปฏิรูปด้านใด ดังนั้นใครอยากสมัครเข้ามาเป็น สปช.ต้องหาองค์กรรองรับเพื่อเสนอชื่อเข้ามาว่าจะปฏิรูปด้านใด แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็สามารถขอเปลี่ยนไปปฏิรูปด้านอื่นได้ โดยคณะกรรมการสรรหาจะคัดเลือกผู้ที่องค์กรต่างๆเสนอชื่อเข้ามาด้านละไม่เกิน 50 คน รวมแล้ว 550 คนจาก 11 ด้าน ส่งไปยัง คสช.เพื่อคัดเลือกให้เหลือเพียง 173 คน
นายวิษณุ กล่าวว่า อำนาจหน้าที่ของ สปช.คือการเสนอแนะแนวทางปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งหากสามารถปฏิบัติได้เลยก็ส่งไปยังรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือ คสช.ดำเนินการทันที แต่ถ้าเรื่องใดต้องมีกฎหมายรองรับจะต้องขอให้สปร. ยกร่างกฎหมาย ก่อนนำเสนอให้ สนช. ซึ่งหมายความว่า สปช.สามารถเสนอกฎหมายได้โดยเสนอผ่าน สนช. อำนาจหน้าที่ประการที่สอง ของ สปช.คือการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
นายวิษณุ กล่าวว่า แม่น้ำสายที่4 คือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรมมนูญ (กมธ.ยกร่าง) จำนวน 36 คน โดยมาจาก สปช.เสนอ 20 คน มาจาก สนช.เสนอ 5 คน มาจากที่ ครม.เสนอ 5 คน และจากที่ คสช.เสนอ 5 คน โดย คสช.จะเป็นผู้เสนอคนขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง อีก 1 คน ซึ่งกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนี้จะมีอำนาจมาก คนที่จะเป็น สปช.ไม่มีข้อห้ามว่าคนที่เป็นสมาชิกพรรค เป็นกรรมการบริหารพรรค หรือมีตำแหน่งในพรรค สามารถเข้ามาเป็นได้ โดยมีอายุตั้งแต่ 35 ปี อย่างน้อย จะเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผอจ.เทศบาลได้ทั้งสิ้น เพราะงานปฏิรูปเป็นงานของประเทศ จึงพยายามให้มีข้อจำกัดน้อยที่สุด จบป.4 ก็เข้ามาเป็นได้ แต่ผู้ที่จะเข้ามาเป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษ ทำงานแข่งกับเวลา เพราะกำหนดให้เวลาทำงานเพียง 120 วัน หรือ4 เดือน ต้องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้คนทั้งประเทศเห็นจะต้องเสร็จ คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็น กมธ.ยกร่างฯ จะต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง 3 ปี ก่อนย้อนหลัง พยายามเอาคนที่ปลอดจากการเมืองมาร่าง และห้ามคนที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ เช่น กกต. ปปช.ศาลรัฐธรรมนูญเข้มาเป็น กมธ.ยกร่าง รวมถึงห้าม กมธ.ยกร่างฯทั้ง 36 คน ไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆในอนาคตอีกไม่ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี ถือเป็นการกันทั้งอดีต และอนาคต ซึ่งหมายความว่าคนที่จะเข้ามาเป็นนั้นนอกจากมีความรู้ ความสามารถ มีเวลา มีความคิดแล้วต้องเสียสละเป็นพิเศษ
นายวิษณุ กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อยกร่างฯเสร็จก็ให้นำเสนอต่อ สปช.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งอาจมีการขอแก้ไขหรือแปรญัตติได้ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของ กมธ.ยกร่างฯ และเพื่อป้องกันไม่ให้กมธ.ยกร่างฯ ไปร่างตามใจชอบ รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้กำหนดกรอบไว้ว่า กมธ.ยกร่างฯ จะต้องร่างภายใต้กรอบสำคัญ 4 ด้านคือ กรอบที่ สปช.ให้ไว้ตั้งแต่ต้น กรอบที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 ฝากไว้ในมาตรา 35 เช่นการกำหนดเป็นรัฐเดี่ยว การปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการป้องกันขจัดการทุจริต แลการป้องกันไม่ให้คนที่เคยได้ชื่อว่าทุจริตหรือโกงการเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาดในอนาคต รวมทั้งกำหนดหลักการในการวางมาตรการป้องกันไม่ให้มีการนำงบประมาณแผ่นดินมาใช้ในการมุ่งหาเสียงหรือประโยชน์ใส่ตนโดยทุจริต มิชอบ รวมทั้งการทบทวนความจำเป็นว่าควรจะใส่เรื่ององค์กรอิสระอะไรเอาไว้ในรัฐธรรมนูญบ้าง เพราะอาจมีหลายองค์กรที่ไม่มีความจำเป็น อาจออกเป็นกฎหมายธรรมดาก็พอ แต่ไม่ได้หมายความว่าบังคับให้ยกเลิกการตั้งองค์กรอิสระเพียงแต่ให้ไปทบทวนความจำเป็น หรือเห็นควรว่าควรมีสิ่งใดใหม่ก็ต้องพิจารณา
นายวิษณุ กล่าวว่า แม่น้ำสายที่ 5 คือตัว คสช.ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้คงอยู่ต่อไป เพียงแต่อาจเพิ่มจำนวนจากปัจจุบันให้มีไม่เกิน 15 คน อำนาจหน้าที่ของ คสช.มีเพียงแค่เสนอแนะให้ ครม.พิจารณาปฏิบัติในเรื่องใด และ เมื่อ ครม.พิจารณาแล้วอาจจะไม่ปฏิบัติก็ได้ นอกจากนี้ คสช.ยังมีอำนาจหน้าที่เชิญ ครม.ประชุมร่วมกันหารือปัยหาสำคัญของประเทศ หรือ ครม.สามารถเชิญ คสช.ได้
“ยืนยันว่าไม่มีที่ใดในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 นี้ กำหนดให้ คสช.มีอำนาจปลดรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี อย่างที่มีการลือกัน ไม่มีที่ใดที่กำหนดให้ คสช.เป็นพี่เลี้ยงหรือเปลือกหอยให้ ครม.และไม่ได้กำหนดให้ คสช.มีอำนาจบังคับบัญชา ครม.หรือข้าราชการประจำ เพียงแต่ให้ คสช.มีอยู่เพื่อดูแลแบ่งเบาภาระ ครม.ในด้านความมั่นคง การรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อที่ ครม.จะได้ทำงานบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่อกแว่กกับปัญหาแทรกซ้อนในช่วงเวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งคสช.ก็มีหน้าที่เข้าไปดำเนินการ รวมทั้งการสร้างความสมานฉันท์ ปรองดอง สามัคคี และเพื่อให้ คสช.มีอำนาจในการดำเนินการเรื่องต่างๆในกรณีเกิดความจำเป็น ได้กำหนดในมาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญให้ คสช.อาจใช้อำนาจพิเศษ ตามมาตรา 46 ว่าถ้ามีกรณีจำเป็นต้องใช้อำนาจเพื่อการสร้างสรรค์ ไม่ใช้เพื่อการปราบปราม คสช. ก็อาจใช้อำนาจพิเศษได้แม้แต่จะใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติ แต่ไม่ใช่ไปมีอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่ง คสช.คงไม่ได้ใช่บ่อยครั้งหรือพร่ำเพรื่อ ซึ่งทุกยุคที่มีการยึดอำนาจในอดีต ก็จะใช้ในยามที่ไม่อาจใช้กระบวนการปกติได้เท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญ”นายวิษณุกล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า มีคนสงสัยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มี 48 มาตรา จะเพียงพอในการปกครองและดูแลบ้านเมืองหรือไม่ จึงมีการเขียนบทบัญญัติไว้ เหมือนในอดีตที่มีมาตรา 7 โดยบัญญัติไว้ว่าถ้าไม่มีที่ใดบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ก็ให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลายคนอาจวิจารณ์ว่าสุดท้ายก็มีกฎหมายมาตรา 7 มาอีก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาก็เพราะไม่รู้ว่ามาตราดังกล่าวมีเนื้อหาอย่างไร ซึ่งก็รู้ว่ามันยุ่งแต่ไม่เขียนไว้ก็ไม่ได้เพราะถ้าไม่เขียนก็จะเกิดปัญหาช่องว่างขาดไปในหลายมาตรา และกำหนดไว้ด้วยว่าถ้าสงสัยว่าเรื่องนี้เป็นไปตามประเพณีการปกครองหรือไม่ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้คำปรึกษาล่วงหน้าได้ และที่สำคัญศาลยุติธรรม ศาลทหาร ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญนั้นยังคงอยู่ไปตามปกติ ส่วนองค์กรอื่น ทั้ง กกต. ปปช.ยังอยู่ตามปกติ เว้นแต่องค์กรที่ คสช.ออกประกาศยกเลิก จนกว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะมากำหนด
“รัฐธรรมนูญฉบับหน้าเมื่อร่างเสร็จแล้วจะเปิดให้ลงประชามติหรือไม่ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้เขียนไว้ แต่ไม่ได้ปิดทางเป็นสิ่งที่สามาถไปพิจารณาตามความจำเป็นในอนาคตได้ สิ่งสำคัญคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนไว้คือเมื่อใดที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาอย่างใดที่สมควรแก้ไขให้สมบูรณ์ ครม.และ คสช.สามารถจับมือเสนอต่อ สนช.เพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมบางเรื่องที่บกพร่องหรือควรจะมีได้ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและการดำเนินการของแม่น้ำทั้ง 5 สายสามารถเดินหน้าโดยไม่สะดุด ส่วนองค์์กรต่างๆ ทั้ง 5 องค์กรที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีอายุนานเท่าไหร่นั้น คำตอบคือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะอยู่ได้จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สนช.จะมีอายุอยู่ไปจนกระทั่งวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาในชุดหน้า คือมี สส.เมื่อใด สนช.ก็หมดอายุลง สำหรับ ครม.ก็อยู่ไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่ต่อ ส่วนสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.จะอยู่ไปจนถึงเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใม่ร่างเสร็จ และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ สปช.ก็ให้เป็นไปตามนั้น ในส่วนของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะมีหน้าที่จนกว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จมีการลงประปรมาภิไธยและประกาศใช้ ส่วน คสช.นั้นโดยหลักเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คสช.ก็จะหมดไปเมื่อนั้น”
จากนั้นเป็นช่วงที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสอบถาม โดยผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรา44 ทำให้คสช.มีอำนาจเหนือนายกและครม.หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มาตรา44มีมาทุกครั้งในการใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ยกเว้นฉบับปีพ.ศ.2549 ที่ไม่ได้เขียน แต่ฉบับนี้เขียนเอาไว้ เพราะการใช้อำนาจพิเศษมันคู่กันมากับการที่เราให้มีองค์กรพิเศษ หากคสช.ไม่อยู่ต่ออำนาจพิเศษคงไม่มีความจำเป็น ดังนั้นการมีอำนาจพิเศษให้คสช.ก็เพื่อทำหน้าที่บางอย่างที่ครม.อาจจะลำบากในการทำหน้าที่นั้น เช่น คสช.จะใช้อำนาจเพื่อส่งเสริมความสามัคคี และสมานฉันท์ เพราะเมื่อรัฐบาลเหลียวซ้ายแลขวาว่าจะใช้อำนาจใดมาจัดการความรุนแรงไม่ได้ ก็เกิดการยึดอำนาจซ้อนการยึดอำนาจ ส่วนที่มองว่าย้อนไปเหมาะสมัยจอมพลสฤษ ธนะรัช นั้น เพราะการร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้นได้แบบอย่างมากจากรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสและใช้มาจนถึงทุกวันนี้ "2เดือนที่ผ่านมาคสช.มีอำนาจล้นพ้นมากกว่ามาตรา44 จนเกิดเหตุฆาตกรรมเด็กแล้วโยนทิ้งที่รถไฟก็มีเสียงเรียกร้องให้คสช.ใช้อำนาจพิเศษ แต่คสช.เชื่อว่าจะใช้อำนาจของกระบวนการยุติธรรมได้ หรือการแต่งตั้งโยกย้ายจะใช้อำนาจม้วนเดียวจบเลยก็ได้แต่ไม่ทำ จึงมีการเขียนห้อยท้ายในรัฐธรรมนูญให้อำนาจครม.ในการนำรายชื่อคนที่ถูกย้ายขึ้นทูลเกล้าฯตามปกติต่อไป
นายวิษณุ กล่าวว่า อนาคตต้องคอยดูว่าคสช.จะใช้มาตรานี้ด้วยความสร้างสรรค์หรือทำลาย หรือทางส่งเสริมหรือกำหราบ จึงเป็นเหมือนดาบที่มีสองคม และคสช.เองก็รู้ว่าอยู่ภายใต้การจับตาดูของทุกฝ่าย แต่ลองจินตนาการว่าหากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายเหมือนแต่ก่อนวันที่22พ.ค.2557 ผู้ที่อำนาจในบ้านเมืองจะทำอย่างไร เพราะใช้กฎหมายปกติก็ไม่ได้ผล ถ้าไม่เกิดก็ดีก็ไม่ต้องใช้มาตรา44
ส่วนที่ถามถึงมาตรา48 นายวิษณุ กล่าวว่า การนิรโทษกรรมคณะผู้ยึดอำนาจมีการเขียนแบบนี้ทุกครั้งนับตั้งแต่ปีพ.ศ.2475 เป็นต้นมา เพราะหากไม่เขียนไว้ก็มีการจองเวรจองกรรมไม่จบไม่สิ้น เพราะถ้าทำอะไรแล้วผิดคสช.ก็คงผิดตั้งแต่ต้น
เมื่อถามว่าในส่วนของคณะคสช.ที่จะต้องปลดเกษียณสิ้นเดือนกันยายนนี้จะมีการตั้งคนอื่นเข้ามาแทนหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การออกแบบรัฐธรรมนูญดูเขาให้คนไหนเป็นหัวหน้าคสช. หลังจากนั้นคสช.จำเป็นต้องอยู่ต่อไป ฉะนั้นของเดิมคสช.มี6คนตามประกาศเดิม 6คนนี้ก็จะอยู่ต่อไป แม้บางคนจะมีตำแหน่งทางการเมือง บางท่านก็มีภาระอื่นที่ต้องเกษียณก็จำเป็นต้องตั้งคนอื่นเข้ามาแทน ถ้าไม่เขียนล็อคเอาไว้ก็จะไม่ครบตามที่ระบุไว้ ส่วนจะตั้งจากใครก็แล้วแต่ท่าน
เมื่อถามถึงการตรวจสอบรัฐบาลที่สนช.แต่งตั้งประชาชนและองค์กรอิสระสามารถตรวจสอบได้ตามปกติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอดีตเป็นไปตามพรบ.ป.ป.ช. และกฎหมายอื่นซึ่งคสช.ไม่เคยแตะต้องพรบ.เหล่านั้น ดังนั้นกลไกยังคงอยู่ต่อไปตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่มีมากมาย รวมทั้งการเปิดเผยบัญชีทรัพย์ครม.ในอนาคตก็ยังต้องเปิดเผยตามปกติของพรบ.ปปช. ส่วนสนช.จะต้องเปิดเผยบัญชีด้วยหรือไม่นั้น ทางปปช.ก็มีอำนาจในการกำหนดตำแหน่งที่ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาได้
เมื่อถามถึงการปลดนายกฯตามมาตรา19 ที่หัวหน้าคสช.เสนอให้สนช.เพื่อถวายคำแนะนำฯ นายวิษณุ กล่าวว่า ในเมื่อสนช.มีอำนาจตั้งนายกฯ หากมีกฤติจำเป็นที่จะต้องเอาออกต้องมีอำนาจ โดยคสช.เสนอแนะว่าควรเปลี่ยนตัวนายกฯต้องเสนอไปที่สนช.ว่าจะให้ปลดหรือไม่ แต่คสช.ปลดเองไม่ได้ รวมทั้งญัตตินี้สนช.ตั้งญัตติเองก็ไม่ได้ "คสช.ปลดรัฐมนตรีเองก็ไม่ได้ แต่มีอำนาจเสนอรัฐบาลก็เสนอนายกฯได้ว่ารัฐมนตรีคนไหนทุจริตคสช.ก็เสนอแนะนายกฯก็อาจจะปลดก็ได้ ส่วนนายกฯจะไม่เห็นด้วยก็ได้"นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่าอำนาจหน้าที่ของสนช.สามารถถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีถอดถอนที่ยังค้างเหมือนวุฒิสภาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ในมาตรา6วรรคสองเขียนไว้ว่า ให้สนช.สามารถทำหน้าที่เป็นสภาผู้แทนฯและวุฒิสภาได้ ดังนั้นกฎหมายใดก็ตามที่พูดถึงเรื่องการแต่งตั้ง ถอดถอน ก็ส่งมาให้สนช.ทำหน้าที่ตามกฎหมายเหล่านั้นได้
เมื่อถามว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวทำไมไม่เขียนว่าให้มีการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับถาวร นายวิษณุ กล่าวว่า ได้พิจารณากันแล้วและถามผู้มีประสบการณ์ในการทำรัฐธรรมนูญ2550แล้วว่าการทำประชามติอาจจะมีขั้นตอนที่ยืดยาวนานหลายเดือนและต้องออกกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติก็จะทำให้การเลือกตั้งเนิ่นนานออกไปอีก เลยไม่บังคับไว้ ส่วนอนาคตจะทำประชามติหรือไม่ก็ต้องดูความเหมาะสมต่อ เพราะหากจำเป็นเชื่อว่าครม.และคสช.จะดำเนินการได้ จึงคิดแค่นี้ในขณะนี้ก่อน
เมื่อถามว่าหัวหน้าคสช.สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คำถามนี้อาจารย์คนไหนก็ตอบไม่ได้นอกจากหัวหน้าของอาจารย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายวิษณุก็ขอให้พล.อ.ไพบูลย์ตอบคำถามนี้ โดยพล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า การที่มีแนวทางที่หัวหน้าคสช.ได้มอบหมายมาเป็นเรื่องที่ดี คาดว่าเดือนสิงหาคมนี้สนช.คงเกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่าแล้วตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวหัวหน้าคสช.เป็นนายกฯได้หรือไม่ ซึ่งคำถามนี้ พล.อ.ไพบูลย์ต้องหันไปถามนายวิษณุว่า "ตามรัฐธรรมนูญได้ไหมครับ" ซึ่งนายวิษณุก็พยักแล้วพูดโดยออกปากห่างไมโครโฟนว่า "ได้" และพล.อ.ไพบูลย์ก็ตอบซ้ำว่า "ได้" และนายวิษณุก็กล่าวเสริมว่า "รัฐธรรมนูญเขาให้เป็นได้ครับ แต่ได้เป็นไหมเป็นเรื่องของสนช."
เมื่อถามว่าเหมาะหรือไม่ที่หัวหน้าคสช.จะมาเป็นนายกฯเอง พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า "ท่านมาถามผม ผมก็อยู่ในคสช." ขณะที่นายวิษณุ กล่าวว่า " คนที่ตอบได้ดีที่สุดมี2พวก พวกแรกคือสังคม คุณและผมก็อยู่ในสังคม ของอย่างนี้มัน ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิต คือ รู้ได้เฉพาะตน ส่วนที่สองคือคนที่มีอำนาจว่าจะให้เป็นหรือไม่ให้เป็นคือสนช. ที่มีหน้าที่เลือกและปลดได้ ต้องไปถามสนช. แต่ตอนนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะใครจะได้เป็นสนช."
"วิษณุ"ออกตัวไม่เหมาะกับตำแหน่งอะไรทั้งสิ้น
นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมภายหลังการแถลงชี้แจงรัฐธรรนูญชั่วคราวถึงการมีตำแหน่งของตัวเองในอนาคตว่า ตนไม่เหมาะกับตำแหน่งอะไรทั้งสิ้น ตนอยู่ของตนอย่างนี้สบายกว่า และตนก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่อย่างน้อยตนก็ไม่ได้เลวขนาดว่าไม่ควรเป็นอะไร เมื่อถามว่าฝ่ายนิติบัญญัติที่สังคมวิจารณ์จะมีการปรับอะไรหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของสนช.ชุดนี้ที่เข้าไปแล้วต้องเริ่มต้นอะไรไว้หลายอย่าง ซึ่งหัวหน้าคสช.ฝากไว้ตั้งแต่ต้น แต่ยังเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้เพราะเป็นเรื่องการจัดการ โดยหัวหน้าคสช.ระบุว่าไว้ว่าทำอย่างไรไม่ให้สภาล่มช่วยทำเรื่องนี้ให้ได้เป็นแบบอย่าง ซึ่งอาจใช้วิธีแก้ที่ระเบียบสภา
เมื่อถามว่ารัฐธรรมนูญห้ามหรือไม่ที่คสช.จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีควบได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้ห้าม แต่ที่เป็นควบไม่ได้คือเป็นสนช.และสปช.ไม่ได้ เป็นกรรมธิการร่างรัฐธรรมนูญได้ และไม่ได้ห้ามเป็นนายกฯ "ครั้งที่แล้วก็มีบทเรียนจำเป็นต้องใช้ระบบอย่างนี้ แต่ถ้าดีที่สุดก็ต้องกลับไปใช้ระบบเลือกตั้ง แต่ถ้าเราเลือกตั้งตอนนี้ก็คงจะเห็นปัญหากัน แต่ใช้ระบบแต่งตั้งก็คงหลับตาตั้งเอาก็ดูไม่ดี จึงต้องพบกันครึ่งทาง ซึ่งเราก็เคยคิดกันกระทั่งว่าเลือกกันมา 3,000 คน แล้วให้ไปเลือกกันเอง ซึ่งผู้มีประสบการณ์ที่ผ่านวิธีแบบนี้มาก็ระบุว่าจะไปฮั้วะกันตอนนั้น"นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ว่าจะได้เครือข่ายวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.)หรือวปอซคอนเน็คชั่นเข้ามา นายวิษณุ กล่าวว่า จะเป็นเครือข่ายหรืออะไรก็ตาม ต้องผ่านกระบวนการที่องค์กรเสนอชื่อมาให้ได้ และก็ไปคัดเลือกกัน ซึ่งจะมีวปอ.หรือไม่ก็ต้องไปเทียบคุณสมบัติกัน เมื่อถามว่า องค์กรอิสระหลายหน่วยงานจะยังคงไว้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนกล่าวในฐานะส่วนว่า เรื่องนี้มีการคิดกันไว้แล้ว เช่นบางองค์กรถ้าเอาออกก็อาจเกิดช่องว่างว่าอาจเป็นแผนกาารที่จะล้มคดีที่ยังค้างอยู่ โปรดสังเกตว่าคสช.จะพยายามไม่ไปแตะอะไรที่มีอยู่เกินความจำเป็น ซึ่งเราก็ต้องก็เคารพเขาเพราะเขาอยู่มาอย่างนั้น แต่หากจะล้มก็ไม่ยากสามารถออกประกาศฉบับเดียวก็ล้มได้แต่จะถูกข้อครหาว่าเป็นการช่วยกัน อย่างป.ป.ช.ที่ยังมีคดีค้างอยู่ 20,000 คดี ถ้าล้มจะทำยังไงกับคดีที่ค้าง เราก็เห็นว่าคนที่เขาทำงานนั้นก็มี
ทีมร่างรธน.แจงม.44ให้อำนาจคสช.
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหนึ่งในคณะร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กล่าวว่า ความรู้สึกแรกคือบ้านเมืองเรากำลังมีกติกาที่แน่นอน เป็นหลักของกฏหมาย ซึ่งจะเรียกได้ว่าบ้านเมืองของเราเป็นนิติรัฐ รัฐที่ยึดถือกฏหมายเป็นกติกาในการอยู่ร่วมกันของประชาชน รวมถึงองค์กรอิสระ ความรู้สึกประการต่อมา คือ ความชัดเจนของแนวทางการพัฒนาการเมืองของประเทศไทยว่าจะดำเนินการในรูปแบบใดเพื่อนำไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ปฏิบัติตามพันธสัญาของคณะคสช.ดังนั้น รธน.ฉบับชั่วคราวนี้ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำไปสู่จุดหมายของประชาธิปไตยภายในกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน
นายพรเพชร กล่าวอีกว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ภายใต้การปกครองของรธน.ฉบับใด ไม่ว่าจะฉบับถาวรหรือชั่วคราว แต่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดหากเปรียบเทียบรธน.ฉบับชั่วคราวครั้งนี้ มีบทบัญญัติที่ชัดเจนถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เช่น พระราชอำนาจในการอภัยโทษ พระราชอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลต่างๆ เป็นต้น ส่วนความเป็นมาและแนวคิดของการยกร่างรธน.ฉบับนี้เกิดขึ้นจากคณะคสช.ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฏหมาย ประกอบด้วย ที่ปรึกษาคณะคสช.เจ้าหน้าที่สำนักงานพระธรรมนูญทหารบก นักกฏหมายจากสำนักงานกฤษฎีกา คณะกรรมการนักกฏหมายส่วนงานรักษาความสงบ เลขาธิการคสช.ร่วมกันรับผิดชอบในการยกร่างรธน.ฉบับชั่วคราวเพื่อใช้บังคับขึ้น โดยเป็นรธน.ที่ยึดหลักนิติรัฐ
นายพรเพชร กล่าวอีกว่า รธน.ชั่วคราวฉบับนี้ จัดโครงสร้างขององค์กรต่างๆ ไว้ชัดเจน องค์กรแรกคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ คณะคสช.ได้คงบทบัญญัติในหมวด 2ของรธน. ฉบับพ.ศ.2550 ไว้ให้บังคับใช้อยู่ แต่รธน.ฉบับชั่วคราวได้เขียนให้ชัดเจนในเรื่องพระราชอำนาจต่างๆ เช่น พระราชอำนาจในการใช้อำนาจอธิปไตยทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาล พระราชอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลต่างๆ พระราชอำนาจที่สำคัญคือการยับยั้งในร่างรัฐธรรมนูญ พระราชอำนาจในการทำสัญญากับนานาประเทศ นอกจากนั้นในหมวดองคมนตรีก็คงไว้เช่นเดียวกัน ส่วนองค์กรต่อไปคือสนช.ทำหน้าที่นิติบัญญัติ และออกกฎหมายต่างๆ โดยมีหัวหน้าคสช.เป็นผู้คัดเลือกจากบุคคลภาคส่วนต่างๆและนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไว้หลายประการ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อนๆ ส่วนที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ยังคงองค์ประกอบยังคงรูปแบบเดิมและมีคุณสมบัติกำหนดไว้ชัดเจนเหมือนที่ผ่านมา
ขณะที่องค์กรที่อยู่ในความสนใจ คือ คสช.ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้คงอยู่ต่อเพื่อดูแลเรื่องความมั่นคง การปฎิรูปปรองดองเพื่อให้กระบวนการต่างๆทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการเดินต่อไปได้ ซึ่งอาจเพิ่มจำนวนขึ้นแต่ไม่เกิน 15 คน โดยจะทำงานร่วมกับครม.ในการให้คำปรึกษาและแจ้งต่อครม.ถึงความเห็นต่างๆ แต่ไม่ได้ทำงานในส่วนของครม. และในประเด็นนี้ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคือ มาตรา 44 ที่มองว่าเป็นการใช้อำนาจเด็ดขาดเหมือนมาตรา 17 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตนชี้แจงว่าในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้ไม่ได้แรงถึงขั้นนั้น แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสงบเป็นปึกแผ่น และบรรยากาศที่ดีในการปฎิรูปที่รัฐบาลปกติไม่อาจทำได้ เพื่อให้การปฎิรูปประเทศดำเนินเป็นไปอย่างรวดเร็ว
&n



