ข่าว

เข้าสู่'ปรองดอง'เฟส2จับตาปม'นิรโทษกรรม'

เข้าสู่'ปรองดอง'เฟส2จับตาปม'นิรโทษกรรม'

23 ก.ค. 2557

เข้าสู่'ปรองดอง'เฟส2 จับตาปม'นิรโทษกรรม' : ทีมข่าวความมั่นคง

                ในช่วงวันที่ 22-27 กรกฎาคมนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้จัดกิจกรรมคืนความสุขให้คนในชาติ ภายใต้ชื่องาน "มหกรรมสร้างความปรองดองสมานฉันท์" ที่ดำเนินการโดยศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ซึ่งเป็นแม่งานเรื่องการปรองดอง และระดมความคิดเห็นส่งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำไปจัดหมวดหมู่เพื่อนำไปปฏิรูปประเทศ

                ตามกำหนดการเดิมนั้น การดำเนินการระยะที่ 1 ของ ศปป.จะสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ เพื่อเข้าสู่การดำเนินการระยะที่ 2 และระยะที่ 3 คือ การรายงานข้อมูลทั้งหมดเพื่อสรุปให้ คสช. ก่อนจะนำไปสู่การตั้งสภาปฏิรูปต่อไป

                จากนั้นสภาปฏิรูปจะนำสารพัดความเห็นเรื่องการปฏิรูปไปแปลงเป็นแนวทางปฏิรูปประเทศ 11 กลุ่มงาน คือ 1.แนวทางการปฏิรูปทางการเมือง 2.แนวทางการสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้บริหารประเทศ 3.แนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 4.แนวทางการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน 5.แนวทางการปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชั่น 6.แนวทางการปฏิรูปการศึกษา 7.แนวทางการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ 8.ด้านข้อมูลข่าวสาร 9.ด้านความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม 10.การจัดสรรทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ และน้ำ 11.ด้านอื่นๆ เช่น ระบบพลังงาน ฯลฯ

                พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ผอ.ศปป.) กล่าวถึงผลการดำเนินการในระยะที่ 1 ว่า คสช.ได้เชิญทุกกลุ่มทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน เพราะถือเป็นเรื่องดีที่มีการพูดคุยกัน ซึ่งทุกประเด็นที่พูดคุยกันจะนำไปสู่การปฏิรูปทั้งหมด เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนให้มากที่สุด โดยพยายามเปิดทุกพื้นที่เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งทุกกลุ่มเห็นด้วยที่จะร่วมมือกันนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของคนไทยในการสร้างประเทศให้มั่นคง เพราะประเทศเป็นของคนไทยทุกคน

                “แม่ทัพทุกกองทัพภาคจะดำเนินการสานต่อในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ การเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งมาพูดคุยกันไม่ได้มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น พ่อผมเคยสอนไว้ว่า ลูกทะเลาะกัน พ่อแม่อย่าทะเลาะด้วย เพราะถ้าเป็นผู้ใหญ่ด้วยกันจะทำให้พูดคุยกันได้ยาก แต่ทุกอย่างจะต้องใช้ระยะเวลา แต่เชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ"
                พล.ท.กัมปนาท อธิบายขั้นตอนการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ว่า การทำงานจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งขณะนี้อยู่ในระยะเร่งด่วนไปจนถึงปลายปีนี้ ส่วนระยะสั้นอาจจะกำหนดไว้ 3 ปี ระยะกลางคือ 5 ปี และระยะยาวคือ 10 ปี ซึ่งทุกรัฐบาลหลังจากนี้จะต้องเข้ามาดำเนินการต่อ

                "ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งจะต้องมีการเซ็นเอ็มโอยูเพื่อทำสัญญาประชาสังคมว่า รัฐบาลที่เข้ามาจะต้องเข้ามาสานต่อในอนาคต ส่วนการปรองดองได้จะต้องนำเรื่องจริงมาคุยกัน เพราะหากไม่ใช่เรื่องจริงก็จะถกเถียงกันไม่รู้จบ"

                พล.ท.กัมปนาท ยังกล่าวถึงการสร้างความปรองดองในช่วง 2 เดือน ที่ผ่านมาด้วยว่า สถานการณ์ขณะนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือทำให้ความขัดแย้งแทบจะหมดไป โดยศปป.ทำงานมาได้ 2 เดือนแล้ว และถือว่ากำลังจะจบในระยะแรก ก่อนจะนำข้อมูลทั้งหมดส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.พิจารณา ก่อนที่จะเข้าสู่การดำเนินการในระยะที่ 2

                "เรื่องหลักๆ ที่ประชาชนต้องการให้มีการปฏิรูปคือ เรื่องเศรษฐกิจ การครองชีพ ทำอย่างไรให้ประชาชนอยู่ดีกินดี สามารถดำรงชีพได้ในชุมชนของตัวเอง รวมถึงการสร้างความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเราจะสรุปข้อมูลทั้งหมดที่ตรงกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด เพื่อนำไปถกเถียงกันในสภาปฏิรูปที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นในเร็ววันนี้"

                สำหรับการจัดกิจกรรม "คืนความสุขให้ประชาชน" จะค่อยๆ ลดความถี่ลงเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 โดยจะเน้น "เนื้อหาสาระ" ให้มากขึ้น โดยจะเปิดเวทีให้แต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายมาแสดงความเห็น ว่า อยากให้ คสช.ทำอะไร โดยจะให้ "แม่ทัพภาค" มารับผิดชอบในการเปิดเวทีดังกล่าว

                ส่วนจะ "นิรโทษกรรม" หรือไม่ ผอ.ศปป. ตอบว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับตน ซึ่งจะต้องนำไปพูดคุยกันในสภาปฏิรูปว่า ต้องการให้มีการนิรโทษหรือไม่ เพราะบางคนติดคุกมา 2-3 ปี ก็ไปพูดคุยกันว่าถึงเวลาหรือยัง ซึ่งการนิรโทษนั้น อย่างกรณี นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานธิบดีแอฟริกาใต้ ก็เคยถูกจำคุกกว่า 20 ปี ก่อนที่จะได้รับนิรโทษกรรมในภายหลัง

                "เรื่องนิรโทษกรรม ผมยังไม่ทราบในรายละเอียดว่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในช่วงไหน แต่เรื่องนี้จะต้องไปถกเถียงกัน ทั้งนี้ เรื่องการปรองดองมี 4 ขั้นตอน คือ 1.การพิสูจน์หาข้อเท็จจริง 2.กระบวนการยุติธรรม ใครผิดถูกก็จะต้องว่าไปตามกฎหมาย 3.การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านวัตถุ และจิตใจ และ 4.การนิรโทษกรรม ซึ่งจะต้องไปพูดคุยกัน แต่ทุกคนจะต้องยอมรับในเรื่องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้แต่เจ้าหน้าที่เมื่อมีความผิดก็จะต้องขึ้นศาลเหมือนกัน ทั้งนี้ เรื่องการนิรโทษกรรมนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสังคมไทยจะยอมรับหรือไม่ จะต้องพูดคุยกัน ถ้าสังคมไม่ยอมรับก็จะไม่มี ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ คสช.ว่าจะทำหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับการดำเนินการในช่วงสภาปฏิรูป"

                ผอ.ศปป. กล่าวถึงการประเมินผลการทำงานในรอบ 2 เดือนของ คสช.ด้วยว่า การทำงานของ คสช.ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีการประเมินจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) และชุดปฏิบัติการทำงานที่ลงไปในพื้นที่จากทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งตำรวจสันติบาล ตำรวจท้องที่ และเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อสรุปภาพรวมในการทำงาน และเสียงตอบรับจากประชาชนในพื้นที่

                "ข้อมูลทั้งหมดจะนำกลับเข้ามาสู่คณะกรรมการพิจารณาว่า สิ่งที่ คสช.ดำเนินการในช่วง 2 เดือน จะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการครองชีพของประชาชน และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งต่อไปเราจะหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า รากหญ้า เพราะพลเมืองไทยทุกคนจะต้องมีสิทธิโดยเท่าเทียมกัน" ผอ.ศปป.สรุปถึงภาพรวมความมุ่งหวังของ คสช.

.................

(หมายเหตุ : เข้าสู่'ปรองดอง'เฟส2 จับตาปม'นิรโทษกรรม' :  ทีมข่าวความมั่นคง)