ข่าว

มติ'ป.ป.ช.'ไม่แจง'ปู'7ปมคดีจำนำข้าว

มติ'ป.ป.ช.'ไม่แจง'ปู'7ปมคดีจำนำข้าว

22 ก.ค. 2557

มติ'ป.ป.ช.'ไม่แจง'ปู'7ปมคดีจำนำข้าว ไม่สนสังคมคลางแคลงใจ ลั่นหมดหน้าที่แล้วโยนอสส. ศาลฎีกาฯรับไม้ต่อ ร่วม'อสส.'สอบพยานปากสุดท้ายคดีไร่ส้ม

               เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 22 ก.ค. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่ป.ป.ช.เตรียมจะชี้แจงการตั้งข้อสังเกต 7 ข้อของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการชี้มูลความผิดโครงการรับจำนำข้าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า การพิจารณาคดีดังกล่าวของป.ป.ช.สิ้นสุดลงแล้ว

               หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุด (อสส.) และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.จึงมีมติไม่ขอตอบโต้ข้อสังเกตของน.ส.ยิ่งลักษณ์ทั้ง 7 ข้อ เพราะหากป.ป.ช.ไปตอบโต้จะยิ่งเกิดความสับสน ส่วนการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่าป.ป.ช.เร่งรีบรวบรัด และสอบปากคำพยานที่เป็นปฏิปักษ์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์แต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น เป็นสิทธิที่น.ส.ยิ่งลักษณ์จะสงสัยได้

               ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ป.ป.ช.ไม่ชี้แจงข้อสงสัยจะทำให้สังคมเกิดความคลางแคลงใจหรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า ขณะนี้ถือว่า ป.ป.ช.ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ไม่เป็นไร ใครจะมองอย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องนี้อยู่ที่อสส. และศาลฎีกาฯ จะพิจารณา ป.ป.ช.ไม่ขอไปโต้แย้งให้เกิดประเด็น ซึ่งคดีดังกล่าวคาดว่า ในสัปดาห์หน้าป.ป.ช.จะส่งสำนวนให้อสส.ได้ และสุดท้ายแล้วหาก อสส.ไม่ส่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลฎีกาฯ ป.ป.ช.จะพิจารณาส่งฟ้องเอง

               “การที่ป.ป.ช.ไม่ชี้แจงตามข้อสงสัยของน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น ไม่ได้จะปล่อยให้เกิดความเข้าใจผิดต่อไป แต่คณะกรรมการป.ป.ช.เห็นว่า ตามกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช. หากไปชี้แจงหรือตอบโต้คงไม่ถูก เพราะจะยิ่งทำให้สับสน ในเมื่อเราทำตามกรอบของกฎหมาย และทำงานตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแล้ว เมื่อจบสิ้นกระบวนการของป.ป.ช.ก็ส่งต่อไปยังอสส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ไม่ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์จะตั้งข้อสังเกตอย่างไรหรือกี่ข้อก็ตาม ถือเป็นสิทธิของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เป็นปัญหา เป็นสิทธิที่ท่านจะพูดได้ ป.ป.ช.ไม่ตอบโต้ทุกกรณี เพราะในการทำงานป.ป.ช.ได้ชี้แจงในทุกขั้นตอนเป็นระยะอยู่แล้ว เราทำหน้าที่ของเราดีที่สุดแล้ว ในเมื่อทำตามหน้าที่เสร็จแล้วก็คือจบหน้าที่ของเรา ไม่เป็นไรใครจะมองอย่างไรก็แล้วแต่ จากนี้ต้องแล้วแต่อสส.และศาลฎีกาฯที่จะต้องทำงานในห้วงต่อไป ป.ป.ช.จะไม่คัดค้านหรือโต้แย้งให้เกิดเป็นประเด็น และไม่ว่าจากนี้หากยังมีการวิจารณ์ป.ป.ช.ในทางเสียหายอีก คงไม่มีมาตรการอะไรที่จะต้องดำเนินการ” นายสรรเสริญ กล่าว

               เมื่อถามว่า ในการชี้มูลความผิดน.ส.ยิ่งลักษณ กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวจนทำให้เกิดความเสียหายมูลค่า 5 แสนล้านบาท จะมีการฟ้องร้องทางแพ่งกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า ตนขออนุญาตไม่ตอบเรื่องดังกล่าว เมื่อถามย้ำว่า ในคดีปกติหากมีมูลค่าความเสียหายเกิดขึ้นเช่นนี้แล้ว ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการอย่างไร นายสรรเสริญ กล่าวว่า หากเกิดความเสียหายปกติจะต้องมีการฟ้องร้องค่าเสียหาย โดยอสส.จะต้องเป็นผู้ฟ้องเรียกค่าเสีย ซึ่งจะดูว่าเข้าข้อกฎหมายเรื่องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือไม่ ในขณะที่ป.ป.ช.จะต้องแจ้งไปในสำนวนอยู่แล้วว่าจากกรณีนี้ได้ทำให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น มากน้อยเพียงใด แต่หากจะดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งนั้นอสส.จะต้องเป็นผู้พิจารณาและทำสำนวนเพื่อฟ้องแพ่งด้วย โดยให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายในองค์ประกอบความผิดที่ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ซึ่งถือเป็นความผิดทางกฎหมายอาญา ดังนั้น อยู่ที่อสส.จะพิจารณาถึงความเสียหายว่าเกิดความเสียหายเท่าไร แล้วจึงพิจารณาว่าคดีอาญาดังกล่าวสามารถฟ้องแพ่งได้หรือไม่


ให้คณะทำงานร่วม'อสส.'สอบพยานปากสุดท้ายคดีไร่ส้ม

               นายสรรเสริญ ยังได้แถลงมติที่ประชุมถึงคดีที่กล่าวหานางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด เจ้าหน้าที่ฝ่ายสำนักสนับสนุนและบริการลูกค้า สำนักกลยุทธ์การตลาด บมจ.อสมท.กับพวกเรียกรับเงินจากบริษัทไร่ส้ม จำกัดกับพวก ว่า ทาง ป.ป.ช เคยมีมติชี้มูลความผิดร้ายแรงและความผิดทางอาญา แก่นางพิชชาภาและนางสาวอัญญา อู่ไทย เจ้าหน้าที่อสมท. ฐานทำให้เกิดความเสียหายต่อ อสมท.อย่างร้ายแรง นอกจากนี้ได้ชี้มูลความผิดทางอาญา นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา และนางสาวมณฑา ธีระเดช ฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิด และทางสำนักงาน ป.ป.ช ได้ส่งรายงานการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด(อสส.)เพื่อดำเนินคดี

               นายสรรเสริญ กล่าวว่า ทางอสส.ยังไม่ดำเนินการฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่ายังมีข้อไม่สมบูรณ์จึงมีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง อสส.กับ ป.ป.ช และได้มีข้อสรุปในการไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 3 ราย เพื่อให้สำนวนมีความสมบูรณ์ ขณะนี้มีความคืบหน้าของคดี โดยได้นัดไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมที่กล่าวอ้าง ซึ่งปากสุดท้ายจะเสร็จสิ้นในวันที่ 25 ก.ค.นี้ หลังจากนั้นขณะทำงานร่วมทั้งสองฝ่ายจะพิจารณาหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการพิจารณาคดี หาก อสส.เห็นว่าสำนวนมีความสมบูรณ์ อสส.ก็จะเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลต่อไป แต่หากหาข้อยุติไมได้ คณะกรรมการป.ป.ช มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้พิจารณาคดีแทน

 

โฆษกอัยการย้ำยังไม่สรุปผลคดีไร่ส้ม


               นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนที่ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด พนักงานบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ฐานะเป็นตัวการ , นายสรยุทธ สุทัศนจินดา ประธานกรรมการ บริษัทไร่ส้ม จำกัด และ น.ส.มณฑา ธีระเดช ฐานะเป็นผู้สนับสนุนคดียักยอกเงินโฆษณา 138 ล้านบาท ทำให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เสียหาย ว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่าง คณะทำงานร่วม ป.ป.ช. และผู้แทนอัยการสูงสุด ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ ซึ่งจะนัดไต่สวนพยานอีก 1 ปากในวันที่ 25 ก.ค.นี้ โดยคณะทำงานร่วมจะพยายามหาข้อยุติร่วมกันให้ได้โดยเร็ว เพื่อสรุปความเห็นเสนอนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด พิจารณาชี้ขาดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป