ข่าว

'สมชัย'โว'สมาร์ทอีทีซี'ป้องโกงลต.

'สมชัย'โว'สมาร์ทอีทีซี'ป้องโกงลต.

22 ก.ค. 2557

'สมชัย' มั่นใจ 'สมาร์ท อีทีซี' ป้องกันทุจริตลต.-คุ้มค่าการลงทุน เผยแอพพลิเคชั่น 'ตาสับปะรด' ช่องทางร้องเรียนแจ้งเหตุผิดปกติ คาด 6 เดือนแล้วเสร็จพร้อมดาวน์โหลด

 
                         22 ก.ค. 57  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงการดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการเลือกตั้งให้มีความทันสมัยมากขึ้น หรือ สมาร์ท อีซีที ว่า โครงการสมาร์ท อีทีซี เป็นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการจัดการเลือกตั้ง เพื่อป้องกัน และปราบปรามให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มงาน คือ กลุ่มแรก เป็นเรื่องการจัดทำฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของ กกต.เอง ที่ตอนนี้กรมการปกครองของกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดำเนินการอยู่ โดยจะใช้งบประมาณในส่วนนี้สูงถึงประมาณ 100 กว่าล้านบาทต่อการเลือกตั้งหนึ่งครั้ง ซึ่งต่อไปอาจจะปรับมาให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการเอง รวมถึงจะมีการอัพเดทข้อมูลผู้มีสิทธิ์ในต่างแดน และอาจปรับปรุงกฎหมายให้มีการลงทะเบียนผู้ใช้สิทธิ์ก่อนการเลือกตั้ง โดยอาจจะใช้ช่องทางผ่านระบบอินเทอร์เน็ตด้วย 
 
                         ส่วนที่สอง เป็นการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ที่จะใช้ชื่อว่า 'ตาสับปะรด' ให้ประชาชนใช้ฟรี เพื่อเป็นช่องทางในการแจ้งเหตุที่ผิดปกติในการเลือกตั้ง เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง การขนคนไปลงคะแนน โดยจะมีทั้งการส่งภาพถ่าย ส่งคลิปวิดีโอ และข้อความมายัง กกต. ซึ่งผู้ที่แจ้งข้อมูลเข้ามาต้องแจ้งประวัติส่วนตัว และที่อยู่ติดต่อกลับด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาปรับปรุงแอพพลิเคชั่นดังกล่าว นอกจากนี้จะมีทีมงานที่จะตรวจสอบความน่าเชื่อถือในส่วนนี้ และขอให้ประชาชนทั่วไปมั่นใจว่าข้อมูลต่างๆ จะเป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้งเหตุ และหวังว่าแอพพลิเคชั่นนี้ จะเป็นการป้องกันมากกว่าการปราบปราม 
 
                         นายสมชัย กล่าวอีกว่า ส่วนที่สาม จะเป็นการพัฒนาศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง ให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยต้องสามารถจัดประชุม วิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ กับ กกต.จังหวัดทั่วประเทศ อีกทั้งต้องสามารถตรวจสอบความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งต่างๆ และให้หน่วยต่างๆ สามารถรายงานสถานการณ์ต่างๆ เข้ามาได้ด้วย ส่วนที่สี่ จะเป็นการพัฒนาเครื่องลงคะแนน ที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ให้นโยบายไปดูตัวอย่างการคงคะแนนที่ประเทศอินเดีย ที่ใช้เครื่องลงคะแนนทั้งประเทศ ซึ่งมีความทันสมัยมาก และต้นทุนต่ำ นอกจากนี้ยังให้ศึกษาการเชื่อมโยงนำบัตรประชาชนที่เป็นสมาร์ทการ์ด มาปรับใช้กับการเลือกตั้งด้วย และสุดท้าย คือ ส่วนที่ห้า เกี่ยวกับการนับคะแนน ซึ่งขณะนี้ที่ยังไม่เห็นรูปแบบเลือกตั้งที่ชัดเจน จึงให้ระงับในส่วนนี้ไว้ชั่วคราว 
 
                         "เวลาในการดำเนินการนั้น คงแตกต่างกันไปในแต่ละส่วน ซึ่งหากทันต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็จะใช้ฐานข้อมูลของเราเอง แต่หากไม่ทัน ก็ต้องใช้ฐานข้อมูลของกรมการปกครองเช่นเดิมไปก่อน และในส่วนแอพพลิเคชั่นนั้น คาดว่า 6 เดือนข้างหน้า คงแล้วเสร็จ ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณก็แตกต่างกันไป อาทิ การทำฐานข้อมูลเมื่อปี 2550 จะอยู่ที่ 400 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ที่มีการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยี เชื่อว่าค่าใช้จ่ายน่าจะถูกลง และเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ใช้ในเรื่องการทำฐานข้อมูลแต่ละครั้ง ถือว่าคุ้มค่ามาก อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ได้เข้าสู่ที่ประชุม กกต.และเป็นที่ยอมรับแล้ว เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะนำเสนอที่ประชุมอีกครั้ง"