ข่าว

'หนี้นอกระบบ'โจทย์หินรีเทิร์น

'หนี้นอกระบบ'โจทย์หินรีเทิร์น

21 ก.ค. 2557

'หนี้นอกระบบ'โจทย์หินรีเทิร์น 'ออมสิน-ธ.ก.ส.แม่งาน-ระดมแก้ปัญหายั่งยืน : รายงานพิเศษ โดยณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง

               ปัญหาหนี้สินภาคประชาชนกลับมาสร้างความหนักใจและสร้างความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจอีกครั้ง รวมทั้งยังเป็นหนึ่งต้นตอปัญหาสังคมจากการข่มขู่ จนลูกหนี้ผวาถึงขั้นฆ่าตัวตาย ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญปัญหาดังกล่าว และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เร่งดำเนินการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ตลอดจนวางแนวทางแก้ปัญหาในระยะยาวให้มีความรัดกุมขึ้น
    
               สัญญาณปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นสะท้อนจากข้อมูลหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีกว่า 9.79 ล้านล้านบาท หรือ 82.3% ของจีดีพี ซึ่งเป็นตัวเลขหนี้ในระบบที่ค่อนข้างน่ากังวล ประกอบกับข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ที่ระบุว่ามีจำนวนบัญชีที่เริ่มค้างชำระแต่ยังไม่เป็นหนี้เสียในช่วงไตรมาส 1ของปีนี้สูงถึง 1.1 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ที่มี 8.5 แสนบัญชี จึงไม่แปลกที่หนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นแหล่งพึ่งพิงของผู้มีรายได้น้อยจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว และหากปล่อยไว้จะยิ่งกระทบความสามารถในการชำระคืนและสร้างปัญหาไม่รู้จบ
 
ออมสินเปิดทางกู้แบบเร่งด่วน
    
               นายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารออมสินเตรียมศึกษารูปแบบและแนวทางแก้ปัญหาหนี้นอกระบบรอบใหม่ เพื่อให้เป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากการดำเนินการใน 2 ครั้ง ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ตามแนวทางที่คิดไว้ ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่ในช่วง 2 รัฐบาล ที่ผ่านมา พบว่า ขณะนั้นมีลูกหนี้นอกระบบลงทะเบียนไว้กว่า 1 ล้านราย และสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง 20% เท่านั้น ส่วนอีก 80% ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะความสามารถในการชำระหนี้ไม่มี จากปัญหาไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ติดการพนัน นอกจากนี้ในส่วนหนี้ที่ออมสินเข้าไปรับโอนมาอยู่ในระบบพบว่า จากจำนวน 5 แสนราย ที่ลงทะเบียน มีเข้าเกณฑ์การช่วยเหลือของธนาคารเพียงแสนกว่ารายเท่านั้น ที่สำคัญกว่า 50% กลับมาเป็นหนี้ซ้ำซ้อนและทำให้กลายเป็นหนี้เสียของธนาคาร
    
               สาเหตุหลักที่ทำให้กลายเป็นหนี้ซ้ำซากเกิดจากการที่ไม่สามารถบริหารจัดการด้านการเงินของตัวเองได้ และการไม่นำสิ่งที่ได้รับการอบรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สิ่งสำคัญคือ มาจากพฤติกรรมที่ชอบกู้หนี้ยืมสิน ซึ่งสาเหตุหลังนี้ทำให้การแก้ปัญหาทำได้ยาก เพราะหากมีคนไปกู้เจ้าหนี้ก็พร้อมจะปล่อยอยู่แล้ว เนื่องจากคิดดอกเบี้ยสูงกว่าสถาบันการเงินมาก ดังนั้นการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ไม่ควรให้ธนาคารใดธนาคารหนึ่งเป็นเจ้าภาพ ซึ่งการแก้ปัญหาจะยั่งยืนได้ต้องมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้งกระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น และต้องใช้รูปแบบเดิมที่มีการสอนอาชีพ ฝึกอาชีพให้มีรายได้ มีงานทำ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
    
               "ออมสินคนเดียวคงไม่สามารถทำได้ ซึ่งหากให้รับลูกหนี้นอกระบบเข้ามาดูแล 6 แสนราย อาจต้องตั้งสมมุติฐานว่า น่าจะแก้ไขได้ 20% และการช่วยเรื่องเงินอย่างเดียวคงไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ ต้องมีการอบรมสร้างวินัยความเข้าใจการบริการการเงิน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ต้องมีหน่วยงานที่ติดตามพฤติกรรมของลูกหนี้อย่างใกล้ชิดอาจจะทุกๆ 3 เดือน และต้องสร้างอาชีพให้มีรายได้มาใช้จ่ายให้เพียงพอจะได้ไม่ไปก่อหนี้ยืมสินอีก” นายธัชพล กล่าว

รับ50%แก้ยากแนะตั้งกองทุน
    

               ทั้งนี้ ปัจจุบันได้แบ่งกลุ่มลูกหนี้นอกระบบเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกจัดเป็นเกรด เอ มีประมาณ 20% เป็นกลุ่มที่มีรายได้และยังเป็นกลุ่มที่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินได้ หรือเป็นลูกหนี้ของแบงก์อยู่แล้ว ส่วนนี้ทางแบงก์ต้องรับไปดูแล ส่วนกลุ่ม 2 เกรดบี เป็นกลุ่มที่มีรายได้แต่ขาดโอกาส หรือช่องทางในการเข้าถึงสถาบันการเงิน ต้องพึ่งพาเงินทุนจากชุมชนท้องถิ่น เช่น จากสหกรณ์ชุมชน หรือกองทุนหมู่บ้าน มีประมาณ 30% โดยกลุ่มนี้แบงก์จะรับเข้าไปดูแลผ่านองค์กร แต่ให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการช่วยเหลือสมาชิก
    
               สุดท้ายกลุ่ม 3 เกรด ซี มีถึง 50% เป็นกลุ่มที่อาจจะมีรายได้ไม่แน่นอนและก่อหนี้ซ้ำซาก ซึ่งแก้ยากสุด หากจะให้แบงก์ใดแบงก์หนึ่งเข้าไปช่วยเหลืออาจจะมีความเสี่ยงเกินไป จึงเห็นว่าแนวทางการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาแก้ปัญหาให้คนกลุ่มนี้น่าจะเหมาะสมที่สุด อาจมีขนาดประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท และใช้วิธีระดมเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมาช่วย โดยออมสินพร้อมเป็นแกนนำ ส่วนวิธีการปฏิบัติต้องเปิดให้ลูกหนี้มาลงทะเบียนและเชิญเจ้าหนี้ลูกหนี้มาเจรจาร่วมกัน เพื่อลดภาระหนี้ลงในระดับหนึ่ง จากนั้นกองทุนจะจ่ายหนี้แทนให้ลูกหนี้ไปก่อน และลูกหนี้นำมาจ่ายหนี้คืนกับกองทุนแทนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อาจเท่ากับสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนที่มีภาระดอกเบี้ยเพียงเดือนละ 0.75% เท่านั้น
    
               “การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบระยะต่อไปคงต้องไปโฟกัสไปยังกลุ่มที่เหลือ 80% ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้มากกว่า เราตั้งความหวังเอาไว้ว่า จะเพิ่มการแก้ไขจาก 20% ของกว่า 1 ล้านราย ให้เป็น 50% ของกว่า 1 ล้านราย ก็ยังดี โดยคาดว่าจะสรุปรูปแบบของหนี้นอกระบบได้สิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งหลังจากหารือกับ คสช.ในเบื้องต้น ระยะแรกแบงก์รัฐจะเร่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเดือดร้อนถูกติดตามทวงหนี้ก่อน เช่น ออมสินมีลูกหนี้รวมตัวกันมาขอกู้แล้ว 300 ราย ก็จะเร่งพิจารณาโดยเร็วประมาณ 7-15 วัน น่าจะอนุมัติเงินกู้ได้ ส่วนลูกหนี้ในต่างจังหวัดสามารถไปติดต่อที่สาขาของธนาคาร หรือของ ธ.ก.ส.ได้ ส่วนการตั้งกองทุนคงเป็นเรื่องที่ต้องมาหารือร่วมกันในอนาคตต่อไป" นายธัชพล กล่าว
    
               นอกจากนี้ ในการหารือกับ คสช. ซึ่งมีตัวแทนกระทรวงการคลังร่วมด้วย จะเน้นสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เพื่อให้กลุ่มฐานรากที่เข้าไม่ถึงสถาบันการเงินหันไปพึ่งพาการเงินในระดับชุมชนแทนกู้เงินนอกระบบ โดยที่จะให้แบงก์รัฐเป็นพี่เลี้ยง และมีการออกกฎหมายดูแลลูกหนี้ หรือพ.ร.บ.ติดตามทวงถามหนี้ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม คสช.ไปแล้ว ซึ่งน่าจะมีผลดีต่อลูกหนี้ พร้อมทั้งได้กำชับให้กองปราบปรามดูแลเรื่องความปลอดภัยของลูกหนี้ที่ถูกคุกคามจากเจ้าหนี้ด้วย


ดันกองทุนหมู่บ้านที่พึ่งยามยาก
    
               ด้าน นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า จากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า การปัญหาในครั้งนี้ควรจะทำแบบยั่งยืน ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่มีการลงทะเบียนและรับโอนหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ โดยในระยะแรกออมสิน และ ธ.ก.ส.ได้รับมอบหมายให้ดูแลกลุ่มประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบที่เดือดร้อนมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องหาเงินไปใช้คืนเจ้าหนี้ ผู้ที่เดือดร้อนสามารถมาติดต่อได้ที่สาขาของธนาคารทั่วประเทศ แต่การพิจารณาการให้เงินกู้ก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคารด้วย ส่วนกลุ่มที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินจาก 2 แบงก์ จะจัดส่งรายชื่อไปให้กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลอยู่พิจารณาให้ความช่วยเหลือ เพราะส่วนนี้จะมีงบประมาณเข้ามาสนับสนุนแต่อาจต้องใช้เวลา
    
               สำหรับระยะยาวการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบจะใช้กลไกของกองทุนหมู่บ้านและวิสาหกิจชุมชนเป็นหลัก เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับสมาชิกในชุมชนอยู่แล้ว และเป็นแหล่งเงินทุนที่กระจายครอบคลุมทุกพื้นที่มีกว่า 8 หมื่นแห่ง ในส่วนของ ธ.ก.ส.ดูแลอยู่ 3.8 หมื่นกองทุน ที่เหลืออยู่ในความดูแลของออมสิน ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ให้การสนับสนุนเงินทุนแก่กองทุนที่มีศักยภาพและมีความเข้มแข็งมาตลอดประมาณกองทุนละ 2 ล้านบาท โดยต่อไปทั้ง 2 แบงก์จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น จะเลือกกองทุนหมู่บ้านที่มีความพร้อมในการเป็นกลไกดูแลแก้ปัญหามาเซ็นเอ็มโอยู เพื่อเป็นโครงการนำร่อง หลังจากนั้นจะขยายไปให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ เพื่อให้กองทุนทำหน้าที่ดูแลสมาชิกไม่ให้ไปก่อหนี้นอกระบบ หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินก็สามารถมาพึ่งพากองทุนหมู่บ้านได้ ขณะที่สมาชิกในหมู่บ้านต้องช่วยกันติดตามดูแลพฤติกรรมกันเองด้วย ซึ่งแนวทางดังกล่าวน่าจะเป็นกลไกแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้


คลังจัดแผนแก้ปัญหาระยะยาว
    
               แนวทางดังกล่าวน่าจะสอดรับกับการศึกษาของกระทรวงการคลังที่ต้องการดึงให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาผ่านองค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพ โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนจัดการตนเอง ซึ่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและความรู้ในการพัฒนาศักยภาพขององค์กรการเงินชุมชนเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
    
               นอกจากนี้จัดให้มีกลไกในการเจรจาประนอมหนี้ที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมทั้งจัดให้มีกระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพของลูกหนี้เพื่อให้มีความสามารถในการประกอบอาชีพและสามารถชำระหนี้ได้ และป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก และการแก้ปัญหาจะคำนึงถึงบริบทที่แตกต่างระหว่างชุมชนเมืองและชุมชนในเขตชนบท ซึ่งชุมชนเมืองจะมีความสัมพันธ์ในชุมชนไม่เข้มแข็งเท่ากับชุมชนในเขตชนบท จึงต้องมีทางเลือกในการแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม
    
               ในระยะต่อไปกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะดำเนินการประสานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการคัดเลือกกองทุนสวัสดิการชุมชนหรือองค์กรการเงินชุมชนที่มีศักยภาพและเข้มแข็งและมีความประสงค์จะเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความช่วยเหลือประชาชนในชุมชน เพื่อจัดทำโครงการนำร่องในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่ต่างๆ หากประสบผลสำเร็จก็จะใช้เป็นต้นแบบสำหรับชุมชนอื่นต่อไป รวมทั้งให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจจัดตั้งจุดให้คำปรึกษาปัญหาหนี้นอกระบบให้ครบทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาหนี้นอกระบบ โดยจะกำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเป็นภารกิจหนึ่งของสถาบันการเงินเฉพาะกิจด้วย
    
               นอกจากนี้จะให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจพิจารณาให้มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่สามารถให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนในระดับฐานรากให้มากขึ้น และให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจขยายการดำเนินการไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลเพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น

แบงก์ชาติชู3แนวทางช่วยดูแล
    

              ขณะที่รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ที่ผ่านมา ธปท.มีส่วนในการจัดการปัญหาหนี้นอกระบบ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การปราบปรามธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบและผิดกฎหมาย โดยการปล่อยสินเชื่อบุคคล ประเภทการให้กู้แก่บุคคลธรรมดา โดยไม่ต้องวางสินทรัพย์เป็นหลักประกัน เป็นธุรกิจที่กฎหมายระบุให้ประกอบธุรกิจ ต้องได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และอยู่ภายในการกำกับของธปท. อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจบางส่วนไม่ได้มีใบอนุญาต และเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพจะแฝงตัวเข้ามาเอารัดเอาเปรียบประชาชน ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ธปท.จึงมี "โครงการปราบปรามผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่ไม่ได้รับอนุญาต" เพิ่มแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง
    

              2.ผลักดันให้หนี้นอกระบบกลายเป็นหนี้ในระบบ โดยในปี 2555 ธปท.ได้ออกสำรวจผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับในพื้นที่ 29 จังหวัด ครอบคลุม 4 ภาค อาทิ ร้านทอง และร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในต่างจังหวัด ซึ่งมักปล่อยเงินกู้ให้ลูกค้าที่เป็นคนในท้องถิ่นอยู่แล้ว โดยชักจูงให้ธุรกิจเหล่านี้เข้ามายื่นจดทะเบียนและขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ เมื่อเข้ามาอยู่ภายในการกำกับของ ธปท.แล้ว จะช่วยให้ทางการสามารถเข้าไปดูแลลูกค้าของธุรกิจเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
    

              3.ให้ความรู้ประชาชนถึงอันตรายและข้อพึงระวังเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ โดย ธปท.และหน่วยงานที่ให้ความรู้และคำแนะนำ รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้ใช้บริการทางการเงินมาเป็นเวลานาน แต่เพื่อให้การดำเนินงานในด้านนี้ เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ธปท.จึงตั้งศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานด้านการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน รวมถึงการให้ความรู้และคำแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับหนี้นอกระบบด้วย


10ปีแก้หนี้ล้มเหลวเหตุอิงการเมือง-ไม่มีเจ้าภาพ
    

              การแก้ปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2546 สมัยรัฐบาลของ "ทักษิณ ชินวัตร" โดยให้ประชาชนที่มีปัญหาหนี้สินมาลงทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย รวมจำนวนกว่า 5 ล้านราย แยกเป็น 8 ปัญหา ซึ่งระยะแรกช่วงปี 2547 เป็นการจัดทำฐานข้อมูลและการเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบและหนี้ในระบบธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธ.ก.ส., ออมสิน, ธอส., แบงก์กรุงไทย และเอสเอ็มอีแบงก์
    

              ระยะต่อมาช่วงปี 2548-2549 การดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินในระบบและเร่งฟื้นฟูลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบให้มีศักยภาพและสามารถเข้าสู่ระบบได้ ส่วนระยะสุดท้ายปี 2550-2551 ศูนย์ได้เร่งพัฒนาและฟื้นฟูลูกหนี้ที่ได้รับการช่วยเหลือ เสริมสร้างวินัยในการจ่ายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความสมดุล
    

              ต่อมายุคของรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบกลับมาเป็นเรื่องเร่งด่วนอีกครั้ง โดยกระทรวงการคลังได้มีการขึ้นทะเบียนลูกหนี้นอกระบบใหม่ ครั้งนี้ให้ลูกหนี้กับเจ้าหนี้มาประนีประนอมกันก่อน และให้สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เข้ามาดำเนินการรีไฟแนนซ์เพื่อดึงลูกหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
    

              ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนจะแบ่งประเภทหนี้สินออกเป็น 2 กลุ่ม คือ หนี้นอกระบบ และหนี้ในระบบ ซึ่งผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2547-31 พฤษภาคม 2551 จากจำนวนหนี้นอกระบบที่มีผู้ยื่นจดทะเบียนจำนวน 217,451 ราย สามารถเจรจาให้กู้และนำเข้าสู่ระบบธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 5 แห่ง ได้จำนวน 94,287 รายมูลหนี้ 8,141.64 ล้านบาท โดยที่ 88.86% ของลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด มีเพียง 11.14% ที่ไม่สามารถชำระได้ ส่วนที่สามารถยุติเรื่องได้ 65,034 ราย และยังคงเหลือหนี้นอกระบบที่ไม่สามารถเข้าสู่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้อีกจำนวน 58,130 ราย มูลหนี้ 5,737.89 ล้านบาท โดยปัญหาที่ลูกหนี้นอกระบบยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบธนาคารเฉพาะกิจได้ เช่น มีหนี้สูงกว่ารายได้ รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ชำระหนี้ มีรายจ่ายมากเกินตัว และมีลูกหนี้บางส่วนที่เป็นผู้พิการด้วย
    

              ส่วนลูกหนี้ที่อยู่ในระบบธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มีลูกหนี้จำนวน 2,181,753 ราย สามารถเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ได้ 198,383 ราย มูลหนี้ 25,009.38 ล้านบาท โดยลูกหนี้ในส่วนนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลาถึง 88.19% ลูกหนี้อีก 1,977,297 ราย ตกลงตามเงื่อนไขเดิมได้ ส่วนที่เหลือ 6,073 ราย อยู่ในกระบวนการเจรจาและข้อบังคับทางกฎหมาย
    

              ทางศูนย์แก้ไขปัญหานี้สินภาคประชาชนยอมรับว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมาจะอิงการเมืองเป็นหลัก และไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน แม้ว่ากระทรวงการคลังจะพยายามเข้ามารับหน้าที่ดูแลเรื่องนี้จริงจัง แต่ก็ขาดอำนาจในการดำเนินงาน ต้องขอความร่วมมือกับทางตำรวจผู้ว่าราชการจังหวัด หรือทางมหาดไทย เพราะเกี่ยวโยงถึงเจ้าหนี้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นด้วย โดยเฉพาะในภาคอีสาน พบว่ามีลูกหนี้นอกระบบจำนวนมากและมีเจ้าหนี้จำนวนมากเช่นกัน
    

              อีกทั้งที่ผ่านมาการช่วยเหลือจะช่วยเรื่องเงินเป็นหลัก เช่น การรับโอนหนี้นอกระบบมาอยู่ในระบบ ซึ่งจากการที่ลงทะเบียน 1 ล้านรายก็ช่วยได้ไม่ถึง 4 แสนรายหรือไม่ถึงครึ่งหลัง จากนั้นก็จบไปไม่มีการติดตามดูแลกลุ่มลูกหนี้ต่อเนื่องทำให้กลับมาเป็นหนี้ซ้ำซากอีก จึงอยากให้แบงก์รัฐถือเป็นบทบาทหน้าที่หลักช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ให้เข้าถึงแหล่งเงินเพื่อจะได้ไม่ไปกู้เงินนอกระบบ ขณะที่แบงก์จะมองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่จริงๆ แล้ว คนกลุ่มนี้มีความสามารถในการจ่ายหนี้คืนได้ เพราะขนาดดอกเบี้ยสูงยังจ่ายไหว หากได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่าก็น่าจะจ่ายไหวเช่นกัน

..............

(หมายเหตุ : 'หนี้นอกระบบ'โจทย์หินรีเทิร์น 'ออมสิน-ธ.ก.ส.แม่งาน-ระดมแก้ปัญหายั่งยืน : รายงานพิเศษ โดยณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง)