ข่าว

 'เบิร์ด'ร่วมงานคืนความสุขที่สนามหลวง

'เบิร์ด'ร่วมงานคืนความสุขที่สนามหลวง

21 ก.ค. 2557

'เบิร์ด'ร่วมงานคืนความสุขที่สนามหลวง 'อำนวย'สั่งจับตา'ผู้พันนักสู้'หมิ่นสถาบัน ขณะที่ 4 องค์กรสื่อพบปลัดกลาโหมหารือประกาศคสช.ฉ.97

                  21ก.ค.2557  พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) พร้อมด้วยคณะทำงานตำรวจนครบาล และหน่วยงานทหาร กทม. ประชุมร่วมกันในการจัดงานมหกรรมปรองดองสมานฉันท์ คืนความสุขให้คนในชาติ ระหว่างวันที่ 22 - 27 ก.ค.ที่ท้องสนามหลวงเวลา 10.00 - 21.30 น. โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกิจกรรมมากมาย เริ่มต้นด้วยการทำบุญใส่บาตรพระสงฆ์ 99 รูป เวลา 06.30 น. วันที่ 21 ก.ค. และนิทรรศการของหน่วยงานราชการต่างๆรวมถึงการแสดงวงดนตรีออร์เครสต้า 4 เหล่าทัพ กระทั่งมีพิธีเปิดงานเวลา 18.00 น. การแสดงแสงสีเสียงสื่อความเป็นมาของชาติไทย และการขับร้องเพลงพระราชา โดยนักร้องซุปเปอร์สตาร์"เบิร์ด -ธงไชย แมคอินไตย์"

                  พล.ต.ต.นิพนธ์ เปิดเผยว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้รับมอบหมายจากคณะทำงานให้ดูแลจัดการจราจร และอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนที่มาร่วมงาน รวมถึงจัดกำลังตำรวจดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชนตลอดช่วงการจัดงาน โดยได้รับความร่วมมือจาก ขสมก. ในการจัดรถโดยสาร พาประชาชนเข้าสู่บริเวณงาน จำนวน 3 เส้นทาง คือ 1.เส้นทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ - สนามหลวง เริ่งต้นสายอนุสาวรีย์ชัยผ่านถนนศรีอยุธยา เลี้ยวซ้ายผ่านลานบรมรูปทรงม้า เข้าถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เข้ามาจอดรับส่งบริเวณหน้าศาลฎีกาเพื่อเดินทางเข้าท้องสนามหลวงมีป้ายติดหน้ารถัดเจน

                  2.เส้นทางวงเวียนใหญ่-สนามหลวง ตั้งแต่บีทีเอสวงเวียนใหญ่ผ่านวงเวียนใหญ่ แยกบ้านแขก ปากคลองตลาด ผ่านกรมรักษาดินแดงจอดรถรับส่งบริเวณหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  และ 3.เส้นทางวงกลมรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่โรงละครแห่งชาติ ผ่านเส้นทางท่าพระจันทร์ท่าช้าง วงเวียนรด. แยกเฉลิมกรุง แยกเสาชิงช้า แยกวรจักร แยกหลานหลวง แยกคอกวัว สะพานวันชาติ แยกบางลำพู กลับเข้าเส้นทางเดิม โดยจะมีการปิดการจราจรบริเวณถนนหน้าพระธาตุ ตั้งแต่แยกพระจันทร์ ถึงถนนหน้าพระลานพร้อมทั้งจัดจราจรเดินรถเส้นทางเดียวบริเวณถนนพระจันทร์ผ่านถนนมหาราชผ่านท่าช้างเข้าถนนหน้าพระลานตลอดช่วงการจัดโดยมีกำลังตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล1-9ตำรวจ191 คอยตรวจตราความปลอดภัยรอบบริเวณงานและตั้งจุดตรวจจุดสกัดตรวจค้นการพกพาอาวุธอย่างเข้มงวด


'อำนวย'สั่งจับตา'ผู้พันนักสู้'หมิ่นสถาบัน

                  พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รักษาราชการรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.)กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนิคีดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงว่า มีการประชุมติดตามความคืบหน้าทางคดีอย่างต่อเนื่องโดยมีคดีที่คั่งค้างอยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในคามผิดเกี่ยวข้องกับความมั่นคงในพื้นที่นครบาลเกิดขึ้น 34 คดีรวมทั่วประเทศกว่า 60 คดีซึ่งคดีความผิดความมั่นคงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความผิดฐานหมิ่นสถาบัน  ความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย รวมทั้งความผิดอาญาตามประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เช่น คดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว เป็นต้น

                  พล.ต.ต.อำนวย กล่าวด้วยว่า คดีที่เกิดขึ้นเป็นความผิดตั้งแต่ที่มีการชุมนุมทางการเมืองจนถึงปัจจุบันโดยผู้ต้องหาหลายคดีหนีความผิดไปอยู่ต่างประเทศบางส่วนหลบหนีไปอยู่ตามแนวเขตชายแดน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบ.ตร .ดูแลความมั่นคงได้ประสาน สตม.ในการตรวจสอบบุคคลที่มีความผิดตามที่มีการออกหมายจับไปก่อนหน้านี้โดยเฝ้าระวังตามแนวชายแดนการเดินทางผ่านเข้าออกอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

                  ส่วนกรณีของ น.ต.ชนินทร์ คล้ายคลึง เจ้าของเฟซบุ๊กผู้พันสู้ตัวจริงที่ประกาศเตรียมการโจมตีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มีการเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องหากพบมีการกระทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะโดยวิธีการใดจะติดตามจับกุมมาดำเนินคดีในทันที

                  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศใ นฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ​สำนักงานอัยการสูงสุดได้รับสำนวนการสอบสวนคดีอาญา 2 คดี จากพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม และวันที่17 กรกฎาคม 2557 ตามลำดับ เป็นคดีความผิดที่ได้กระทำนอกราชอาณาจักรไทย ที่อัยการสูงสุดในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานอัยการ

                  พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องนางสาวฉัตรวดี หรือโรส อมรพัฒน์ ผู้ต้องหาในความผิดฐานหมิ่นสถานบัน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ5

                  สำหรับความผิดดังกล่าวเป็นความผิดที่เกิดนอกราชอาณาจักร เจ้าของสำนวนต้องเสนอความเห็นไปให้ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด พิจารณาสั่งคดี หากอัยการสูงสุดสั่งฟ้องและศาลออกหมายจับแล้ว ทางสำนักงานอัยการสูงสุดจะประสานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อร่วมกันติดตาม ตัว น.ส.ฉัตรวดี มาดำเนินคดีในประเทศไทยต่อไป


สมชัยย้ำกกต.ปรับปรุงกลไกลเลือกตั้ง

                  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ออกประกาศฉบับที่ 85และ86/2557 ที่กำหนดให้งดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นรวมถึงสมาชิกสภากรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้การเลือกตั้งท้องถิ่นจะไม่เกิดขึ้น โดยจะเปลี่ยนเป็นกระบวนการสรรหา ภายหลังที่มีการประกาศคสช. โดยกระบวนสรรหาจะมีคณะกรรมการสรรหาและผอ.กกต.จังหวัด ก็เข้าไปเป็นคณะกรรมการสรรหาด้วย ซึ่งคาดว่าจะมี 400 กว่าแห่งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ครบวาระ และจะต้องมีการสรรหาภายใน 15 วัน ส่วนผู้บริหารท้องถิ่นที่ครบวาระลง จะเป็นหน้าที่ปลัดท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่แทน ขณะที่กทม.ในส่วนของสมาชิกสภากรุงเทพฯที่จะครบวาระปลายเดือนส.ค.ซึ่งเลขาธิการกกต.จะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสรรหา ที่มีปลัดมหาดไทยเป็นประธาน ซึ่งกกต.ก็พร้อมสนับสนุนกระบวนการสรรหาด้วย

                  นายสมชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้บทบาทของกกต.ทั้ง 4 ด้าน ยังคงทำหน้าที่อยู่ โดยด้านสืบสวนสอบสวนยังมีสำนวนการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะต้องพิจารณากว่า 500-600 สำนวน ซึ่งอาจมีการพิจารณาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและคดีอาญา แต่จะไม่มีการสั่งเลือกตั้งใหม่และชดใช้ค่าเสียในการจัดเลือกตั้ง หรือจะพิจารณายกคำร้อง ขณะที่ด้านการมีส่วนร่วม จะทำหน้าที่ส่งเสริมประชาธิปไตยในการเลือกตั้งและอาจจะเป็นกลไกเพื่อรองรับสภาปฏิรูป ทำความเห็นประชาชนหรือประชาพิจารณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนด้านการจัดการเลือกตั้ง จะเป็นกลไกปรับปรุงระบบการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง สำหรับด้านพรรคการเมือง แม้ขณะนี้จะยังไม่มีบทบาทมากนัก แต่ต่อไปจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะต้องเตรียมเสนอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งเป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง

                  "แม้จะมีประกาศคสช.ดังกล่าว ใช่ว่ากกต.จะไม่มีบทบาท เพราะกกต. มีหน้าที่ต้องทำอีกมาก เพื่อรองรับการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต"นายสมชัย กล่าว

 

โวเตรียมพัฒนาแอพลิเคชั่นมือถือร้องเรียน

                  นายสมชัย  กล่าวก่อนการประชุมการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการเลือกตั้งว่า ที่ประชุมจะพิจารณากระบวนการที่จะทำให้การจัดการเลือกตั้งมีความทันสมัยมากขึ้น (Smart Ect.) ตามความเห็นของที่ประชุมกกต. โดยจะคิดค้นซอฟแวร์ เพื่อพัฒนาเป็นแอพลิเคชั่นในมือถือเพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนที่พบเห็นการทุจริตสามารถแจ้งข้อมูลมายังกกต.โดยตรงและรวดเร็ว เช่น การขนขนมาลงคะแนน นับคะแนนผิด ซื้อขายเสียง เป็นต้น ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ สุจริตเที่ยงธรรม ป้องกันการทุจริต คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

 

4องค์กรสื่อพบปลัดกลาโหมหารือประกาศคสช.ฉ.97

                  ตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อจาก 4 องค์กร นำโดยนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายวิสุทธ์ คมวัชรพงษ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย นายจักรกฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และนายก่อเขตุ จันทรเลิศลักษณ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายภัทระ คำพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักนสพ. ในฐานะตัวแทนสภาการนสพ. ฯเดินทางเข้าพบพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่กระทรวงกลาโหม ซึ่งปลัดกระทรวงกลาโหมได้รับมอบหมายจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้เชิญองค์กรวิชาชีพสื่อมาพูดคุยในเรื่องที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนมีความกังวลกับประกาศคสช.ฉบับที่ 97/2557 เรื่องการให้ความร่วมมือคสช.และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ 

                  ทั้งนี้กระทรวงกลาโหมจัดสถานที่ให้มีการหารือที่ห้องสุรศักดิ์มนตรี พร้อมกับฉายสไลด์ขึ้นข้อความต้อนรับทั้ง4องค์กรสื่อ อย่างไรก็ตามพล.อ.สุรศักดิ์ เปิดการหารือด้วยการกล่าวสวัสดีทักทายองค์กรสื่อโดยกล่าวว่า ตนเป็นหัวหน้าโครงการรับผิดชอบการสร้างความปรองดองของคสช. สืบเนื่องจากมีประกาศคสช.ฉบับที่97/2557 ทราบดีว่าพี่น้องสื่อไม่สบายใจบ้าง แต่ตนเป็นคนรับฟังความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่มีปัญหาในการปฏิรูปประเทศ ก็เลยเชิญองค์กรสื่อมาพูดคุยกันว่าเป็นประเด็นปัญหาอะไรตรงไหน พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนเห็นด้วยที่องค์กรสื่อมีการควบคุมกันเอง แต่ทั้งนี้ก็อยากฟังความคิดเห็นว่าคิดเห็นอย่างไรกับประกาศฉบับดังกล่าว 
                 
                  "ตัวหนังสือมันออกมาแล้วตรงกับเจตนาหรือไม่อย่างไรเชิญเสนอมาได้ ผมมีหน้าที่รับฟังแล้วนำเรียนต่อคสช.ต่อไป"ปลัดกลาโหม กล่าว

 

ส.สื่อชี้สัญญาณดีที่คสช.พร้อมแก้ไขประกาศฉ.97


                ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการหารือกับปลัดกระทรวงกลาโหมนาน1ชั่วโมงเต็ม นายประดิษฐ์ให้สัมภาษณ์ว่า เรียนว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา หัวหน้าคสช. กล่าวผ่านปลัดกระทรวงกลาโหมแสดงถึงความไม่สบายใจกับประกาศคสช.ฉบับที่ 97/2557 เช่นเดียวกัน จึงมอบหมายให้ปลัดกระทรวงกลาโหมประสานกับตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนมาพูดคุยทำความเข้า

                นายประดิษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่พวกตนได้เสนอและแสดงความไม่สบายกับประกาศฉบับนี้ทั้งหมด โดยเฉพาะสิ่งที่บาดใจมากที่สุดคือข้อ5 ของประกาศ คือการมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่สามารถสั่งระงับการจำหน่าย จ่ายแจกหนังสือพิมพ์หรือระงับการออกอากาศได้ ข้อนี้เป็นข้อที่เราไม่สบายใจมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับวงการสื่อที่พวกเราเคยโดนคำสั่งแบบนี้มาหลายครั้งจากการปฏิวัติ

                นอกจากนี้ยังห่วงประกาศข้อ 3(3) ที่ห้ามวิพากย์วิจารณ์คสช. ถ้ายังจะมีข้อความนี้ก็ควรไปปรับเปลี่ยน เพราะสื่อมวลชนจะทำหน้าที่ลำบาก รวมถึงขอให้ยกเลิกเรื่องความลับราชการในข้อ3(4)ของประกาศด้วยเพราะเป็นอุปสรรคในการทำข่าวการทุจริตครับ

                นายกสมาคมนักข่าว กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เรื่องอื่นๆพวกเราได้แจ้งว่ามีกฎหมายปกติอยู่แล้ว ซึ่งอยู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น สื่อบางพวกที่ไม่อยู่ในร่องในรอยที่ไม่ทำหน้าที่ตามหลักวิชาชีพก็มีกสทช. และกฎหมายเฉพาะที่ดูแล อย่างไรก็ตามไม่ควรเหมารวมสื่อทั้งงหมดโดยเฉพาะสื่อที่มีความเป็นวิชาชีพ มีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบซึ่งสื่อในส่วนนี้ไม่ได้มีปัญหา

                "แต่มีสื่ออีกกลุ่มหนึ่งที่เราอยากให้เขาคำนึงถึงหลักจริยธรรมสื่อ คนที่เข้าไปใช้เสื้อคลุมของสื่อแล้วไม่ได้ยึดมั่นหลักวิชาชีพอยากให้เขากลับมาพิจารณาเพราะการทำหน้าที่ทำให้สื่อทั้งหมดได้รับผลกระทบด้วย เพราะนี่เป็นจังหวะของประเทศที่เราต้องพาของประเทศเดินไปข้างหน้า สื่อมวลชนก็เป็นกลุ่มที่ถูกวิพากย์วิจารณ์มากที่สุดในการทำหรือมีส่วนในการสร้างความขัดแย้ง ดังนั้นเราควรต้องอาศัยวิกฤติครั้งนี้มาทบทวนบทบาทของตัวเอง " นายประดิษฐ์ กล่าว

                นายกฯสมาคมนักข่าว กล่าวด้วยว่า ปลัดกระทรวงกลาโหมจะสื่อสารไปยังคสช.หรือส่งสัญญาณให้จัดการแก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิก ซึ่งการยกเลิกอันนี้ผมพูดเองนะครับว่ายกเลิกประกาศฉบับที่ 97 โดยเร็วที่สุด

                เมื่อถามว่าปลัดกระทรวงกลาโหมได้ฝากอะไรถึงการทำหน้าที่ของสื่อในสถานการณ์ที่ไม่ปกติหรือไม่ นายประดิษฐ์ กล่าวว่า ปลัดฯระบุเองว่าที่ผ่านมาทำงานด้วยกันได้ดีและเข้าใจการทำหน้าที่ของสื่อที่ทำงานปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องเฝ้าติดตามการแก้ไขประกาศต่อไป เราต้องช่วยกัน

                เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่มีการจัดระเบียบสื่อในช่วงนี้ นายประดิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ชอบคำนี้แต่คิดว่าพวกเราต้องตระหนักเสมอว่าเราทำหน้าที่ในสถานการณ์วิกฤติของประเทศ การจัดระเบียบหรือมีสื่อที่ไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเฉพาะสื่อวิทยุโทรทัศน์ วิทยุชุมชนก็ไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ใครที่ได้รับใบอนุญาตหรือทดลองออกอากาศแล้วยังทำหน้าที่ใช้เสรีภาพโดยไม่มีความรับผิดชอบ ใช้ภาษาที่ทำให้เกิดความรุนแรง หรือที่เราเรียกว่า "เฮทสปีช(Hate speech)" ก็ไปทบทวนตัวเอง อย่าให้สื่อหลักๆได้รับผลกระทบ

                เมื่อถามว่าได้ถามหรือไม่ว่าที่มาของประกาศฉบับนี้ของคสช.มาจากความกังวลเรื่องอะไร นายประดิษฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้ถามสาเหตุอันนี้ต้องถามคสช.แต่ออกมาแล้วมีผลกระทบเราจึงต้องการให้แก้ไข แต่ยืนยันว่าเป็นสัญญาณที่ดีจากการพูดคุยกับปลัดฯ

                เมื่อถามว่าความเคลื่อนไหวสมาคมนักข่าวฯจากนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไร นายประดิษฐ์ กล่าวว่า เราจะมีการรณรงค์เรื่องเสรีภาพกับความรับผิดชอบ และรณรงค์การ "Stop hate speech" จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนทั้งหมดได้ตระหนักถึงการทำหน้าที่ในภาวะวิกฤติ เราต้องสร้างเวทีที่ให้เหตุผลกับสังคม ทำข่าวที่มีคุณภาพเพื่อนำประเทศออกจากวิกฤติและสร้างประเทศหลังจากพ้นวิกฤติ

                ด้านนายจักรกฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวเสริมว่า บรรยากาศการพูดคุยดีมาก ทางปลัดกระทรวงกลาโหมมีความเข้าใจการทำหน้าที่สื่อ เท่าที่มีการสื่อสารให้ฟังกันวันนี้ดูเหมือนว่าเจตนารมณ์ของหัวหน้าคสช.ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรสื่อในการกำกับดูแลกันเอง แต่เมื่อประกาศนี้ออกมาทางคสช.ก็พบข้อสังเกตที่ไม่น่าสบายใจ และคสช.เองก็คิดว่าหากปล่อยให้ยาวนานไปกว่านี้จึงมีการเชิญมาคุยกัน

                ประธานสภาการนสพ. กล่าววอีกว่า เดิมทีวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ค.นี้ จะมีการเชิญบุคลในวงการสื่อมาแสดงพลังและรดมความเห็นกัน แต่ได้แจ้งปลัดกระทรวงกลาโหมแล้วว่าหากมีการแก้ไขประกาศโดยเร็วเราก็จะทบทวนบทบาทในวันที่ 24 ก.ค. ที่จะไม่ใช่เรื่องของการเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ แต่อาจจะเป็นเรื่องการรณรงค์เรืองเสรีภาพบนความรับผิดชอบแทน

 


ทูตอินเดียคนใหม่เข้าพบประยุทธ์

                  นายหัส   วัฒนะ ศรึงคะลา (หรรษ   วรรธน ศฤงคลา)(HARSH  VARDHAN SHRINGLA) เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยได้เข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โอกาสนี้ยังได้มีการหารือประเด็นความร่วมมือต่อกันด้านต่าง ๆ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษกิจ และสังคม โดยเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยได้ ยืนยันถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับอินเดียที่มีมานานกว่า6ทศวรรษ ว่ายังมั่นคงไม่มีเปลี่ยนแปลง และพร้อมจะดำเนินความสัมพันธ์กับไทยในทุกๆด้าน ในโอกาสนี้ยังได้เน้นย้ำความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ในประเด็นที่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ  เช่นความตกลงเรื่องเขตการค้าเสรี ที่ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยเชื่อว่าจะทำให้ เศรษฐกิจทั้ง20ประเทศพัฒนามากยิ่งขึ้น ส่วนทางด้านความมั่นคงนั้น ทางเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ยืนยัน ว่าจะยังคงนโยบายความร่วมมือในการแก้ปัญหาความมั่นคงร่วมกันทั้ง 2ประเทศต่อไปเพื่อเสถียรภาพความมั่นคงในภูมิภาคและยังยืนยันถึงความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นทั้ง 2ประเทศอย่างยาวนานต่อไป   

อุดมเดชประชุมติดตามผลปฎิบัติงานคสช.

                  ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)โดยทุกส่วนงานได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงได้รายงานการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ซึ่งได้มีการเปิดศูนย์จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จไปแล้วนั้นล่าสุดมีแรงงานต่างด้าวมาลงทะเบียนแล้วกว่า 180,000 คน ฝ่ายสังคมจิตวิทยา ได้มีการเตรียมที่จะจัดทำโรดแม็ปแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยในพื้นที่วิกฤติ ฝ่ายเศรษฐกิจที่ได้รายงานความคืบหน้าการประชุมของคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามแผนงานในปี 2558-2562 ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ระบุจะได้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขจำนวนกว่า42 ร่างเข้าสู่ที่ประชุมคณะ คสช. ในวันอังคาร ที่22 ก.ค.