ข่าว

'วิชา'ชี้ปราบคอร์รัปชั่นไม่ใช่แค่กม.

'วิชา'ชี้ปราบคอร์รัปชั่นไม่ใช่แค่กม.

21 ก.ค. 2557

'วิชา' เผยปราบคอร์รัปชั่นไม่ใช่แค่ก.ม. ต้องพ่วงหลักเศรษฐศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพ แจงผลวิจัยช่วยเรื่องชี้มูลจำนำข้าว ยกเยอรมนีเป็นแบบอย่างการพัฒนาประเทศที่เข้มแข็ง

 
                    21 ก.ค.57 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องนนทรี 3 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) สนามบินน้ำ ได้จัดอบรมหลักสูตรนิติเศรษฐศาสตร์ระยะสั้น แก่เจ้าหน้าที่ สำนักงาน ป.ป.ช และ คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจิตในภาครัฐ (ป.ป.ท) นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช กล่าวบรรยายในหัวข้อ“ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทย:บทบาทของนักกฎหมายและนักเศรษฐศาสตร์” โดยนาย วิชา กล่าวตอนหนึ่งว่า การทุจริตการคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องของการให้สินบนแก่ผู้มีอำนาจ โดยคนไทยไม่คิดว่าเป็นการทุจริต หากแต่เห็นเป็นเรื่องของสินน้ำใจ เป็นสิ่งที่ต้องตอบแทนผู้มีพระคุณและเรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นเวลานาน จนกลายเป็นประเพณี นอกจากนี้สังคมไทยอยู่ในระบบอุปถัมภ์ จึงสามารถรองรับระบบการให้สินบนกับผู้ที่อยู่ในสถานะสูงกว่าโดยไม่ขัดเขิน
 
                    นายวิชา กล่าวว่า หากมองในทางเศรษฐศาสตร์เหตุผลที่การทุจริตคอร์รัปชั่นยังอยู่ในสังคมไทย มาจากความไม่เท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจ ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยตลอดมา ยิ่งกว่านั้นผู้มีพลังทางเศรษฐกิจสูงกว่าแม้กระทำผิดต่อการทุจริตก็ไม่จำเป็นต้องรับโทษเพราะสามารถจ่ายเงินสินบนใต้โต๊ะ ก็รอดพ้นจากคดี รวมทั้งคดีความที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจมักไร้ประสิทธิภาพเต็มไปด้วยความล่าช้า ยังส่งผลให้ความเชื่อมั่นในรัฐบาลลดต่ำลงทุกขณะ โดยในสภาพเช่นนี้ รัฐบาลได้จัดทำนโยบายประชานิยม ที่มีการแจกของและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่ประชาชนอย่างแพร่หลาย ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนได้ส่วนแบ่งต่างๆจากรัฐบาล โดยไม่สนใจโครงการเหล่านั้นว่าจะทุจริตคอร์รัปชั่น จนเกิด”กับดักของความไม่เท่าเทียมกัน” หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะเกิดความทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น จนยากที่จะแก้ไขกลายเป็นกับดักทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ที่ไร้ความยุติธรรรม
 
                    นายวิชา กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาการทุจริตเป็นเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์อันเป็นตัวเงินหรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน แต่แนวโน้มในปัจจุบันเป็นเรื่องของการใช้อำนาจที่ได้จากประชาชนในทางที่ผิด เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ครอบงำเหนือสาธารณะ โดยใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อเกิดประโยชน์แก่พวกพ้อง เรียกว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย” หรือบางครั้งอยู่ในลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน หากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ
 
                    “ปัญหาที่พบในการต่อต้านการทุจริตการคอร์รัปชั่น คือ กฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นมีความสลับซับซ้อน ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ นอกจากนี้คนส่วนใหญ่ผูกติดกับกฎหมาย คือ ออกมาแล้วต้องบังคับใช้ได้จริง และมีอยู่จริง ทั้งนี้ เกิดการตั้งคำถามจากประชาชนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายว่าไม่เป็นธรรมต่อตนเอง ก็จะออกมาโวยวายว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากนั้นจะเกิดการโต้แย้งไปเรื่อย เช่น กรณีคดีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าไม่รับความเป็นธรรมในกระบวนการไต่สวน และพิจารณา ทั้งที่กฎหมายที่ใช้ในประเทศไทยในปัจจุบันเป็นกฎหมายในรูปแบบรัฏฐาธิปัตย์ คือ กฎหมายไม่มีการแบ่งแยกในระดับชนชั้น โดยใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกันจึงจะเกิดการเสมอภาคในสังคม รวมทั้งกฎหมายที่บังคับใช้ต้องตอบสนองสังคม หากตอบโจทย์ไม่ได้จะเกิดการโต้แย้งของการใช้กฎหมายในสังคมทันที” นายวิชา กล่าว
 
                    นายวิชา กล่าวว่า ความยุติธรรมต้องเท่าเทียมกันหมด ความเสมอภาคจึงจะเกิดขึ้น ความยุติธรรมจะเกิดถ้วนหน้าได้อย่างไร ก็ต้องว่าด้วยกฎธรรมชาติ ยึดประโยชน์สุขของมหาชนมาเป็นตัวตั้ง แตกแขนงจากหลักธรรมชาติ บางประเทศบอกไม่เพียงพออย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น กฎหมายต้องบังคับใช้ชุมชน มองถึงด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแต่ละชุมชน มีที่มาที่ไปอย่างไร ขบวนการในความคิดสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร คือแนวความคิดของคนที่อยู่ในซีกโลกหนึ่ง กฎหมายละเว้นประวัติศาสตร์ที่มา ต้องอาศัยเวลาปรับขบวนทัศน์ ประเทศอังกฤษเปลี่ยนประมวลกฏหมายมากมาย และถือหลักเดียวกับยุโรปในเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ศาลตัดสินจึงเป็นกฎหมาย ใครเรียนหลักกฎหมายแบบเดิมไม่เปลี่ยน คือล้าสมัย เพราะว่าองค์ความรู้ใหม่มีความสำคัญตามหลักคิดแบบเยอรมัน ไม่ใช่เพียงลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่จารีตประเพณีนับเป็นรากเหง้าของกฎหมาย ในสังคมไม่ใช่ยึดถือรัฐเป็นตัวหลัก ทั้งนี้ นโยบายสาธารณะถือเป็นหลักเศรษฐศาสตร์การเมือง ถ้ารัฐบาลมุ่งแต่หารายได้โดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดของประชาชน หรือสาธารณะ นั่นคือความพินาศ หรือ ความตายของทุกรัฐบาล
 
                    นายวิชา กล่าวต่ออีกว่า ถ้าไม่มีการริเริ่มของผู้ทรงคุณวุฒิ ทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้วิเคราะห์ วิจัยไว้ เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าว และการแสวงหาคำตอบของนายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ ตนฟันธงว่า ป.ป.ช.ก็ไม่สามารถที่จะชี้มูลความผิดกับรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ได้ ดังนั้น มิติทางเศรษฐศาสตร์มีความสำคัญมาก ขณะที่การทำงานของป.ป.ช. ต่อจากนี้จะใช้สหสาขาวิชาศาสตร์ คือ การผนึกกำลังระหว่างนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เกิดผลมากยิ่งขึ้น
 
                    นายวิชา กล่าวอีกว่า ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่ใช้นโยบายประชานิยมอย่างสุดโต่ง ถึงแม้จะมีการจัดระบบเรียบร้อยและบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งชาติอย่างถาวร ซึ่งแนวคิดในการเป็นหนี้ของคนอเมริกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก การเป็นหนี้คือเป็นสุข เพราะนอกจากจะทำให้คนคนนั้นดูมีความน่าเชื่อถือแล้ว ยังมีการรองรับด้วยว่าหากมีการล้มละลายก็มีกฏหมายที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการฟื้นฟูหนี้สินได้ การที่คนอเมริกันไม่รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนในการเป็นหนี้ ก็สืบเนื่องจากประวัติศาสตร์ของชาติ ตั้งแต่ยุคที่คนอเมริกันดั้งเดิมได้อพยพไปตั้งประเทศใหม่ ล้วนเป็นลูกหนี้ของประเทศอังกฤษมาก่อน จึงมองว่าการเป็นหนี้ไม่เป็นปัญหา แต่ในทุกวันนี้อเมริกาเองก็กำลังแก้ปัญหาที่ตัวเองได้สร้างขึ้นมานั่นก็คือ ประชานิยม ซึ่งต่างจากประเทศเยอรมนี ที่ใช้ระบบ Industrialized อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นแนวคิดที่ทุกคนต้องทำงานจึงจะมีเงินใช้ ไม่มีการดำเนินนโยบายประชานิยมในประเทศ ประชาชนทุกคนต้องทำงาน ไม่มีขอทาน หรือขอเงินคนอื่นใช้
 
 
'ป.ป.ช.' มั่นใจสำนวนจำนำข้าวปึ้ก! เชื่อ อสส.ส่งฟ้อง
 
 
                    เมื่อเวลา 12.15 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป.ป.ช. เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช.ได้เตรียมการยกร่างคำชี้แจงและคำแถลงการณ์เกี่ยวกับการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าวหลังจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากป.ป.ช.เรื่องกระบวนการไต่สวนและจะได้แถลงชี้แจงให้ทราบในวันที่ 22 ก.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าการทำงานของคณะกรรมป.ป.ช. ไม่ได้เป็นการเร่งรัดปิดเกมเพราะป.ป.ช.ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบของกฎหมายทุกประการ
 
                    ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าอัยการสูงสุด (อสส.) จะส่งฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายวิชัย กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้ทำการพิจารณาเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วโดยได้มีพยานหลักฐานและเอกสารชัดเจนครบถ้วน และมีความแน่นหนามาก จึงคิดว่าไม่น่าจะต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างอสส.กับป.ป.ช. ซึ่งขั้นตอนขณะนี้ป.ป.ช.กำลังเร่งทำเอกสารและรายงานส่งให้กับอสส.ให้ทันภายใน 14 วันตามกรอบของกฎหมายโดยไม่สามารถขยายเวลาไปมากกว่านี้ได้
 
                    เมื่อถามว่า ป.ป.ช.จะสามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้หรือไม่ หลังจากคณะกรรมการป.ป.ช.มีการให้ความเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท นายวิชัย กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงประเด็นนี้ แต่คิดว่าคงต้องมาพิจารณากันในรายละเอียดอีกครั้ง