ข่าว

ระเบิดเวลาที่จาการ์ตา

ระเบิดเวลาที่จาการ์ตา

21 ก.ค. 2557

ระเบิดเวลาที่จาการ์ตา : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

                ผมเพิ่งกลับจากจาการ์ตามาครับ คราวนี้ไปด้วยภารกิจของ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม กับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับสภาศิลปะของกรุงจาการ์ตา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งวรรณกรรม  การแสดง ดนตรี ทัศนศิลป์ จนถึงการสร้างภาพยนตร์ ซึ่งการไปครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการนำร่องด้วยวรรณกรรม ในโครงการ “วรรณกรรมสัมพันธ์” ปีที่ 11 โดยเริ่มจากวรรณกรรมสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2546 และตามมาด้วยวรรณกรรมสัมพันธ์กับลาว เวียดนาม และมาเลเซีย ตามลำดับ และทาง สศร. ก็มีนโยบายที่จะสร้างความสัมพันธ์ด้านวรรณกรรมกับประเทศสมาชิกอาเซียนผ่านทางสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ให้ครบทุกประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

                ผมไปจาการ์ตาคราวนี้ หลังจากอินโดนีเซียเพิ่งมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีผ่านพ้นไปได้ไม่กี่วัน และการนับคะแนนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากอินโดนีเซียประกอบด้วยหมู่เกาะเป็นจำนวนมาก และบางเกาะก็อยู่ห่างไกล ทำให้การขนส่งหีบบัตรมีความล่าช้า อย่างไรก็ตามมีผู้สันทัดกรณีบอกกับผมว่า คะแนนของผู้สมัครทั้งสองคน คือ นายพลซูเบียนโต กับ เจเค. หรือโจโก วิโดโด สูสีกันเป็นอย่างมาก และน่าจะชนะกันในแบบเฉียดฉิว นอกจากนี้ทั้งสองคนก็มีความโดดเด่นที่ไม่เป็นรองกัน คนหนึ่งเป็นอดีตพลโท ซึ่งมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย และมีฐานทางเศรษฐกิจ การเมือง และกองทัพบางส่วน ให้การสนับสนุน ขณะที่วิโดโดเอง ก็มีผลงานในสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจาการ์ตาเป็นที่เข้าตาประชาชน และได้รับคะแนนนิยมอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว และนอกจากการขับเคี่ยวกันของสองผู้สมัครแล้ว ก็ยังเป็นการต่อสู้กันของโพลสำนักต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่นับสิบสำนัก แม้ว่าโพลล์ส่วนใหญ่จะทำนายว่า วิโดโดจะเป็นฝ่ายมีชัย แต่ก็มีบางสำนักฟันธงว่า ซูเบียนโตจะมาวิน ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้คนอินโดนีเซียออกมาลงคะแนนเสียงมากมายเป็นประวัติการณ์ เพราะเกรงว่าผู้สมัครที่ตนสนับสนุนจะพ่ายแพ้แล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การที่ผู้สมัครทั้งสองคนชิงออกมาประกาศชัยชนะล่วงหน้าก่อนที่จะทันทราบผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ด้วยคะแนนที่ทิ้งกันไม่มากตามที่คาดคะเนไว้ ก็อาจจะเกิดการกล่าวหากันว่าอีกฝ่ายโกงการเลือกตั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองครั้งใหม่

                ไปจาการ์ตาคราวนี้ ซึ่งห่างจากครั้งหลังสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพียง 3-4 เดือน ผมก็พบว่า การจราจรในเมืองหลวงแห่งนี้ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤติ เพราะเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องรถติดบนถนน จนหลายคนออกปากว่ารักกรุงเทพฯ ขึ้นเป็นกอง ขณะเดียวกันก็ประหลาดใจในความใจเย็นและความอดทนของคนอินโดนีเซีย

                แต่ปัญหาของอินโดนีเซียที่ยังน่าห่วงยิ่งกว่าการจราจรในจาการ์ตา ก็คือปัญหาประชากร และสภาพสังคมที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนค่อนข้างมาก และปัญหานี้น่าจะเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่อาจจะระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จำนวนประชากรที่มากมาย และอัตราการเกิดที่ค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นภาระหนักของรัฐบาลอินโดนีเซีย ทั้งในเรื่องที่อยู่อาศัย สุขอนามัย การศึกษา การประกอบอาชีพ รวมถึงเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ขณะที่ช่องว่างของระหว่างคนที่มีโอกาสและด้อยโอกาสถ่างไกลออกไปเรื่อยๆ จากความเจริญทางเศรษฐกิจ ที่ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็กๆ และขาดกระบวนการกระจายรายได้ในวงกว้าง ดังนั้น ในมิติหนึ่งของจาการ์ตาที่เต็มไปด้วยอาคารใหญ่โตทันสมัย มีห้างสรรพสินค้ามหึมาโอฬาริก มีร้านรวงขายสินค้าแบนด์เนม และภัตตาคารญี่ปุ่นเกลื่อนกลาด แต่ในตรอกซอกซอยข้างตึกรามเหล่านั้น ก็มีคนที่จนติดดินจำนวนมากมายที่มีชีวิตเหมือนเศษขยะ

                ระหว่างซูเบียนโต กับวิโดโด ใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้ง ก็เผชิญศึกหนักในการต่อสู้เพื่อเอาชนะปัญหาเรื่องความเหลื่อมในล้ำในสังคม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากระเบิดเวลาลูกใหญ่

                และหลายๆ ประเทศในอาเซียนเอง ก็มีระเบิดเวลาแบบนี้ซุกซ่อนอยู่ หากไม่ระมัดระวัง เอาแต่หลงระเริงกับมิติของภาพลวงตาที่สวยหรูและตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ฉาบฉวยจนมองข้ามความเป็นจริง ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกันครับ